PISA 2025 คืออะไร และทำไมคะแนนที่เพิ่มขึ้นจึงสำคัญกว่าที่คิด
การประเมินผลนักเรียน PISA 2025 คือการสอบมาตรฐานสากลสำหรับนักเรียนอายุราว 15 ปี ที่วัดสมรรถนะด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และทักษะดิจิทัลในโลกแห่งความเป็นจริง เน้นประเมินความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และใช้ความรู้ในชีวิตประจำวัน มากกว่าการท่องจำตามตำรา และใช้เป็นกระจกสะท้อนคุณภาพการศึกษาและความสามารถแข่งขันของแต่ละประเทศในระยะยาว วันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา มีการแถลงผล PISA 2025 พร้อมมอบนโยบายยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการสอบจัดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมก่อนหน้า มี 91 ประเทศเข้าร่วม และนักเรียนอายุ 15 ปีจากหลายพันโรงเรียนเข้าทดสอบ ทำให้คะแนนชุดนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขของห้องเรียน แต่เป็นสัญญาณว่าระบบการศึกษากำลังเคลื่อนที่ไปทิศทางใด
คะแนนดีดขึ้นครบสามด้าน สัญญาณแรกของการฟื้นตัวด้านความสามารถแข่งขัน
สิ่งที่ควรถูกพูดถึงมากกว่าความดีใจ คือข้อเท็จจริงว่าคะแนน PISA 2025 คะแนนเพิ่มขึ้นครบทั้งสามด้านหลักคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์อ่านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คะแนนวิทยาศาสตร์ขยับขึ้นไปที่ 432 คะแนน เพิ่มขึ้น 23 คะแนนหรือประมาณร้อยละ 5.7 ขณะที่คณิตศาสตร์ขึ้นเป็น 407 คะแนน เพิ่ม 13 คะแนน หรือร้อยละ 3.2 ส่วนการอ่านอยู่ที่ 392 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน หรือร้อยละ 3.4 เมื่อเทียบกับการประเมินครั้งก่อน ที่สำคัญ การแก้ปัญหาเชิงคำนวณหรือ Learning in the digital world ซึ่งทดสอบครั้งแรก เด็กได้คะแนน 476 ใกล้ค่าเฉลี่ย 500 ของประเทศกลุ่ม OECD แสดงให้เห็นว่าทักษะดิจิทัลไม่ได้เป็นจุดอ่อนอย่างที่หลายคนกังวลอีกต่อไป และการขยับอันดับการประเมินผลนักเรียนจากอันดับที่ 58 มาอยู่ที่ 53 บนเวทีโลก บอกกับเราตรง ๆ ว่า ความสามารถแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์เริ่มมีแรงส่งกลับมาแล้ว
เบื้องหลังคะแนนที่ดีขึ้น นโยบายและการสอนที่เริ่มจับต้องโลกจริง
คะแนนสอบที่สูงขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดในนโยบายและห้องเรียนที่เริ่มขยับไปพร้อมกัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการย้ำชัดว่า PISA เป็นกระจกสะท้อนศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์และความสามารถแข่งขันในระยะยาว และประกาศนโยบายหลัก 5 ด้านเพื่อยกระดับผลสอบ ตั้งแต่การคืนเวลาให้ครู การรื้อสูตรงบประมาณเพื่อแก้ความเหลื่อมล้ำ การยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และการจัดทำกฎหมายการศึกษาใหม่เป็นวาระของชาติ ด้านการสอน สถาบันที่ดูแลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชี้ว่าคะแนนเพิ่มทุกวิชาเป็นหลักฐานว่าการเน้นการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาถูกทางแล้ว และกระทรวงศึกษาธิการเตรียมนำองค์ความรู้จาก PISA มาพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ครูใช้ได้จริง ครอบคลุมคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน ทักษะดิจิทัล และ AI โดยตั้งใจไม่เพิ่มภาระครูแต่ขยายแนวทางลงสู่ระดับประถมศึกษา และเชื่อมกับสถาบันผลิตครูรุ่นใหม่ให้พร้อมรับโจทย์ใหม่ของโลก
จากคะแนนสอบสู่ Media และ AI Literacy โอกาสหรือตัวคัดแยกระบบการศึกษา
สิ่งที่ทำให้การประเมินผลนักเรียนครั้งนี้ต่างจากเดิม คือการประกาศล่วงหน้าว่าในปี 2029 จะมีการเพิ่มการประเมินด้าน Media and AI Literacy เป็นครั้งแรก เพื่อวัดความสามารถในการแยกแยะข้อมูลจริงเท็จ และการใช้เครื่องมือ AI อย่างมีวิจารณญาณและความรับผิดชอบ การที่กระทรวงประกาศว่าจะไม่รอให้ถึงปีนั้น แต่จะบูรณาการทักษะคิดวิเคราะห์ การแยกแยะข้อมูล และการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมเข้าไปในทุกกลุ่มสาระตั้งแต่ระดับประถม แปลว่าระบบการศึกษากำลังยอมรับแล้วว่าโลกดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะทาง แต่เป็นสมรรถนะพื้นฐาน ทว่าคำถามสำคัญคือ เราจะทำให้การเตรียมเด็กให้รู้เท่าทันสื่อและ AI เป็นเรื่องของเด็กทุกคน ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนที่มีทรัพยากรเท่านั้น เพราะหากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไปเพิ่มช่องว่างเดิม คะแนนสอบที่ดีขึ้นอาจกลายเป็นตัวคัดแยกมากกว่าตัวสร้างความสามารถแข่งขันอย่างแท้จริง
ข้อสรุป คะแนนที่ดีขึ้นคือแรงส่ง ไม่ใช่เส้นชัยของการปฏิรูป
เมื่อมองภาพรวม PISA 2025 ไม่ใช่เพียงรายงานคะแนนสอบ แต่เป็นสัญญาณว่าเมื่อทุกฝ่ายมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน ระบบการศึกษาเริ่มขยับได้จริง ผลคะแนนที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าการปฏิรูปไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และยืนยันว่าความสามารถแข่งขันระยะยาวของประเทศผูกกับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กอย่างแยกกันไม่ออก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขที่ดีขึ้นก็เตือนว่าเราต้องไม่พอใจเพียงความสำเร็จระยะสั้น เพราะยังมีเด็กจำนวนมากที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คำตอบที่เป็นธรรมต่อเด็กและสังคมจึงต้องผสมสองเรื่องเข้าด้วยกัน หนึ่ง ใช้ผลสอบเป็นแรงส่งในการเร่งยกระดับคุณภาพการสอนให้เข้มข้นและเข้าถึงทุกคน สอง ขยายการเตรียมพร้อมด้าน Media และ AI Literacy อย่างทั่วถึง เพื่อให้เด็กสามารถอ่าน คิดคำนวณ และใช้เทคโนโลยีรับมือโลกใหม่ได้อย่างมั่นใจ หากทำได้ คะแนนสอบครั้งนี้จะไม่ใช่แค่ความสำเร็จบนกระดาษ แต่เป็นจุดเปลี่ยนของความสามารถแข่งขันในอนาคตจริง ๆ





