ไทยเป็น lifestyle hub เพราะเศรษฐกิจผู้อพยพกำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การใช้ชีวิต
ไทยเป็น lifestyle hub หมายถึงการที่ประเทศกลายเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่เชื่อมงาน การพักผ่อน และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน รองรับทั้งคนท้องถิ่น ผู้อพยพในเอเชีย และนักเดินทางด้วยบริการค้าปลีก พรีเมียม การชำระเงินระหว่างประเทศ และระบบเดินทางที่คล่องตัว รูปแบบนี้ต่างจากปลายทางท่องเที่ยวทั่วไป เพราะผู้คนไม่ได้แค่มาเยือนช่วงสั้น แต่เข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และเดินทางเข้าออกอย่างต่อเนื่อง สร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยที่ผสมทั้งการใช้ชีวิตระยะยาวกับการเที่ยวข้ามพรมแดนอย่างแนบสนิท หัวใจของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คือ Expat Economy กำลังซื้อจากกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติที่เลือกใช้ชีวิตและเดินทางในไทยอย่างต่อเนื่อง จนข้อมูลล่าสุดชี้ว่าไทยได้ก้าวสู่การเป็น Global Lifestyle Hub ของภูมิภาคจากการเติบโตของกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติที่เข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และเดินทางเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เมื่อมองเชิงเศรษฐกิจ นี่คือการเปลี่ยนจากการขายความเป็นปลายทางท่องเที่ยวแบบฤดูกาล มาเป็นการขายสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตครบวงจร ที่ทำให้ผู้คนอยากอยู่ได้นานและกลับมาอยู่ซ้ำ

Expat Economy: กำลังซื้อ 1.5 เท่าที่กำลังออกแบบเมืองและบริการใหม่
ถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมไทยเป็น lifestyle hub ต้องเริ่มจากตัวเลขกำลังซื้อของกลุ่มผู้อพยพ เศรษฐกิจจากผู้บริโภคต่างชาติหรือ Expat Economy ไม่ใช่แค่ตัวประกอบ แต่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยข้อมูลจากแพลตฟอร์มด้านสมาชิกภาพระบุว่า การใช้จ่ายจากกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติในไทยมีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่าคนไทยถึง 1.5 เท่า นี่คือประโยคที่ผู้ประกอบการค้าปลีกและบริการควรจดจำ เพราะแปลว่าทุกการออกแบบเมือง ศูนย์การค้า หรือบริการรายวัน ไม่สามารถมองกลุ่ม expat เป็นแค่นักท่องเที่ยวระยะสั้นได้อีกต่อไป โครงสร้างของ Expat Economy ยังแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ที่สะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน กลุ่ม Long-Stay Residents ใช้ชีวิต ทำงาน หรือมีครอบครัวในไทย ใช้จ่ายในประเทศเป็นหลัก ส่วนกลุ่ม Frequent Visitors เข้ามาพักและใช้จ่ายเป็นประจำต่อเนื่องอย่างน้อยสามเดือนต่อปี และครอบคลุมสองไตรมาส 3–4 ครั้งต่อปี เมืองที่ปรับตัวทันจะหันมาพัฒนาบริการรายวัน เช่น ห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงพยาบาล และคาเฟ่ ให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยาวของคนต่างชาติ มากกว่าการเน้นร้านของฝากหรือกิจกรรมเที่ยวครั้งเดียวจบ
จากห้างถึงมือถือ: ผู้อพยพและนักเดินทางกำลังเขียนรหัสใหม่ให้การชำระเงินข้ามพรมแดน
อีกมิติที่ยืนยันว่าไทยเป็น lifestyle hub คือการที่ระบบการชำระเงินระหว่างประเทศเริ่มฝังตัวในชีวิตประจำวันของคนต่างชาติและนักเดินทาง การที่แพลตฟอร์มการชำระเงินรายใหญ่รายงานว่าปริมาณการทำธุรกรรมในต่างประเทศของผู้ใช้เพิ่มสูงขึ้นถึง 150 เปอร์เซ็นต์ในช่วงวันหยุดระหว่างวันที่ 21 ถึง 26 มกราคม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าการเดินทางกลับมาคึกคัก แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าคือในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยครองแชมป์มียอดใช้บริการสูงสุดโดยเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาค เมื่อการชำระเงินข้ามพรมแดนทำได้ผ่านมือถือในไม่กี่วินาที นักเดินทางชาวต่างชาติสามารถใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลที่คุ้นเคยในบ้านตัวเองมาจ่ายเงินกับผู้ค้ารายย่อย ร้านสะดวกซื้อ และบริการท่องเที่ยวในไทยได้อย่างราบรื่น ขณะเดียวกัน ผู้อพยพในเอเชียที่ใช้ไทยเป็นฐานการใช้ชีวิตก็ได้รับผลดีจากระบบที่เชื่อมบัญชีและสิทธิประโยชน์จากหลายประเทศผ่านแพลตฟอร์มเดียว ปัจจุบันเครือข่ายการชำระเงินดิจิทัลข้ามพรมแดนมีพันธมิตรโมบายเพย์เมนต์มากกว่า 15 รายทั่วโลก ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้ช่องทางการชำระเงินในท้องถิ่นคู่กับการทำธุรกรรมในต่างประเทศได้สะดวก พร้อมรับข้อเสนอทางการตลาดและโปรโมชั่นจากผู้ค้าผ่านแพลตฟอร์มเดียว เมืองที่ติดตั้งระบบรองรับบริการเหล่านี้ก่อนจะดึงดูดทั้งกลุ่ม expat และนักเดินทางที่ให้ความสำคัญกับความง่ายในการใช้เงินไม่แพ้ความสวยของสถานที่

การท่องเที่ยวข้ามพรมแดนและการเช่ารถ: ไลฟ์สไตล์เคลื่อนที่ที่ยึดไทยเป็นฐาน
เมื่อไทยกลายเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของผู้อพยพในเอเชีย การท่องเที่ยวข้ามพรมแดนก็เปลี่ยนจากการไปเที่ยวแบบครั้งเดียวจบ มาเป็นการเดินทางไปกลับที่วางแผนรอบฐานชีวิตในไทย ข้อมูลจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวรายใหญ่ระบุว่า ยอดจองรถเช่าทั่วโลกเติบโตถึง 81 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยไทยมีบทบาททั้งในฐานะจุดหมายปลายทางที่ยอดจองรถเช่าเพิ่มขึ้น 59 เปอร์เซ็นต์ และตลาดต้นทางของนักเดินทางไทยไปต่างประเทศที่เติบโต 78 เปอร์เซ็นต์ นี่คือสัญญาณว่าไลฟ์สไตล์การเดินทางด้วยตัวเองผ่านการเช่ารถกำลังกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับทั้งคนในประเทศและผู้ที่ใช้ไทยเป็นฐานเดินทางไปต่างประเทศ การที่คนจำนวนมากนิยมขับรถเที่ยวเองเปิดโอกาสให้วางเส้นทางได้อิสระ รวมหลายจุดหมายไว้ในทริปเดียว และเข้าถึงพื้นที่นอกเส้นทางท่องเที่ยวหลักได้มากขึ้น เมืองและภูมิภาคที่ปรับโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการเช่ารถ ตั้งแต่จุดรับคืนรถที่สะดวก ไปจนถึงประกันภัยที่ชัดเจน จะกลายเป็นจุดพักค้างและจุดเริ่มต้นของทริปสำหรับทั้งนักเดินทางไทยและชาวต่างชาติ ที่มองการขับรถเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่เครื่องมือเดินทางระยะสั้น

ข้อสรุปสำหรับเมืองไทย: ต้องมองผู้อพยพและนักเดินทางเป็นผู้อยู่อาศัยเต็มรูปแบบ
เมื่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยถูกผสานเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้อพยพในเอเชีย การคิดแบบแยกส่วนระหว่าง “คนอยู่” กับ “คนเที่ยว” เริ่มล้าสมัย ตัวเลขกำลังซื้อที่สูงกว่าเฉลี่ย 1.5 เท่า การเติบโตของการชำระเงินข้ามพรมแดนที่พุ่งขึ้น 150 เปอร์เซ็นต์ และการเช่ารถที่โตทั้งขาเข้าและขาออก ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือหลักฐานว่ากลุ่มคนที่ใช้ไทยเป็นฐานชีวิตให้มูลค่าแก่บริการที่เชื่อมงาน การใช้ชีวิต และการเดินทางเข้าด้วยกัน สิ่งที่เมืองและธุรกิจควรทำไม่ใช่การไล่จับนักท่องเที่ยวแบบทริปต่อทริป แต่ต้องออกแบบบริการเพื่อคนที่อยู่และกลับมาอยู่ซ้ำ พัฒนาระบบชำระเงินระหว่างประเทศให้ลื่นไหล และสร้างโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางที่ตอบไลฟ์สไตล์เคลื่อนที่ของทั้งผู้อพยพและคนไทยเอง หากไทยรักษาจุดแข็งเรื่องความง่ายในการใช้ชีวิต ความพร้อมด้านดิจิทัล และการเดินทางที่คล่องตัวได้ต่อเนื่อง ไทยเป็น lifestyle hub จะไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่จากทั่วภูมิภาคให้เลือกใช้ที่นี่เป็นบ้าน





