ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

พันธมิตรปรับยุทธศาสตร์รับยุคสหรัฐปกป้องการค้าอย่างถาวร

พันธมิตรปรับยุทธศาสตร์รับยุคสหรัฐปกป้องการค้าอย่างถาวร
ความสนใจ|อเมริกา-แคนาดา

นิยามยุคใหม่ของนโยบายแยกตัวของสหรัฐและผลสะเทือนต่อโลก

นโยบายแยกตัวของสหรัฐคือแนวทางที่สหรัฐลดบทบาทตนเองในระบบการค้าและความมั่นคงระหว่างประเทศ หันไปเน้นปกป้องตลาด แรงงาน และอุตสาหกรรมของตนผ่านศุลกากรและภาษีอากร รวมถึงการคัดกรองเทคโนโลยีและทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้พันธมิตรมองว่าสหรัฐไม่ใช่แกนกลางที่มั่นคงในระยะยาวอีกต่อไป และจำเป็นต้องพัฒนายุทธศาสตร์เศรษฐกิจ การทหาร และเทคโนโลยีที่พึ่งพาตนเองมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าสหรัฐอย่างเฉียบพลัน หัวใจของสถานการณ์วันนี้คือ พันธมิตรหลักเลิกใช้ยุทธศาสตร์รอคอยให้การเมืองวอชิงตันกลับสู่เส้นทางเสรีนิยมทางการค้า แต่ยอมรับว่ายุคที่สหรัฐเน้นปกป้องตัวเองอาจเป็นสภาพถาวร ไม่ว่าผู้นำจะเป็นใคร การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มชัดเจนเมื่อผู้นำแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ใช้เวทีรัฐสภายุโรปในสตราสบูร์กเสนอพันธมิตรใหม่ที่ครอบคลุมทั้งการค้า การป้องกันประเทศ พลังงาน แร่สำคัญ และปัญญาประดิษฐ์ แทนการยึดสหรัฐเป็นศูนย์กลางเพียงฝ่ายเดียว ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการปรับตัวเชิงโครงสร้างที่ไม่รอผลการเลือกตั้งสหรัฐอีกต่อไป

จากยุทธศาสตร์รอให้เปลี่ยนรัฐบาล สู่การยอมรับนโยบายการค้าสหรัฐแบบถาวร

เป็นเวลาหลายปีที่พันธมิตรสหรัฐใช้ยุทธศาสตร์รอให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พ้นจากตำแหน่ง โดยหวังว่ากระแสชาตินิยมทางเศรษฐกิจจะเป็นเพียงจังหวะสะดุดชั่วคราวของนโยบายการค้าสหรัฐ แต่เมื่อความแตกแยกทางการเมืองภายในประเทศยืดเยื้อ และทั้งฝ่ายรีพับลิกันและเดโมแครตต่างขยับเข้าใกล้แนวคิดอเมริกาเฟิร์สต์มากขึ้น ความหวังว่าระบบจะดีดตัวกลับจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด พันธมิตรเริ่มเชื่อว่าการปกป้องตลาด การกีดกันการค้า และการใช้ศุลกากรและภาษีอากรเป็นเครื่องมือทางการเมืองคือส่วนหนึ่งของโครงสร้างถาวรของนโยบายการค้าสหรัฐ ไม่ใช่แค่สไตล์เฉพาะตัวของผู้นำคนใดคนหนึ่ง บทเรียนสำคัญคือ พันธมิตรไม่กล้าเดิมพันอนาคตเศรษฐกิจและความมั่นคงของตนบนความไม่แน่นอนในวอชิงตันอีกต่อไป สิ่งที่เคยเป็นแค่การเผื่อเลือกผ่านสถาบันต่างๆ จนถึงการเลือกตั้งปี 2028 บัดนี้กลายเป็นโครงการระยะยาวเพื่อสร้างทางเลือกใหม่ แทนการผูกชะตากับสหรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ ท่าทีนี้ไม่ใช่การหันหลังให้สหรัฐโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการเปลี่ยนจากความเชื่อว่าพันธมิตรอเมริกัน “แน่นอนเสมอ” ไปสู่การจัดการความเสี่ยงอย่างเข้มข้น

พันธมิตรเร่งสร้างทางเลือก: ตั้งพันธมิตรใหม่ พัฒนาด้านทหาร และกระจายการค้า

เมื่อยอมรับว่านโยบายการค้าสหรัฐอาจยึดแนวปกป้องตลาดอย่างต่อเนื่อง พันธมิตรก็เริ่มลงมือสร้างโครงสร้างใหม่ที่ลดการพึ่งพาวอชิงตันอย่างเป็นรูปธรรม พวกเขาเสริมขีดความสามารถทางทหารของตนเอง ใช้นโยบายกระจายคู่ค้าและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการแยกตัวของสหรัฐและความตึงเครียดการค้าสหรัฐจีน แนวคิด “middle powers” ที่มาร์ก คาร์นีย์ผลักดันชัดเจนว่ากลุ่มประเทศขนาดกลางอย่างแคนาดาควรพึ่งพาตนเองมากขึ้นและไม่ปล่อยให้อนาคตของตนถูกกำหนดโดยซูเปอร์พาวเวอร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง ตัวอย่างสำคัญคือการเคลื่อนไหวของแคนาดาที่ไม่เพียงเสนอพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับยุโรปในสตราสบูร์ก แต่ยังเดินทางไปปักกิ่งเพื่อประกาศพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านการค้า พลังงาน และเกษตรกรรมเป็นครั้งแรกนับจากปี 2017 การกระจายความสัมพันธ์ทั้งในโลกตะวันตกและกับจีนสะท้อนการมองโลกแบบใหม่ที่ไม่ยึดสหรัฐเป็นศูนย์กลางที่ไม่มีทางถูกแทนที่อีกต่อไป แม้หลายประเทศยังมองวอชิงตันเป็นหุ้นส่วนสำคัญ แต่การสร้างระบบทางเลือกทำให้พวกเขามีอิสระเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นในยุคความไม่แน่นอนทางการค้า

ความตึงเครียดการค้าสหรัฐจีน: ข้อตกลงยังค้างคา จุดเปราะคือ AI ศุลกากร และความมั่นคง

ขณะที่พันธมิตรกระจายความเสี่ยง การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐและจีนก็ยังไม่คลี่คลาย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเดินทางถึงวอชิงตันเพื่อประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สี่เดือนหลังการบรรลุข้อตกลงกว้างขวางที่จีนให้คำมั่นด้านแร่หายาก การซื้อสินค้าเกษตร และความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน แม้ข้อตกลงดังกล่าวเปิดช่องให้ตั้งคณะกรรมการการค้าและการลงทุนใหม่ แต่การดำเนินการกลับเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ การนำเข้าด้านเกษตรมีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมาย และข้อผูกพันด้านการลงทุนยังอยู่ระหว่างจัดตั้งโครงสร้าง ที่สำคัญกว่านั้นคือข้อพิพาทหลัก เช่น ศุลกากรและภาษีอากร เทคโนโลยีก้าวหน้า ปัญญาประดิษฐ์ ทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นไต้หวันยังไม่ได้ข้อยุติ ทำให้ความตึงเครียดการค้าสหรัฐจีนปะทุอยู่ใต้พื้นผิวต่อเนื่อง ในการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐระบุว่า AI จะเป็นหัวข้อใหญ่ ร่วมกับการพิจารณาลดภาษีสำหรับสินค้าที่ไม่ใช่เชิงยุทธศาสตร์และการหารือเรื่องการส่งออกแร่หายากของจีน ขณะเดียวกัน แวดวงธุรกิจเช่นผู้บริหาร REalloys เตือนว่าจุดมุ่งหมายเร่งด่วนคือการรักษาเสถียรภาพการส่งออกแร่หายากให้โรงงานอาวุธสหรัฐในช่วง 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า เพื่อให้มีเวลาเสริมกำลังการผลิตในประเทศและลดการพึ่งพาจีน

ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์: โลกที่ไม่สามารถหวังให้สหรัฐกลับไปเหมือนเดิม

เมื่อรวมทุกมิติ ทั้งการหันสู่แนวนโยบายแยกตัวของสหรัฐ การใช้ศุลกากรและภาษีอากรเป็นเครื่องมือทางการเมือง การต่อสู้เรื่อง AI และทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์กับจีน และการที่ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตเคลื่อนไปในทิศทางอเมริกาเฟิร์สต์มากขึ้น ภาพที่ปรากฏชัดคือ โลกไม่สามารถหวังว่านโยบายการค้าสหรัฐจะกลับไปเป็นเสรีนิยมเช่นเดิมภายหลังผู้นำคนใดคนหนึ่งออกจากตำแหน่งได้อีกต่อไป พันธมิตรจึงหันมาสร้างยุทธศาสตร์อิสระ ตั้งพันธมิตรข้ามภูมิภาค พัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ และใช้การกระจายคู่ค้าเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงแทนการฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งสหรัฐปี 2028 ท่ามกลางความตึงเครียดการค้าสหรัฐจีนที่ยังสะสม บุคคลและรัฐบาลที่คิดว่าทุกอย่างจะ “รีเซ็ต” เองในอนาคตอาจกำลังประเมินความเปลี่ยนแปลงต่ำไป สิ่งที่พันธมิตรทำในตอนนี้ คือการยอมรับว่าความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐคือโครงสร้างใหม่ของระบบระหว่างประเทศ และทางรอดคือการเตรียมพร้อมระยะยาวมากกว่าการนั่งรอการกลับสู่ภาวะปกติ

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!