ณุช เนาวเขตต์ คือใคร และทำไมชื่อเธอถึงปรากฏบนรันเวย์นิวยอร์ก
ณุช เนาวเขตต์ คือผู้ออกแบบไทยสายลักซัรี่ดีไซน์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้าสตรี Nuj Novakhett ในมหานครนิวยอร์ก ผลงานของเธอขึ้นรันเวย์ระดับโลกอย่างนิวยอร์กแฟชั่นวีค และถูกสวมใส่โดยดาราฮอลลีวูด ทำให้ชื่อของเธอกลายเป็นตัวแทนดีไซเนอร์ไทยที่ก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นนานาชาติในฐานะเจ้าของแบรนด์ฟ้าชั่นนิวยอร์กที่มีเอกลักษณ์ด้านความเรียบหรูและฟังก์ชันการใช้งาน
เส้นทางของณุชไม่ได้เริ่มจากรันเวย์ แต่มาจากการเลือกเดินบนถนนสายแฟชั่นอย่างจริงจัง เธอเป็นบุตรสาวของณู เนาวเขตต์ นักธุรกิจชาวไทย และตัดสินใจไปศึกษาด้านแฟชั่นในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นระดับนานาชาติ การเลือกเรียนในเมืองหลวงแฟชั่นที่โหดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คือคำประกาศชัดเจนว่าเธอไม่ได้อยากเป็นแค่ดีไซเนอร์ แต่ต้องการสร้างแบรนด์ของตัวเองให้ยืนอยู่เคียงข้างชื่อใหญ่ในตลาดลักซัรี่ดีไซน์

ถือกำเนิด Nuj Novakhett จากความฝันในห้องเรียนสู่รันเวย์ Spring/Summer
หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่การที่ณุชไม่ยอมให้ตัวเองเป็นเพียงลูกจ้างในอุตสาหกรรม เธอลงมือตั้งแบรนด์ Nuj Novakhett ของตัวเองในปี 2006 และในปีเดียวกันก็ได้ส่งคอลเลกชัน Spring/Summer 2006 ขึ้นนิวยอร์กแฟชั่นวีค สำหรับดีไซเนอร์หน้าใหม่ นี่ไม่ใช่แค่โอกาส แต่คือการกระโดดข้ามขั้นบันไดในวงการฟ้าชั่นนิวยอร์กแบบที่หลายคนใช้เวลากันเป็นสิบปี
จุดเด่นของแบรนด์คือเสื้อผ้าผู้หญิงร่วมสมัยที่ผสมความเรียบหรูกับรายละเอียดเล็กๆ เพื่อให้เสื้อผ้าหนึ่งชิ้นใช้ได้หลายโอกาส ผลงานจึงไม่ใช่แค่สวยบนรันเวย์ แต่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้หญิงที่ต้องการลุคทำงาน กลางวัน และงานค่ำในตู้เดียวกัน แบรนด์ยังขยายการเข้าถึงผ่านแพลตฟอร์มแฟชั่นระดับนานาชาติอย่าง Revolve ซึ่งสะท้อนว่าดีไซน์ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ในโชว์รูมส่วนตัวอีกต่อไป

จากฮอลลีวูดถึงความร่วมมือกับแบรนด์ใหญ่ พิสูจน์อิทธิพลลักซัรี่ดีไซน์
หากรันเวย์คือเวทีสร้างชื่อ คนดังคือเวทีตอกย้ำอิทธิพล แบรนด์ Nuj Novakhett ได้รับความสนใจจากดาราและนางแบบระดับโลกอย่าง เดมี มัวร์ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน และไฮดี้ คลุม ที่ถูกระบุว่าเคยสวมใส่ผลงานของแบรนด์ หนึ่งในชิ้นที่ถูกพูดถึงมากคือชุดเดรสที่ซาราห์ ไฮแลนด์ นักแสดงจากซีรีส์ Modern Family สวมไปร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์ Glee The 3D Concert Movie ที่ลอสแอนเจลิสในเดือนสิงหาคม 2554 การถูกเลือกโดยคนดังระดับนี้คือการรับรองว่าดีไซน์ของเธอเข้าเกณฑ์ลักซัรี่ดีไซน์ที่โลกจับตา
อีกหมุดหมายสำคัญคือการถูกเชิญให้ทำ Special Collaboration กับแบรนด์เสื้อผ้าใหญ่ในโอกาสครบรอบ 40 ปี ผ่านคอลเลกชัน JASPAL & NUJ NOVAKHETT ในปี 2555 ซึ่งเธอเดินทางจากนิวยอร์กกลับมาร่วมออกแบบด้วยตัวเอง แนวคิด Underwater World ถูกแปลออกมาเป็นเฉดสีและองค์ประกอบโลกใต้ทะเล แถมยังมีบางชิ้นที่ออกแบบให้สวมได้สองด้าน เพื่อลดจำนวนชิ้นในกระเป๋าเดินทางแต่เพิ่มทางเลือกการแต่งตัว นี่คือภาพชัดเจนว่าผู้ออกแบบไทยคนนี้คิดเรื่องสไตล์และฟังก์ชันไปพร้อมกัน
เบื้องหลังแบรนด์ฟ้าชั่นนิวยอร์ก คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์และความรับผิดชอบ
ในขณะที่สื่อส่วนใหญ่เพ่งเล็งดีไซเนอร์ไทยคนนี้ในบทบาทผู้ออกแบบและเจ้าของแบรนด์ ระยะหลังสปอตไลต์เริ่มหันมาที่ชีวิตส่วนตัวของเธอมากขึ้น จากการเป็นคู่ชีวิตของ นพ.จักรีวัชร วิวัชรวงศ์ ซึ่งทั้งคู่มีภาพและเรื่องราวร่วมกันปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์เป็นระยะ เรื่องราวช่วงที่ฝ่ายชายเข้ารับการรักษาตัว ยิ่งทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งของณุชในฐานะคนใกล้ชิดที่คอยช่วยเหลือ ประสานงาน และดูแลอย่างใกล้ชิดตามรายงานที่ถูกอ้างอิง
การที่ชื่อของเธอถูกค้นหาเพิ่มขึ้นหลังข่าวส่วนตัว สะท้อนความย้อนแย้งของโลกแฟชั่นยุคนี้ ที่บางครั้งชีวิตหลังเวทีทำให้ผู้คนสนใจผลงานมากขึ้น แต่เมื่อมองอีกด้าน นี่ก็ทำให้หลายคนได้ค้นพบว่าเบื้องหลังแบรนด์ฟ้าชั่นนิวยอร์กที่เคยเห็นบนรันเวย์ มีมนุษย์คนหนึ่งที่รับมือทั้งบทบาทในลักซัรี่ดีไซน์และบทบาทในความสัมพันธ์ส่วนตัวควบคู่กันไป ความสำเร็จของเธอจึงไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยม แต่มาจากความรับผิดชอบต่อทั้งงานและคนรอบตัว

บทสรุปจากนิวยอร์กถึงแรงบันดาลใจของผู้ออกแบบไทยรุ่นใหม่
ณุช เนาวเขตต์ แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าผู้ออกแบบไทยสามารถสร้างแบรนด์ฟ้าชั่นนิวยอร์กที่มีตัวตนชัดเจนในตลาดลักซัรี่ดีไซน์ได้ เมื่อเธอใช้ทั้งการศึกษาในเมืองแฟชั่น การตั้งแบรนด์ของตัวเองตั้งแต่ปี 2006 การขึ้นรันเวย์ Spring/Summer 2006 และการร่วมงานกับแพลตฟอร์มระดับนานาชาติและแบรนด์ใหญ่ ทุกก้าวคือการตัดสินใจเสี่ยงที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเครดิตระดับสากล
สิ่งที่น่าเรียนรู้จากเส้นทางของเธอไม่ใช่แค่สไตล์การออกแบบ แต่คือความกล้าลงมือสร้างแบรนด์ตั้งแต่ยังไม่พร้อมสมบูรณ์ การคิดเรื่องฟังก์ชันควบคู่กับความหรู และการยอมรับว่าชีวิตของดีไซเนอร์ไม่ได้มีแต่รันเวย์และงานอีเวนต์ แต่ยังมีความสัมพันธ์และความรับผิดชอบส่วนตัวที่ต้องดูแลควบคู่กันไป นี่คือภาพของดีไซเนอร์ไทยยุคใหม่ที่ไม่ได้รอให้โอกาสมาถึง แต่ออกแบบทั้งเสื้อผ้าและเส้นทางชีวิตของตัวเองไปพร้อมกัน






