MEET Thai Plus คืออะไร และทำไมการบุกเซินเจิ้นครั้งนี้จึงสำคัญ
MEET Thai Plus คือเวทีไมซ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน และนวัตกรรมระหว่างผู้ประกอบการสองประเทศ ผ่านการเจรจาแบบพบหน้า การจับคู่ธุรกิจ B2B และความร่วมมือระยะยาว โดยเน้นให้เกิดข้อตกลงต่อยอดได้จริง ทั้งในอุตสาหกรรมอนาคต เทคโนโลยี การศึกษา และการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ สะท้อนบทบาทใหม่ของอุตสาหกรรมไมซ์ที่ไม่ได้หยุดเพียงการดึงนักเดินทางแต่กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับมหภาค
ทีเส็บ MEET Thai Plus ครั้งนี้จัดที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการเซินเจิ้น ระหว่างวันที่ 9–10 กันยายน 2569 ไม่ใช่โรดโชว์ทั่วไป แต่คือการเคลื่อนทัพกลยุทธ์ เพื่อเจาะหนึ่งในตลาดสำคัญที่สุดของภูมิภาค การเลือกเซินเจิ้นซึ่งตั้งอยู่ในเขต Greater Bay Area ทำให้เวทีนี้กลายเป็นทางด่วนเชื่อมต่อกับศูนย์กลางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และผู้เล่นทุนรายใหญ่ของภูมิภาคโดยตรง การเปิดเกมในเมืองนี้จึงไม่ใช่การเดินทางไปจัดงาน แต่คือการประกาศว่าจะเข้าไปยืนในเครือข่ายเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างเป็นทางการ

135 องค์กรหนึ่งเวที เป้า 800 นัดจับคู่ธุรกิจให้เกิดดีลเกิน 1,000 ล้านบาท
หัวใจทางยุทธศาสตร์ของทีเส็บ MEET Thai Plus ไม่ได้อยู่ที่เวทีพิธีการ แต่อยู่ที่ตัวเลขการจับคู่ธุรกิจที่ถูกตั้งไว้สูงถึง 800 นัดในสองวัน พร้อมผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 2,000 คน และคาดหวังให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 1,000 ล้านบาท นี่คือเป้าหมายที่สะท้อนวิธีคิดใหม่ของอุตสาหกรรมไมซ์ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องจักรสร้างดีลมากกว่าจัดงานให้ครบตามรูปแบบ
ทีเส็บนำคณะจากฝั่งไทยรวม 135 องค์กร ทั้งหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาเข้าร่วมในเวทีเดียวกัน ผลคือห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำถูกพามาเจอคู่สนทนาจากฝั่งจีนแบบพร้อมหน้าพร้อมตา การออกแบบให้มีการจับคู่ธุรกิจ B2B เป็นโครงหลักของงาน สื่อสารชัดว่า ผู้เข้าร่วมต้องกลับบ้านพร้อมรายชื่อคู่ค้า ดีลในมือ หรืออย่างน้อยแนวร่วมสำหรับความร่วมมือในอนาคต ไม่ใช่เพียงรูปถ่ายในงาน

จากคู่ค้าอันดับหนึ่งสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ทำไมตลาดจีนจึงเลี่ยงไม่ได้
หากมองเฉพาะตัวเลข จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย โดยมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสูงกว่า 1 ล้านล้านหยวน และขยายตัวถึง 28% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะเดียวกัน นักเดินทางจากจีนคิดเป็นราว 30% ของนักเดินทางต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้าไทย “จีนยังเป็นตลาดยุทธศาสตร์อันดับหนึ่งของไทย” คือประโยคที่ไม่ได้เป็นเพียงคำกล่าวทางการเมือง แต่สะท้อนข้อเท็จจริงด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ
การที่ทีเส็บเลือกใช้เซินเจิ้นสัมมนาการค้าและการลงทุน จึงเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า หากอยากให้เศรษฐกิจเติบโตต่อ ต้องขยับความสัมพันธ์จากระดับคู่ค้า มาสู่ระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมอวกาศ การจัดการน้ำ การศึกษา ทรัพย์สินทางปัญญา และปัญญาประดิษฐ์ ตามกรอบความร่วมมือ 15 ฉบับที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกัน การใช้แพลตฟอร์มไมซ์รองรับความร่วมมือเหล่านี้จึงเป็นวิธีทำให้เอกสารบนโต๊ะประชุมกลายเป็นโครงการในโลกจริง
ไมซ์ไม่ใช่แค่ท่องเที่ยว แต่คือแพลตฟอร์มลงทุนและประตูสู่โครงการ BOI-EEC
ทิศทางใหม่ของทีเส็บ MEET Thai Plus คือการเลิกมองไมซ์เป็นเพียงธุรกิจจัดประชุมสัมมนา แล้วหันมาใช้เป็นแพลตฟอร์มขับเคลื่อนการค้า การลงทุน และเทคโนโลยีเต็มตัว แนวคิดนี้ถูกแปลออกมาเป็นโครงสร้างงานที่ดึงหน่วยงานสำคัญอย่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและสำนักงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเข้าร่วม พร้อมหน่วยงานด้านการค้า การท่องเที่ยว และนิคมอุตสาหกรรม รวม 8 หน่วยงานรัฐในคณะเดียวกัน
การเชื่อมบทสนทนาธุรกิจไทย-จีนเข้ากับโครงการส่งเสริมการลงทุนและเขตพัฒนาพิเศษอย่างชัดเจน ทำให้งานนี้กลายเป็นฐานเจรจาการลงทุนตลาดจีนที่มีกรอบรองรับ ไม่ใช่แค่การแลกนามบัตร การจับคู่ธุรกิจ B2B ในห้องประชุมจึงผูกโยงได้ทันทีกับข้อเสนอสิทธิประโยชน์และพื้นที่อุตสาหกรรมจริง ความคาดหวังของผู้เข้าร่วมที่ต้องการผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้จึงถูกตอบด้วยโครงสร้างงาน มากกว่าคำโปรยสวยงามเกี่ยวกับศักยภาพเพียงอย่างเดียว
จากเวทีสองวันสู่ยุทธศาสตร์ระยะยาว บทเรียนที่ผู้ประกอบการควรอ่านให้ออก
แม้งานจะมีเพียงสองวัน แต่ทีเส็บประกาศชัดว่าตัวเลข 800 นัดจับคู่ธุรกิจและมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาทเป็นเพียงผลลัพธ์เบื้องต้น สิ่งสำคัญกว่าคือความสัมพันธ์ที่ต่อยอดต่อไปในรูปแบบการลงทุน การขยายตลาด การย้ายฐานการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างสองฝ่าย หากมองจากมุมผู้ประกอบการ บทเรียนสำคัญคือ ใครที่มองไมซ์เป็นแค่เวทีออกบูธ จะเสียโอกาสเห็นโครงสร้างใหม่ของเครือข่ายเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัว
การที่ทีเส็บผลักดันเวทีนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของบทบาทประเทศในฐานะประตูสู่ภูมิภาคอาเซียน คือสัญญาณว่าการแข่งขันจะไม่หยุดอยู่ที่การแย่งนักเดินทาง แต่จะขยับไปสู่การแย่งบทบาทเป็นศูนย์กลางดีลเศรษฐกิจ ใครอ่านออกและเตรียมตัวเข้าไปอยู่ในแถวหน้าได้ก่อน ก็จะมีโอกาสจับมือกับพันธมิตรใหม่จากตลาดจีนในจังหวะที่เครือข่ายนี้เพิ่งเริ่มวางฐานมากกว่าต้องวิ่งตามในภายหลัง






