รถยนต์ไฟฟ้า ยกเลิก: สัญญาณว่าความฝันสีเขียวติดหล่มตัวเลขสีแดง
การที่ผู้ผลิตรายใหญ่ประกาศ รถยนต์ไฟฟ้า ยกเลิก หลายโครงการในตลาด EV สหรัฐ คือสัญญาณว่าความฝันการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไร้มลพิษกำลังติดหล่มปัญหาความสามารถทำกำไร กลยุทธ์ผลิตรถยนต์ และแรงกดดันทางการแข่งขัน มากกว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีไม่พร้อมหรือลูกค้าไม่ต้องการเพียงอย่างเดียว การถอยกลับมาสู่ไฮบริดจึงไม่ใช่การเลิกเชื่อในอนาคตของ EV แต่เป็นการยอมรับความจริงว่าตัวเลขทางธุรกิจวันนี้สำคัญพอๆ กับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และบริษัทต้องเลือกสนามที่ตนเองยังชนะได้
กรณีของฮอนด้า นิสสัน ไฮบริด กลายเป็นคำตอบเชิงกลยุทธ์มากกว่าคำว่า ‘ถอยหลัง’ ทั้งสองแบรนด์กำลังส่งสัญญาณว่าการเร่ง EV แบบไม่มองโครงสร้างต้นทุน ภาษี และภาพลักษณ์แบรนด์ กำลังทำลายฐานกำไรเดิมอย่างอันตราย การชะลอ EV บางรุ่นจึงคือการซื้อเวลา ฟื้นฐานะทางการเงิน และจัดลำดับสนามแข่งขันใหม่ให้เหมาะกับศักยภาพจริง มากกว่าไล่ตามกระแสเชิงนโยบายแบบตาบอด

ฮอนด้ายกเลิก EV สามรุ่น: เมื่อไฮบริดคือเกราะกันความเสี่ยง
ฮอนด้าประกาศยกเลิกการพัฒนาและทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 3 รุ่นที่เดิมวางแผนผลิตในอเมริกาเหนือ ได้แก่ Honda 0 SUV, Honda 0 Saloon และ Acura RSX การตัดสินใจนี้ตามคำอธิบายของบริษัทคือผลจากการทบทวนกลยุทธ์ผลิตรถยนต์ในโลกที่นโยบายพลังงานผันผวนและตลาด EV สหรัฐโตช้าลง ฮอนด้ายอมรับตรงๆ ว่าการเร่งทุ่มทรัพยากรไปยัง EV ทำให้ความสามารถแข่งขันของรถเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดในตลาดเอเชียอ่อนตัวลง และกำไรของธุรกิจรถยนต์เริ่มถูกกัดกร่อนจากนโยบายภาษีนำเข้าใหม่
ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ฮอนด้าคาดว่าจะต้องรับรู้จากการยุติโครงการ EV นี้อยู่ในระดับสูงมาก ทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานช่วง 820,000 ล้านเยนถึง 12 ล้านล้านเยน และส่วนแบ่งผลขาดทุนจากเงินลงทุน 110,000–150,000 ล้านเยน รวมถึงผลขาดทุนพิเศษ 340,000–570,000 ล้านเยน คำกล่าวที่ควรจดคือ “ฮอนด้าเลือกยอมบาดเจ็บวันนี้ เพื่อไม่ให้เลือดไหลไม่หยุดในวันพรุ่งนี้” การหันกลับมามุ่งไฮบริดทั่วโลกจึงเป็นการยึดฐานเทคโนโลยีที่บริษัทถนัด เพื่อรักษากำไรและเสถียรภาพเงินปันผล มากกว่าฝืนเดินในสนามที่คู่แข่งใหม่ในจีนวิ่งเร็วและเก่งกว่าด้านซอฟต์แวร์

นิสสันลบภาพ “รถเช่า” หันปั้นไฮบริดและ SUV เพื่อฟื้นแบรนด์
ขณะเดียวกัน นิสสันกำลังพยายามชุบชีวิตแบรนด์ในตลาดสหรัฐด้วยการยกเครื่องกลยุทธ์อย่างหนัก หลังจากส่วนแบ่งตลาดทรงตัวเพียงราว 6% ลดลงจากประมาณ 9% เมื่อสิบปีก่อน ที่ผ่านมาบริษัทอัดโปรโมชันลดราคาแรงและขายล็อตใหญ่ให้บริษัทเช่ารถจนกลายเป็นภาพจำว่าเป็นแบรนด์ “แชมป์รถเช่า” ทำให้ราคาขายต่อทรุดและภาพลักษณ์ด้อยลง ซีอีโอคนใหม่ อีวาน เอสปิโนซา จึงสั่งถอยห่างจากตลาดรถเช่าและหันมาเน้นการเติบโตที่ยั่งยืน เน้นคุณภาพตัวรถ ซึ่งล่าสุดก็ทำผลงานดีในผลสำรวจความพึงพอใจผู้ซื้อรถใหม่
เพื่อฟื้นทั้งภาพลักษณ์และยอดขาย นิสสันเตรียมเปิดตัวรถ Rogue เวอร์ชันไฮบริดปลายปี 2026 ซึ่งเป็นเอสยูวีคอมแพกต์รุ่นขายดีที่สุดของค่าย พร้อมทั้งแผนปล่อยเอสยูวีสายลุยที่ใช้โครงสร้างแชสซีส์แบบรถกระบะ และการคืนชีพรุ่น Xterra ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง กลยุทธ์นี้สะท้อนชัดว่าบริษัทเลือกจับ “จุดแข็งเก่าในรูปแบบใหม่” แทนการเร่ง EV ทุกทางโดยไม่ดูฐานภาพลักษณ์ ความจริงคือ ถ้านิสสันยังยึดติดกับการขายปริมาณผ่านรถเช่า แม้เพิ่ม EV มากเท่าไร ก็ยากจะลบภาพแบรนด์ราคาถูกในสายตาผู้บริโภค

เมื่อไฮบริดกลายเป็นสะพานเชื่อมอนาคต และ EV ไม่ใช่คำตอบเดียว
ภาพรวมของ ฮอนด้า นิสสัน ไฮบริด แสดงให้เห็นว่าไฮบริดกำลังถูกใช้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกน้ำมันกับโลกไฟฟ้า มากกว่าจะเป็นเทคโนโลยีชั่วคราวที่รอวันหายไป บริษัททั้งสองเลือกใช้ไฮบริดเพื่อดึงดูดลูกค้าที่กังวลเรื่องระยะทางและโครงสร้างพื้นฐานชาร์จ แต่ก็ยังต้องการลดการใช้น้ำมัน ท่ามกลางราคาพลังงานที่ผันผวนและสงครามที่ผลักดันต้นทุนเชื้อเพลิงให้สูงขึ้น ในแง่นี้ การถอยจาก EV บางรุ่นคือการ “จัดจังหวะ” การเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่การปฏิเสธ EV
สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือบริษัทรายอื่นจะเลือกเดินตามเส้นทางนี้แค่ไหน หากฮอนด้าและนิสสันพิสูจน์ได้ว่ากลยุทธ์ผลิตรถยนต์แบบเน้นไฮบริดและ SUV คุณภาพสูงช่วยพลิกกำไรและภาพลักษณ์ได้ การแย่งชิงตลาด EV สหรัฐ อาจชะลอตัวลงชั่วคราวเพื่อเปิดทางให้การปรับฐานธุรกิจ “อุตสาหกรรมไม่ได้ถอยจากอนาคตไฟฟ้า แต่อาจถอยจากการเก็งกำไรบนความฝันที่ยังไม่ทำเงิน” คำถามจึงไม่ใช่ว่าใครเลิก EV ก่อน แต่คือใครจะหาสมดุลระหว่างกำไรวันนี้กับเป้าหมายสิ่งแวดล้อมระยะยาวได้ลงตัวที่สุด







