ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

แก๊งโทรศัพท์ฉ้อโกงใช้วิดีโอบีบเงินนักศึกษา พ่อแม่ต้องรู้เท่าทัน

แก๊งโทรศัพท์ฉ้อโกงใช้วิดีโอบีบเงินนักศึกษา พ่อแม่ต้องรู้เท่าทัน
ความสนใจ|การศึกษาสำหรับเด็กวัยเรียน

นิยามภัยใหม่: แก๊งโทรศัพท์ฉ้อโกงที่ลวงเงินนักศึกษาด้วยภาพและเสียง

แก๊งโทรศัพท์ฉ้อโกงที่ลวงเงินนักศึกษา คือกลุ่มมิจฉาชีพที่โทรหาเยาวชนและบัณฑิต อ้างเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ ตำรวจ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย หลอกว่าบุคคลเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรม หรือได้รับทุนเรียนต่อปลอม แล้วบังคับให้เปิดวิดีโอคอล แยกตัวอยู่คนเดียว ห้ามบอกใคร เพื่อกดดันให้โอนเงินจำนวนมากไปยังบัญชีม้า โดยใช้ทั้งเรื่องทุนเรียนต่อและข้อกล่าวหาทางกฎหมายเป็นเครื่องมือ

ประเด็นสำคัญที่ผู้ปกครองต้องตระหนักคือ นี่ไม่ใช่การหลอกถามข้อมูลธรรมดา แต่เป็นการออกแบบสถานการณ์ลวงเงินนักศึกษาให้ดูเหมือนขั้นตอนสอบสวนหรือตรวจสอบทุนอย่างเป็นทางการ พฤติการณ์เริ่มจากมิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ กล่าวหาว่าเบอร์หรือบัตรประชาชนถูกใช้เปิดซิมบัญชีม้าและพัวพันคดีฟอกเงิน จากนั้นโอนสายให้คุยกับตำรวจปลอมผ่านวิดีโอคอลในแอปพลิเคชันไลน์ ข่มขู่ให้โอนเงินตรวจสอบความบริสุทธิ์ พร้อมบังคับเปิดห้องพักแยกตัวและห้ามบอกใคร ความเสียหายล่าสุดจากเคสที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์รายงานมีถึง 3 กรณี สูญเงินรวมกว่า 2.74 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าเป็นภัยกำลังถูกใช้จริง ไม่ใช่แค่ข่าวลือ

กลยุทธ์ทุนเรียนต่อปลอม: แอบอ้างอาจารย์และมหาวิทยาลัยหลอกเงินพ่อแม่

หัวใจของเกมลวงเงินนักศึกษารูปแบบใหม่อยู่ที่คำว่า ทุนเรียนต่อปลอม แก๊งโทรศัพท์ฉ้อโกงไม่เพียงแกล้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังลงทุนแอบอ้างเป็นมหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ของสถาบันการศึกษา ใช้ชื่อและภาพจริงสร้างเรื่องว่าเด็กได้รับทุนเรียนต่อต่างประเทศ ต้องมีเงินหมุนเวียนในบัญชีเพื่อแสดง Statement หรือเป็นค่าใช้จ่ายยืนยันสิทธิ์ทุน แล้วผลักให้เด็กโทรกลับไปหลอกผู้ปกครองว่าตนได้ทุน ต้องใช้เงินก้อนเพื่อโอกาสทางการศึกษา กลายเป็นการใช้ความหวังของครอบครัวเป็นเครื่องมือฉ้อโกงโดยตรง

ในหลายเคส มิจฉาชีพบอกให้นักศึกษาแต่งเรื่องว่าได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ต้องมีเงินติดบัญชีจำนวนสูงเพื่อจะได้รับทุนดังกล่าว จากนั้นสั่งให้ถอนเป็นเงินสดไปมอบให้ชายที่มารอรับ อ้างนำไปตรวจสอบและต่อรองให้ขอเงินเพิ่มจากผู้ปกครองอีกหลายแสนบาท โดยสร้างเงื่อนไขแปลก เช่นต้องโอนเงินเพื่อยืนยันลำดับคิวขอทุน เอกสารตอบรับทุนปลอมถูกทำให้ดูเหมือนมีตราสัญลักษณ์สถาบันจริง และบัญชีรับเงินกลับเป็นบัญชีบุคคลไม่ใช่บัญชีส่วนกลางของสถาบัน พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนว่าแก๊งมิจฉาชีพเข้าใจจิตใจพ่อแม่ที่อยากสนับสนุนการเรียนต่อของลูก และใช้สิ่งนั้นเป็นช่องโหว่สำคัญของการคุ้มครองเด็ก

จากวิดีโอคอลสู่การคุมตัวทางจิตใจ: ทำไมเด็กถึงตกอยู่ในกับดัก

เมื่อเด็กถูกดึงเข้าไปในวงจรวิดีโอคอลของแก๊งโทรศัพท์ฉ้อโกง เขาไม่ได้ถูกควบคุมแค่ด้วยคำพูด แต่ถูกบีบด้วยภาพ การแยกตัว และแรงกดดันทางอารมณ์ มิจฉาชีพบังคับให้ผู้เสียหายไปเปิดห้องเช่าหรือโรงแรม พักอยู่เพียงลำพัง ห้ามบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด ขู่ว่าหากเผยความลับ ทุกคนในครอบครัวจะโดนคดีไปด้วย ระหว่างนั้นต้องวิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา ทำทีเหมือนกำลังช่วยเรื่องคดีหากเป็นผู้บริสุทธิ์ พร้อมออกคำสั่งให้เตรียมเงินสดจำนวนมากมาค้ำประกัน การอยู่คนเดียวในห้องแคบ ๆ ภายใต้การคุมสายตาผ่านหน้าจอ จึงกลายเป็นกลไกบั่นทอนเหตุผลและเพิ่มความกลัวทีละน้อย

ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เงินหลักพัน แต่เป็นเงินก้อนระดับหลายแสนถึงหลักล้านต่อเคส โดยข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ระบุว่าเพียงวันที่ 2 กันยายน มีผู้เสียหาย 3 ราย ซึ่งเป็นนักศึกษาและผู้เพิ่งสำเร็จการศึกษา สูญเงินรวมกว่า 2,743,984 บาทจากกลอุบายลักษณะนี้ จำนวนเงินที่ไหลออกจากบัญชีของครอบครัวเหล่านี้อาจกินเงินเก็บทั้งชีวิตของพ่อแม่ การที่เด็กไม่กล้าติดต่อครอบครัวเพราะถูกสั่งห้ามปรึกษา เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องมองว่านี่ไม่ใช่ความดื้อ แต่เป็นภาวะถูกควบคุมทางจิตใจอย่างชัดเจน การคุ้มครองเด็กจึงต้องเริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารที่ไม่ปล่อยให้ความกลัวปิดกั้นการขอความช่วยเหลือ

สัญญาณเตือนสำหรับผู้ปกครอง: อย่าปล่อยให้ทุนปลอมพรากเงินและลูกจากสายตา

หากต้องการหยุดวงจรลวงเงินนักศึกษา ผู้ปกครองต้องเริ่มจากการตั้งคำถามกับทุกข้อเสนอที่อ้างเป็นทุนเรียนต่อปลอม ไม่ว่าจะมาจากคนที่แอบอ้างเป็นมหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ หากมีการเรียกโอนเงินเพื่อค่ายืนยันสิทธิ์ ค่าธรรมเนียมเดินทาง หรือเพื่อสร้าง Statement โดยบัญชีรับเงินเป็นบัญชีบุคคล นี่คือสัญญาณแดงอย่างชัดเจน อีกสัญญาณที่ต้องจับตาคือ เบอร์แปลกหรือเบอร์ VoIP ที่อ้างว่าเด็กมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ต้องกักตัวและห้ามติดต่อใคร บังคับเปิดวิดีโอคอลตลอดเวลา ให้จัดฉากเหมือนถูกลักพาตัวหรือให้ถ่ายภาพร่างกายเพื่อตรวจสอบรอยสัก แล้วใช้ภาพเหล่านี้เป็นเครื่องมือเรียกเงินจากผู้ปกครอง

ทางออกที่มีประสิทธิภาพที่สุดไม่ใช่การเชื่อคำสั่งปลายสาย แต่คือการหยุด ตั้งสติ และตรวจสอบความปลอดภัยด้วยช่องทางที่เชื่อถือได้ คำแนะนำที่ควรจำคือ อย่าโอนเงินภายใต้แรงกดดันจากเบอร์แปลก อย่าทำตามคำสั่งที่บังคับให้แยกตัวอยู่คนเดียว และให้ติดต่อหน่วยงานหรือบุคคลที่ถูกแอบอ้างโดยตรงทุกครั้ง หากไม่แน่ใจว่ากำลังเผชิญกับขบวนการมิจฉาชีพหรือไม่ สามารถขอคำปรึกษาจากสถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ได้ทันที การคุ้มครองเด็กในยุคที่กลโกงใช้ทั้งเสียง ภาพ และความหวัง จึงต้องอาศัยทั้งความรู้ทัน สายสัมพันธ์ในครอบครัว และการตรวจสอบความปลอดภัยผ่านช่องทางทางการอย่างต่อเนื่อง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!