ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

จากหุ้นส่วนล้มเหลวสู่ธุรกิจอาหารเอกเทศ: เมื่อเจ้าของแบรนด์ลุกขึ้นกำหนดเกมเอง

จากหุ้นส่วนล้มเหลวสู่ธุรกิจอาหารเอกเทศ: เมื่อเจ้าของแบรนด์ลุกขึ้นกำหนดเกมเอง
ความสนใจ|ทำอาหาร

ผู้ประกอบการอาหารเปลี่ยนแปลงคือใคร และหัวใจของการลุกขึ้นใหม่อยู่ตรงไหน

ผู้ประกอบการอาหารเปลี่ยนแปลง คือเจ้าของธุรกิจอาหารที่เคยเผชิญความล้มเหลวหรือแรงกระแทกทางธุรกิจ แต่เลือกใช้บทเรียนเหล่านั้นพลิกสู่การสร้างธุรกิจอาหารเอกเทศของตัวเอง โดยเน้นอิสระในการตัดสินใจ การควบคุมคุณภาพและแบรนด์ด้วยมือของครอบครัว มากกว่าการเติบโตแบบเร่งด่วนผ่านทุนภายนอกหรือพาร์ทเนอร์ที่คิดไม่ตรงกัน และกลายเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าความสำเร็จเศรษฐกิจครอบครัวสามารถเกิดขึ้นจากทุนความรู้ ประสบการณ์ และสายสัมพันธ์ใกล้ตัวมากกว่าตัวเงินเพียงอย่างเดียว

ภาพใหญ่ของแนวโน้มนี้ชัดขึ้นเมื่อมองผ่านสองกรณีศึกษา: เสนาหอยที่เคยต้องปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเพราะปัญหาพาร์ทเนอร์ ก่อนหันมาประกาศทำแบรนด์เตี๋ยวเสนาหอยด้วยลำแข้งตัวเอง และวีระ ตั้งวุทฒิไกรวิทย์ ที่จากเถ้าแก่โรงพิมพ์ล้มในวิกฤตเศรษฐกิจ กลับมาสร้างแบรนด์ขนมหวานแม่ละมายให้เติบโตเป็นเอสเอ็มอีหลายร้อยล้าน ทั้งคู่สะท้อนทิศทางใหม่ของสตาร์ตอัปร้านอาหารที่ตั้งคำถามกับการโตแบบเถ้าแก่เดิม ๆ แล้วหันไปให้คุณค่ากับการออกแบบชีวิตและธุรกิจในมือของตัวเอง

SpecAB
รูปแบบธุรกิจสตาร์ตอัปร้านอาหารอิสระเอสเอ็มอีขนมหวานขยายโรงงาน
หัวใจการตัดสินใจอิสระและตัวตนเจ้าของแบรนด์เติบโตไปพร้อมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ผลกระทบหลักสร้างความสำเร็จเศรษฐกิจครอบครัวยกระดับรายได้ชุมชนและเกษตรกร
จากหุ้นส่วนล้มเหลวสู่ธุรกิจอาหารเอกเทศ: เมื่อเจ้าของแบรนด์ลุกขึ้นกำหนดเกมเอง

เสนาหอยกับเตี๋ยวเสนาหอย: เมื่อความล้มเหลวสอนให้ทำธุรกิจด้วยลำแข้ง

กรณีของเสนาหอยชัดเจนว่าความล้มเหลวจากพาร์ทเนอร์ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นแรงผลักให้กลับมาเป็นเจ้าของชะตากรรมธุรกิจอย่างแท้จริง เขาเคยต้องปิดร้านก๋วยเตี๋ยวจากปัญหาเรื่องหุ้นส่วน ทว่าล่าสุดกลับเดินทางมาร่วมงานเทศกาลอาหาร พร้อมประกาศเปิดตัวแบรนด์ก๋วยเตี๋ยวใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อ “เตี๋ยวเสนาหอย” ที่ตั้งใจขายเย็นตาโฟและก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำบนพื้นที่แถวสายไหมและเทพรักษ์ โดยตั้งเป้าเปิดร้านในช่วงเดือนกันยายน นี่ไม่ใช่แค่การกลับมาเปิดร้าน แต่คือการประกาศสิทธิ์ในการกำหนดเกมเองในวงการอาหารของเขา

สิ่งที่น่าสนใจคือเสนาหอยเลือกทำทุกอย่างบนฐานธุรกิจอาหารเอกเทศ เขาพูดชัดว่าอยากทำด้วยตัวเอง ไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ หากจะล้มก็ล้มด้วยตัวเอง หากจะสำเร็จก็สำเร็จจากฝีมือและการตัดสินใจของตัวเอง แนวคิดนี้สะท้อนการหันกลับมาเชื่อในทุนชีวิตมากกว่าทุนเงิน เขาดึงหลานชายที่เรียนเชฟมาพัฒนาสูตร ดึงหลานสาวที่เรียนการตลาดมาช่วยทำโลโก้และคลิปโปรโมตร้าน ขณะเดียวกันทั้งแม่ พี่สาว และคนใกล้ชิดก็มานั่งเทสต์เมนู หาซัพพลายเออร์ร่วมกัน จนเขาเปรียบบรรยากาศเหมือนเหล่าอเวนเจอร์รวมตัวและถึงขั้นน้ำตาซึม นี่คือภาพสดของความสำเร็จเศรษฐกิจครอบครัวที่ถูกสร้างผ่านการร่วมแรงของเครือญาติ

มุมมองเช่นนี้ท้าทายวัฒนธรรมสตาร์ตอัปร้านอาหารที่มักหมกมุ่นอยู่กับการระดมทุนและขยายสาขาเร็ว ๆ การที่เสนาหอยยืนยันจะใช้ประสบการณ์ล้มแล้วลุกมาออกแบบธุรกิจอาหารเอกเทศของตัวเอง ทำให้แบรนด์เตี๋ยวเสนาหอยมีโอกาสยืนระยะในแบบที่สอดคล้องกับชีวิตเจ้าของแบรนด์ ไม่ใช่แผนผู้ลงทุน เขาสร้างตัวตนผ่านเมนูที่ตัวเองรัก การจัดการร้านที่ครอบครัวมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และวางเป้าหมายส่วนตัวอย่างการเก็บเงินพาคนที่ดูแลเขาไปเที่ยวรอบโลกไว้ในโครงสร้างความฝันเดียวกัน นี่คือการผสานธุรกิจกับความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งอาจดูไม่หวือหวาในเชิงตัวเลข แต่ทรงพลังอย่างยิ่งในเชิงคุณภาพชีวิต

จากหุ้นส่วนล้มเหลวสู่ธุรกิจอาหารเอกเทศ: เมื่อเจ้าของแบรนด์ลุกขึ้นกำหนดเกมเอง

แม่ละมาย: จากโรงพิมพ์ล้มสู่เอสเอ็มอีขนมหวานร้อยล้านที่โตไปพร้อมชุมชน

อีกด้านหนึ่งของผู้ประกอบการอาหารเปลี่ยนแปลงปรากฏในเรื่องราวของวีระ ตั้งวุทฒิไกรวิทย์ เจ้าของแบรนด์ขนมหวานแม่ละมาย เขาเริ่มต้นเป็นเถ้าแก่โรงพิมพ์ตั้งแต่ปี 2535 ก่อนถูกวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี 2540 กระแทกจนต้องปิดกิจการและกลับมาที่จังหวัดบ้านภรรยา เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยเงินก้อนสุดท้ายเพียงสี่หมื่นบาท การหันมาขายไก่ปิ้งริมทางและทดลองทำผลไม้แช่อิ่มใต้แบรนด์ “แม่ละมาย” ที่ใช้ชื่อแม่ยายเพื่อความเป็นสิริมงคลนั้น ไม่ใช่แค่การหาเลี้ยงชีพระยะสั้น แต่เป็นจุดตั้งต้นของสตาร์ตอัปร้านอาหารและขนมหวานที่เติบโตอย่างยืนยาว

ความพลิกเกมสำคัญคือการตัดสินใจหยุดยึดกับผลิตผลที่มีความผันผวน แล้วหันมาพัฒนา “วุ้นน้ำมะพร้าวผสมเม็ดแมงลักบรรจุถ้วยแม่ละมาย” ด้วยการศึกษาความรู้ด้านธุรกิจอาหารตั้งแต่ระดับศูนย์ จนค้นพบวิธีทำ Nata de coco จากแบคทีเรียกรดน้ำส้มที่ใช้ในกระบวนการหมักน้ำส้มสายชูธรรมชาติ ผลคือวุ้นไฟเบอร์สูง ไม่ใช้สารฟอกสี และดูขุ่นกว่าวุ้นทั่วไป จากนั้นเขาเพิ่มเม็ดแมงลักที่ผ่านกระบวนการกำจัดสารอะฟลาทอกซินด้วยเครื่องนวดฝัดพิเศษ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ก่อนบรรจุถ้วยปิดฝามิดชิด ผ่านการฆ่าเชื้อแบบ Thermal shock วางขายครั้งแรกในร้านสะดวกซื้อเมื่อปี 2541 ใน 20 สาขาเฉพาะบางจังหวัด การกล้าแตกต่างทั้งเรื่องสูตรและมาตรฐานทำให้แบรนด์แม่ละมายเริ่มมีตัวตนชัดเจนในตลาดขนมหวานราคาหลักสิบบาทต่อชิ้น

วันนี้แม่ละมายไม่ใช่สตาร์ตอัปร้านอาหารรายเล็กอีกต่อไป แต่เป็นบริษัทสุพรรณคิวฟู้ดส์ที่มียอดขายเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 20% – 40% และตั้งเป้ายอดขายปี 2567 ไว้ที่ 300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 150 ล้านบาทในปี 2566 อีกทั้งยังขยายกำลังการผลิตจาก 120,000 ชิ้นต่อวัน ไปสู่เป้าหมาย 200,000 – 250,000 ชิ้นต่อวันภายในปี 2569 โดยต้องลงทุนต่อเนื่องประมาณ 50 – 60 ล้านบาท สิ่งที่น่าคิดคือ เขาไม่มองกำไรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จหลัก แต่ให้ความสำคัญกับการเติบโตไปพร้อมเกษตรกรและซัปพลายเออร์ ผลคือการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรทั่วประเทศคิดเป็นประมาณ 50% ของยอดขาย หรือปีละหลายสิบล้านบาท ส่งผลให้ราคาขายแห้วที่เคยอยู่ราว 160 บาทต่อ 15–16 กิโลกรัม ขยับขึ้นเป็น 300 บาทในปัจจุบัน นี่คือการใช้ธุรกิจอาหารเอกเทศเป็นคันโยกยกระดับรายได้และความมั่นคงให้ทั้งครอบครัวและชุมชน

จากหุ้นส่วนล้มเหลวสู่ธุรกิจอาหารเอกเทศ: เมื่อเจ้าของแบรนด์ลุกขึ้นกำหนดเกมเอง

เมื่อครอบครัวและเครือข่ายใกล้ตัวกลายเป็นทุนสำคัญของธุรกิจอาหารเอกเทศ

ทั้งเสนาหอยและวีระต่างพิสูจน์ว่า ความสำเร็จเศรษฐกิจครอบครัวในธุรกิจอาหารไม่จำเป็นต้องเริ่มจากทุนก้อนใหญ่ แต่อยู่ที่การรู้จักใช้เครือญาติและเครือข่ายรอบตัวอย่างมีกลยุทธ์ เสนาหอยดึงหลานที่มีทักษะเชฟและการตลาดมาร่วมสร้างแบรนด์ เตี๋ยวเสนาหอย กลายเป็นธุรกิจครอบครัวตามคำของเขาเองที่ “สมบูรณ์แบบ” เมื่อทุกคนตั้งแต่แม่ พี่สาว ไปจนถึงหลานนั่งเทสต์เมนู หาซัพพลายเออร์ร่วมกันจนเขาเรียกบรรยากาศว่าเหมือนเหล่าอเวนเจอร์รวมตัว ขณะที่วีระใช้ครอบครัวเป็นฐานตั้งชื่อแบรนด์จากแม่ยาย และใช้บ้านเกิดภรรยาเป็นพื้นที่ตั้งโรงงานและแซนด์บ็อกซ์สำหรับเอสเอ็มอีในจังหวัด การอาศัยสายสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้ธุรกิจอาหารเอกเทศมีรากลึกกว่าร้านที่เปิดด้วยสูตรสำเร็จเพียงเพื่อทำกำไร

ในเชิงยุทธศาสตร์ ผู้ประกอบการอาหารเปลี่ยนแปลงที่ใช้ครอบครัวและเครือข่ายชุมชนเป็นทุน ไม่ได้แค่ลดต้นทุนแรงงานหรือเพิ่มความไว้วางใจในทีมงาน แต่ยังช่วยจัดวางจริยธรรมทางธุรกิจให้ชัดเจนขึ้น การที่วีระตั้งเป้าให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เกษตรกร ซัปพลายเออร์ ไปจนถึงผู้บริโภคเติบโตไปพร้อมบริษัท บีบให้เขาต้องสร้างระบบคัดเลือกวัตถุดิบที่ดี รับซื้อผลผลิตไร้สารเคมี และผลักดันราคาที่เป็นธรรม เช่นการขยับราคาแห้วในจังหวัดบ้านโรงงานจนช่วยสร้างความมั่นคงให้ชุมชน ขณะเดียวกัน เสนาหอยที่เลือกเปิดธุรกิจอาหารเอกเทศโดยไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ ก็ต้องรับผิดชอบความเสี่ยงเองทั้งหมด ผลคือการตัดสินใจที่ระมัดระวังขึ้น และการให้ค่ากับความยั่งยืนมากกว่าการโตเร็วแบบวูบวาบ นี่คือมุมที่ผู้คิดจะเริ่มสตาร์ตอัปร้านอาหารยุคใหม่ควรตั้งคำถามกับตัวเองว่าต้องการแค่ร้าน หรืออยากสร้างระบบเศรษฐกิจครอบครัวและชุมชนรอบตัวให้แข็งแรงไปด้วย

จากหุ้นส่วนล้มเหลวสู่ธุรกิจอาหารเอกเทศ: เมื่อเจ้าของแบรนด์ลุกขึ้นกำหนดเกมเอง

บทสรุป: ล้มได้แต่ต้องลุกในแบบของตัวเอง

เส้นทางของเสนาหอยและแม่ละมายบอกเราตรง ๆ ว่า ความล้มเหลวในธุรกิจอาหารไม่ใช่ตราบาป แต่เป็นแหล่งข้อมูลเชิงลึกให้ผู้ประกอบการอาหารเปลี่ยนแปลงกล้าปรับทิศ ความแตกต่างระหว่างคนที่ล้มแล้วหายไปกับคนที่กลับมาเป็นธุรกิจอาหารเอกเทศที่ยืนระยะ คือการยอมรับบทเรียนเดิมอย่างซื่อสัตย์ ตั้งคำถามกับโครงสร้างพาร์ทเนอร์และทุนที่เคยพึ่งพา แล้วกล้าหันกลับมาออกแบบโมเดลที่สอดคล้องกับชีวิต ครอบครัว และชุมชนของตัวเอง เสนาหอยเลือกใช้ลำแข้งตัวเองและเครือญาติเป็นทีมหลัก ขณะที่วีระยอมรับว่ากำไรไม่ใช่หัวใจความสำเร็จ แต่ให้ค่ากับการเติบโตไปพร้อมเกษตรกรและซัปพลายเออร์ เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ สตาร์ตอัปร้านอาหารรุ่นใหม่อาจต้องหยุดถามว่าทำอย่างไรให้รวยเร็ว แล้วหันมาถามแทนว่าอยากให้ใครเติบโตไปพร้อมเราบ้าง

ในวันที่เศรษฐกิจผันผวนและความเสี่ยงธุรกิจสูง การยึดโยงธุรกิจอาหารกับเศรษฐกิจครอบครัวและชุมชนไม่ใช่เรื่องโรแมนติก แต่เป็นกลยุทธ์รับมือโลกที่เปลี่ยนเร็ว ผู้ประกอบการอาหารเปลี่ยนแปลงที่กล้าทำธุรกิจอาหารเอกเทศบนฐานคุณภาพ วัตถุดิบที่รับผิดชอบ และเครือข่ายคนตัวเล็กที่ร่วมโตไปด้วยกัน ย่อมมีภูมิคุ้มกันมากกว่าธุรกิจที่ยึดเพียงตัวเลขกำไร การล้มในวันนี้จึงเป็นแค่จุดพัก และการลุกครั้งใหม่จะยิ่งมั่นคง หากกล้ากำหนดเงื่อนไขการเล่นเกมเอง ตั้งแต่โตแค่ไหน โตกับใคร ไปจนถึงโตเพื่ออะไร นั่นคือคำถามที่ผู้คิดเริ่มสตาร์ตอัปร้านอาหารทุกคนควรตอบให้ชัดก่อนลงมือเปิดร้านจานแรก

ผู้ประกอบการที่ล้มแล้วอยากเริ่มสตาร์ตอัปร้านอาหารใหม่ควรโฟกัสอะไรเป็นอันดับแรก

โฟกัสบทเรียนจากครั้งที่ล้ม เช่นปัญหาพาร์ทเนอร์ โครงสร้างทุน และการควบคุมคุณภาพ จากนั้นกำหนดให้ธุรกิจใหม่มีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น ใช้ครอบครัวและเครือข่ายที่ไว้ใจได้เป็นแกน และวางเป้าหมายให้การเติบโตของธุรกิจเชื่อมกับความสำเร็จเศรษฐกิจครอบครัวและชุมชน ไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไร

จากหุ้นส่วนล้มเหลวสู่ธุรกิจอาหารเอกเทศ: เมื่อเจ้าของแบรนด์ลุกขึ้นกำหนดเกมเอง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!