ยอดขายรถไฟฟ้าพุ่ง 110% เมื่อแบรนด์จีนครองสมรภูมิตลาด

ยอดขายรถไฟฟ้าพุ่ง 110% เมื่อแบรนด์จีนครองสมรภูมิตลาด
ความสนใจ|การเลือกซื้อรถพลังงานใหม่

ยอดขายรถไฟฟ้าไทยทะยาน และสัญญาณเปลี่ยนขั้วอำนาจยานยนต์

กระแสยอดขายรถไฟฟ้าไทยในเดือนกรกฎาคมคือภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากรถเครื่องยนต์สันดาปสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 2026 เพิ่มขึ้นทั้งแบบเดือนต่อเดือนและปีต่อปี แตะระดับส่วนแบ่งมากกว่าหนึ่งในสามของตลาดรถยนต์ใหม่ และมีรถจีนนำเข้าเป็นแรงขับสำคัญ ส่งผลให้โครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมถูกท้าทาย ทั้งในมิติการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ราคา และแนวโน้มการลงทุนในฐานการผลิตในประเทศในระยะต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนว่ารถไฟฟ้าไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่กำลังกลายเป็นตัวกำหนดสมดุลอำนาจใหม่ของตลาดยานยนต์สมัยใหม่อย่างชัดเจน

ตัวเลขยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้า 100% เดือนกรกฎาคม 2026 อยู่ที่ 21,460 คัน เพิ่มขึ้น 1,479 คัน หรือ 7.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน และกระโดดจาก 10,194 คันในเดือนเดียวกันของปีก่อนขึ้นมาเป็น 21,460 คัน เติบโตถึง 110.5% ยอดดังกล่าวคิดเป็น 36.6% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด 58,574 คันในเดือนเดียวกัน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ไม่มีใครคาดเห็นเมื่อไม่กี่ปีก่อน ภายใต้แรงหนุนจากนโยบายส่งเสริม ยอดส่งมอบที่เร่งขึ้น และการมาถึงของราคารถ EV ประหยัดจากค่ายต่างประเทศที่เน้นจับกลุ่มลูกค้ารถยนต์นั่งและอเนกประสงค์ขนาดกลางเป็นหลัก

ยอดขายรถไฟฟ้าพุ่ง 110% เมื่อแบรนด์จีนครองสมรภูมิตลาด

Geely EX2 ครองแชมป์ และพา B-SUV ไฟฟ้าครองใจผู้ใช้

การที่ Geely EX2 ขึ้นมาครองแชมป์ยอดจดทะเบียนสองเดือนติดไม่ใช่แค่เรื่องสถิติ แต่มันคือสัญญาณว่าผู้บริโภคกำลังเทน้ำหนักไปยังรถไฟฟ้ากลุ่ม B-SUV ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงมากกว่ารถไซส์เล็กหรือรถซีดานดั้งเดิม โดยลำดับรองลงมาอย่าง JAECOO 5 และ GWM ORA 5 BEV ก็ล้วนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ตามด้วย MG S5 EV และ DEEPAL S05 BEV ทำให้ภาพรวมตลาดรถไฟฟ้าไทยกำลังถูกออกแบบโดยรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางที่ให้ความคุ้มค่าเชิงฟังก์ชันมากกว่าการเน้นภาพลักษณ์หรูหราเพียงอย่างเดียว

ยอดจดทะเบียน Geely EX2 อยู่ที่ 2,640 คัน หรือคิดเป็น 12.3% ของตลาด BEV เดือนกรกฎาคม ตามด้วย JAECOO 5 ที่ 2,136 คัน และ GWM ORA 5 BEV อีก 1,399 คัน เมื่อรวมกับรุ่นขายดีอื่นในกลุ่ม B-SUV จะเห็นได้ว่าผู้ซื้อไม่ได้มองรถไฟฟ้าเป็นของเล่นเทคโนโลยี แต่เป็นรถหลักของครอบครัวที่ต้องรองรับการเดินทางหลากหลายรูปแบบ การเลือกแพลตฟอร์มอเนกประสงค์จึงมีน้ำหนักมากกว่าการวิ่งหาเทคโนโลยีใหม่สุดอย่างเดียว และช่วยผลักดันให้ยอดขายรถไฟฟ้าไทยขยายตัวแบบยั่งยืนมากขึ้น

ยอดขายรถไฟฟ้าพุ่ง 110% เมื่อแบรนด์จีนครองสมรภูมิตลาด

รถจีนนำเข้า 55%: ชัยชนะเชิงตลาด แต่ความท้าทายเชิงฐานผลิต

แม้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 2026 จะช่วยให้ตลาดโดยรวมคึกคัก แต่องค์ประกอบเบื้องหลังสะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน เพราะกว่า 55% ของ BEV ที่จำหน่ายเป็นรถจีนนำเข้า ขณะที่รถที่ผลิตในประเทศมีเพียง 45% ของยอดขายทั้งหมด นั่นหมายความว่าคำว่า ยอดขายรถไฟฟ้าไทย ที่เราชื่นชมกันทุกเดือน แท้จริงแล้วกำลังพึ่งพารถจีนนำเข้าอย่างหนัก ทั้งจากค่ายที่เข้าร่วมมาตรการส่งเสริมและค่ายที่อาศัยภาษีนำเข้า 0% ภายใต้ความตกลง FTA โดยตรง เพื่อส่งรถต้นทุนต่ำเข้ามาแข่งขัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าในปี 2569 BEV จะขายได้ราว 210,000 คัน เพิ่มขึ้น 71% และมีส่วนแบ่งตลาดแตะ 31% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่ค่ายรถสัญชาติจีนจะมีส่วนแบ่งตลาดรถจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 32% จาก 23% ในปีก่อน และกว่า 91% ของ BEV เป็นรถจีน ตัวเลขเหล่านี้เป็นคำเตือนมากกว่าตัวเลขชัยชนะ เพราะหากฐานการผลิตในประเทศยังรับแรงกดดันด้านต้นทุนไม่ได้ โอกาสกลายสภาพจากศูนย์กลางการผลิตเป็นแค่ตลาดปลายทางก็มีมากขึ้น การพูดถึงมาตรการภาษีสรรพสามิต การดึงสายการผลิตแบตเตอรี่ LFP ประเทศไทย และการเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศจึงไม่ใช่แค่เรื่องเชิงเทคนิค แต่เป็นยุทธศาสตร์ชาติด้านอุตสาหกรรมยานยนต์

ยอดขายรถไฟฟ้าพุ่ง 110% เมื่อแบรนด์จีนครองสมรภูมิตลาด

จากตลาดภายในสู่สมรภูมิโลก: กระแส EV แบ่งโลกออกเป็นสองฝั่ง

หากมองออกไปยังสมรภูมิโลก ภาพของรถไฟฟ้าไม่ได้เป็นคลื่นเดียวกันทั่วโลก แต่กำลังแบ่งโลกออกเป็นสองฝั่งที่ชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือภูมิภาคที่ใช้มาตรการสนับสนุนและเปิดทางให้รถจีนนำเข้า อีกฝั่งคือภูมิภาคที่ลดแรงจูงใจลงจนกระแสเริ่มแผ่ว ตัวเลขยอดขายทั่วโลกเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 1.85 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน และยอดสะสมปีนี้แตะ 11.5 ล้านคันแล้ว ฟังดูเหมือนทุกอย่างไปได้สวย แต่เมื่อซูมลงรายภูมิภาค จะเห็นว่าความต่างของนโยบายกำลังสร้างสองความจริงที่ไม่เหมือนกันเลย

ในยุโรป ยอดขายรถปลั๊กอินเดือนกรกฎาคมสูงถึง 450,000 คัน เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบปีก่อน ขณะที่ผู้ผลิตจากจีนหันไปเร่งส่งออก โดยมีรถไฟฟ้าและรถไฟฟ้าทางเลือกถูกส่งออกมากกว่า 500,000 คันจากท่าเรือจีนในเดือนเดียวกัน ตรงกันข้าม บางตลาดกลับเห็นยอดขายหดตัวหลังลดหรือยุติมาตรการสนับสนุน การที่รถจีนนำเข้าไหลบ่าทั่วโลกจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลตรงจากการที่ดีมานด์ในประเทศต้นทางเริ่มชะลอ ผู้ผลิตจึงต้องหาตลาดใหม่อย่างแข็งกร้าว และตลาดที่เปิดรับรถยนต์ไฟฟ้าราคารถ EV ประหยัดก็กลายเป็นเป้าหมายสำคัญ

ยอดขายรถไฟฟ้าพุ่ง 110% เมื่อแบรนด์จีนครองสมรภูมิตลาด

บทสรุป: ยุคทองของรถไฟฟ้า หรือจุดเริ่มของความเปราะบางใหม่

ยอดขายรถไฟฟ้าไทยที่กำลังพุ่งแรง พร้อมบทบาทที่เพิ่มขึ้นของรถจีนนำเข้า อาจทำให้หลายคนมองว่านี่คือยุคทองของรถยนต์ไฟฟ้า 2026 แต่เมื่อมองให้ลึก จะเห็นว่านี่คือจุดเริ่มต้นของความเปราะบางรูปแบบใหม่เช่นกัน เรากำลังได้ตลาดที่เติบโตเร็ว มีทางเลือกหลากหลาย และมีราคารถ EV ประหยัดให้เข้าถึงได้มากขึ้น ทว่าเรากลับมีฐานการผลิตในประเทศที่ยังไม่สามารถตามทันต้นทุนจากต่างประเทศ และโครงสร้างอุตสาหกรรมเก่าที่กำลังถูกบีบให้ปรับตัวอย่างเจ็บปวด

ถ้าการเติบโตของ BEV ไปจบลงที่การนำเข้า 55% อย่างต่อเนื่อง เราอาจได้ตลาดผู้บริโภคที่มีความสุขกับรถทันสมัย แต่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตในระยะยาว ทางออกจึงไม่ใช่การชะลอรถไฟฟ้า แต่คือการยกระดับห่วงโซ่การผลิตในประเทศให้ทันเกมโลก ตั้งแต่การผลิตแพลตฟอร์ม EV การพัฒนาระบบแบตเตอรี่ ไปจนถึงการสร้างมาตรการภาษีและแรงจูงใจที่ชัดเจน เพื่อให้คำว่ายอดขายรถไฟฟ้าไทยในอนาคต หมายถึงทั้งความแข็งแรงของตลาด และความแข็งแรงของฐานการผลิตไปพร้อมกัน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!