วันที่เราหิ้วดัมเบลปรับน้ำหนักคู่แรกเข้าห้อง เราแทบจะร้องไห้ ไม่ใช่เพราะดีใจอย่างเดียว แต่เพราะนึกถึงดัมเบลเป็นแถวที่เคยวางกองบนชั้นก่อนหน้า 🫠 ตอนนี้มุมโซฟาในห้องนั่งเล่นมีฐานวางอันเดียว วันเล่นไหล่วันเล่นขาก็หยิบอันเดิมหมุนเอาน้ำหนักที่ต้องการ วันนี้เราเล่าหมดเลยเรื่องดัมเบลปรับน้ำหนักสองแบบที่เจอเต็มแอปส้ม ทั้งแบบหมุนปรับกับแบบแผ่นล็อกน็อต เพราะเรายกมาเองทั้งคู่ ตั้งแต่เลือกน้ำหนักเท่าไหร่ เสียงตอนวางดังไหม เก็บตรงไหน และราคาช่วงไหนคุ้ม
รู้จักดัมเบลปรับน้ำหนักสองแบบก่อนกดสั่ง
แบบหมุนทำงานอย่างนี้ค่ะ แผ่นน้ำหนักเรียงซ้อนกันอยู่บนฐาน พอเราหมุนหน้าปัดสองปลายด้ามไปที่เลขไหน ตัวล็อกจะจับแผ่นน้ำหนักข้างในเฉพาะน้ำหนักนั้น ยกขึ้นตรง ๆ แผ่นที่เหลือก็ค้างบนฐานไป น้ำหนักต่อข้างเริ่มตั้งแต่ 2.5 กก. ไปจนถึง 24 กก. รวม 15 ระดับ คือ 2.5, 3.5, 4.5, 5.5, 6.5, 8, 9, 10, 11.5, 13.5, 16, 18, 20.5, 22.5 และ 24 กก.
ส่วนแบบล็อกแผ่นเป็นสไตล์คลาสสิก แผ่นสีดำแยกชิ้น ด้ามเป็นเกลียว อยากได้หนักเท่าไหร่ก็ใส่แผ่นแล้วขันน็อตสีแดงท้ายด้ามให้แน่น ชุด 20 กก. ที่ขายกันทั่วไปจะมีแผ่น 2 กก. 4 ชิ้น แผ่น 1.5 กก. 4 ชิ้น แผ่น 1.25 กก. 4 ชิ้น น็อตล็อก 4 ตัว ด้ามจับ 2 อัน แถมแกนต่อ 1 อันไว้รวมสองด้ามเป็นบาร์เบล

สองแบบนี้ดูคล้ายกันแต่ฟีลตอนใช้คนละเรื่องเลย เราเล่าทีละแบบนะ
แบบหมุน เปลี่ยนน้ำหนักสามวินาที แต่ต้องวางบนฐานเท่านั้น
ข้อดีที่เราชอบที่สุดของแบบหมุนคือความเร็ว หมุนจากน้ำหนักเล่นไหล่ไปน้ำหนักเดดลิฟต์ใช้เวลาประมาณ 3 วินาที ไม่ต้องนั่งถอดแผ่น ไม่ต้องคลำน็อตที่กลิ้งใต้ตู้ แผ่นน้ำหนักเป็นเหล็กหล่อหุ้มพลาสติกกันสนิม วางลงพื้นเสียงไม่ดังแก๊งเหมือนเหล็กเปล่า
แต่มีเรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อ หน้าปัดจะหมุนได้ก็ต่อเมื่อดัมเบลวางนิ่งบนฐานเท่านั้น ถือกลางอากาศแล้วบิดเพิ่มไม่ได้ ซึ่งเราว่าเป็นข้อดีด้วยซ้ำ เพราะตัวล็อกจะคลายตอนอยู่บนฐานอย่างเดียว แผ่นเลยไม่ร่วงใส่เท้าตอนยก ใครกังวลเรื่องยกอยู่แล้วแผ่นหล่น ถ้าหยิบขึ้นจากฐานตรง ๆ ไม่บิดกลางทาง คือไม่หล่นค่ะ
อีกเรื่องคือขนาด ตัวดัมเบลกว้างราว 20 ถึง 21 ซม. ยาว 42 ถึง 43 ซม. สูง 20 ซม. บวกฐานวางหนักประมาณ 2 กก. อีกหนึ่งชิ้น คนอยู่คอนโดวัดมุมที่จะวางก่อนสั่งนิดนึง ส่วนเราเลื่อนไปไว้ใต้ชั้นทีวีแล้วพอดีเป๊ะ

ข้อดีของแบบหมุน
- เปลี่ยนน้ำหนักเร็วราว 3 วินาที ไม่ต้องถอดแผ่น
- แผ่นหุ้มพลาสติก วางลงเสียงไม่ดัง
- แผ่นที่เหลือค้างบนฐาน ห้องดูเรียบร้อยตลอด
ข้อสังเกต
- ราคาต่อข้างสูงกว่าแบบแผ่น
- ต้องวางบนฐานเท่านั้นถึงจะเปลี่ยนน้ำหนักได้
- ตัวค่อนข้างกว้าง ต้องมีมุมวางฐานประจำ
แบบล็อกแผ่น ถูกกว่า และต่อบาร์เบลได้ด้วย
จุดเด่นของแบบล็อกแผ่นคือราคาและความยืดหยุ่น ชุดเริ่มต้นในแอปมีราคาหลักร้อยบาท อยากหนักขึ้นค่อยซื้อแผ่นเพิ่มทีหลัง ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งคู่ แกนต่อที่แถมมาในชุดยังเอาด้ามสองอันมารวมเป็นบาร์เบลไว้สควอทและฮิปทรัสต์ได้ บางร้านมีด้ามจับแบบเคตเทิลเบลขายแยกอีก คู่เดียวเลยเล่นได้แทบทุกท่าเวทที่บ้าน
สิ่งที่ต้องแลกคือเวลา เปลี่ยนน้ำหนักทีต้องนั่งคลายน็อต ถอดแผ่น ใส่แผ่น ขันกลับ ถ้าขันน็อตไม่แน่นแผ่นจะคลายกลางท่าได้ และเสียงแผ่นเหล็กกระทบกันตอนวางดังกว่าแบบหุ้มพลาสติก ยอมรับว่าวันเล่นขาที่ต้องเพิ่มแผ่นทุกเซ็ต มีช่วงที่เราถอนหายใจใส่ตัวเองเหมือนกัน 🫠
อีกนิดนะ ชุด 20 กก. พอหารสองข้างแล้วเหลือแผ่นข้างละประมาณ 9.5 กก. บวกน้ำหนักด้าม สำหรับท่าบนของผู้หญิงคือเหลือเฟือ แต่พอเล่นขาจริงจังแล้วจะอยากได้แผ่นเพิ่ม เช็กก่อนสั่งว่าร้านมีแผ่นขายแยกไหม

เลือกน้ำหนักยังไงไม่ให้ปีหน้าต้องซื้อใหม่
ผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มเวทเทรนนิ่งส่วนใหญ่เริ่มที่ข้างละ 2 ถึง 5 กก. ท่าไหล่และแขนใช้ราว 2.5 ถึง 4.5 กก. ท่าอกและหลังขยับขึ้นนิดหน่อย ส่วนท่าขาและก้นเริ่มที่ 8 ถึง 12 กก. ได้เลย กติกาที่เราใช้เลือกชุดคือ เอาน้ำหนักต่อข้างสูงสุดที่ชุดนั้นปรับได้ ให้มากกว่าน้ำหนักที่ยกสบายตอนนี้ประมาณสองเท่า
เพราะงั้นเราเลยมองว่าแบบหมุนที่ปรับได้ถึง 24 กก. ต่อข้างคุ้มสำหรับคนที่ตั้งใจเล่นยาว ช่วงน้ำหนักต้น ๆ ขยับทีละ 1 กก. ทำให้ค่อย ๆ เพิ่มแรงต้านได้แบบไม่กระโดด และเพดานบนก็พอเล่นเดดลิฟต์ไปอีกหลายปี แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเล่นต่อเนื่องไหม แค่อยากกระชับแขนไหล่ด้วยน้ำหนัก 2 ถึง 5 กก. แบบล็อกแผ่นหลักร้อยคือจุดเริ่มที่เซฟเงินกว่า

แล้วอย่าลืมเช็กว่าราคาที่เห็นคือต่อข้างหรือต่อคู่ ร้านในแอปส้มขายทั้งสองแบบ เช่น แบบหมุน 24 กก. มีร้านระบุข้างละ 3,990 บาท คู่ละ 7,590 บาท อีกรุ่นเจอข้างละ 2,290 บาท คู่ละ 4,390 บาท ส่วนแบบแผ่นยาง 20 กก. ช่วงโปรโมชันอยู่ราว 3,990 ถึง 7,490 บาทต่อข้าง อ่านให้ดีก่อนกดไม่งั้นนึกว่าถูกแล้วได้มาข้างเดียวเดี๋ยวจะเซ็งนะ 5555
คู่เดียวเล่นครบทุกส่วน ท่าที่เราวนอยู่
คำถามที่เข้าหลังบ้านเราบ่อยคือซื้อไปแล้วเล่นท่าไหนได้บ้าง บอกเลยว่าแทบทุกท่าของวันเล่นที่บ้าน กดอก 10 ถึง 12 ครั้ง ยกกดไหล่ 12 ถึง 15 ครั้ง โรว์ข้างละ 10 ถึง 12 ครั้ง เหยียดหลังแขน 12 ถึง 15 ครั้ง ถือดัมเบลแนบอกแล้วสควอท 12 ถึง 15 ครั้ง หรือต่อแกนเป็นบาร์เบลแล้วสควอทก็มันมาก ปิดท้ายถือดัมเบลไว้หน้าอกแล้วซิทอัพอีก 17 ถึง 20 ครั้ง คู่เดียวจบครบทั้งตัว
สัดส่วนน้ำหนักที่เราใช้เอง ท่าบนเริ่มที่ 2.5 ถึง 5 กก. ท่าหลัง 6.5 ถึง 8 กก. ท่าขาและก้น 10 ถึง 12 กก. วันเล่นขาหยิบขึ้นจากฐานทีคือมือสั่นจริง ไม่ต้องเดินไปหยิบดัมเบลสี่ห้าคู่สลับไปมาเหมือนเมื่อก่อน

สรุปแบบไหนเหมาะกับใคร และพิกัดที่เราจดไว้
สรุปของเราคือ คนอยู่คอนโด เวลาน้อย ขี้เกียจเปลี่ยนแผ่น และมีงบข้างละสองพันถึงสี่พันบาท ไปแบบหมุนเถอะ ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ ส่วนคนงบจำกัด อยากได้บาร์เบลในตัว ไม่เกร็งเรื่องนั่งเปลี่ยนแผ่น และมีแผนซื้อแผ่นเพิ่มทีหลัง แบบล็อกแผ่นคือเพื่อนซี้สุดคุ้ม ไม่ว่าจะแบบไหน การมีอุปกรณ์เวทที่บ้านไว้หยิบวันฝนตกที่ไม่อยากออกไปยิมก็ถือว่าชนะแล้ว 💪
พิกัดในแอปส้มที่เราเช็กราคาไว้ให้แล้ว
- ดัมเบลแบบหมุนปรับได้ 15 ระดับ 2.5 ถึง 24 กก. ข้างละ 3,990 บาท คู่ละ 7,590 บาท
- ดัมเบลแบบแผ่นล็อกน็อต 20 กก. ล็อกสามชั้น ช่วงโปรโมชัน 3,990 ถึง 7,490 บาทต่อข้าง
ลองเล่นน้ำหนักไหนแล้วรู้สึกเบาหรือหนักเกินแวะมาเล่าในคอมเมนต์ได้นะ คราวหน้าเราจะเรียงท่าเล่นดัมเบลที่บ้านเป็นเซ็ต 20 นาทีให้เปิดทำตามได้เลย 🩵






