ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

จากโรงงานสู่ลักชัวรี่: กลยุทธ์แบรนด์แฟชั่นไทยที่กล้าขึ้นเวทีโลก

จากโรงงานสู่ลักชัวรี่: กลยุทธ์แบรนด์แฟชั่นไทยที่กล้าขึ้นเวทีโลก
ความสนใจ|การเปิดตัวเทรนด์

จาก OEM สู่จักรวาลแบรนด์แฟชั่นไทย: นิยามใหม่ของธุรกิจลักชัวรี่

การเปลี่ยนจากโรงงานรับจ้างผลิตเสื้อผ้าและเครื่องหนังสู่การสร้างแบรนด์แฟชั่นไทยของตัวเอง คือกระบวนการที่ผู้ประกอบการแฟชั่นใช้ยกระดับห่วงโซ่มูลค่า สร้างธุรกิจลักชัวรี่ที่ไม่ต้องพึ่งลูกค้า OEM เพียงอย่างเดียว แต่มุ่งสร้างอัตลักษณ์ การออกแบบ และประสบการณ์แบรนด์เพื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภคโดยตรง การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องใช้ทั้งความเข้าใจงานช่าง ทุนประสบการณ์ และกลยุทธ์การตลาดที่เฉียบคม เพื่อให้แบรนด์เติบโตในตลาดโลกโดยยังรักษารากทางวัฒนธรรมและความเป็นตัวเองของผู้ก่อตั้งไว้

กรณีของ BOYY และ Mynds สะท้อนว่าเส้นทางจากเด็กแบกผ้าและคนทำกระเป๋าจำนวนจำกัดไปสู่เจ้าของแบรนด์แฟชั่นไทยระดับสากล ไม่ได้เกิดจากดวง แต่เกิดจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่กล้าหันหลังให้กับโมเดล OEM ที่ดูปลอดภัย เพื่อขึ้นมาเล่นเกมแบรนด์ซึ่งเสี่ยงกว่า แต่ได้ผลตอบแทนทั้งด้านกำไรและอำนาจกำหนดทิศทางอนาคตของธุรกิจเอง

BOYY: จากกระเป๋าจำนวนจำกัดในนิวยอร์กสู่ลักชัวรี่พร้อมแตกไลน์ Boyyish

BOYY เริ่มจากศูนย์ในปี 2005 เมื่อบอย วรรณศิริ คงมั่นและเจสซี่ ดอร์ซี่ก่อตั้งแบรนด์ในนิวยอร์กด้วยความหลงใหลแฟชั่นโดยไม่มีพื้นฐานธุรกิจหรือดีไซน์มาก่อน จุดเริ่มต้นคือการทำกระเป๋าจำนวนจำกัดขายผ่านร้านมัลติแบรนด์แบบขายส่ง ก่อนจะถูกยอมรับในหมู่แฟชั่นไอคอนและขยายสู่ตลาดญี่ปุ่น ยุโรป และเปิดออฟฟิศพร้อมหน้าร้านหลักที่มิลาน ความกล้าทดลองและการย้ายฐานปฏิบัติการไปยังเมืองแฟชั่นสำคัญ ทำให้ BOYY ค่อยๆ กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์แฟชั่นไทยที่คนวงการลักชัวรี่จับตา

ในไทย BOYY ทดลองตลาดด้วยกระเป๋าผ้าผสมหนังราคาประมาณ 13,500 บาท และพบว่าขายหมดอย่างรวดเร็วจนสร้างความประหลาดใจให้ผู้ก่อตั้ง นี่คือหลักฐานว่าผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพื่อดีไซน์และอัตลักษณ์ ไม่ใช่แค่โลโก้ต่างประเทศ การเปิดสาขาแรกในห้างใหญ่และต่อมาเป็นร้านสแตนด์อโลน พร้อมการสร้างดีไซน์หัวเข็มขัดขนาดใหญ่หรือ Buckle ทำให้แบรนด์มีภาพจำชัดและขยายสาขาหลายแห่งในเมืองเดียวกัน นี่คือการเล่นเกมลักชัวรี่ด้วยการสร้างไอคอนของตัวเอง ไม่ใช่การวิ่งตามเทรนด์แฟชั่นสั้นๆ

จากโรงงานสู่ลักชัวรี่: กลยุทธ์แบรนด์แฟชั่นไทยที่กล้าขึ้นเวทีโลก

เมื่อผู้บริโภคต้องการความคุ้มค่า: ทำไม BOYY ต้องปล่อย Boyyish

ก่อนโควิด BOYY เคยทำรายได้แตะเกือบ 1,000 ล้านบาท แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ตลาดลักชัวรี่ทั่วโลกชะลอตัวทำให้ยอดขายตกลงราว 50% นี่ไม่ใช่ปัญหาของแบรนด์เดียว แต่สะท้อนโครงสร้างใหม่ของธุรกิจลักชัวรี่ที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและการใช้ชีวิตจริง แนวคิดแบรนด์หรูแบบเอื้อมไม่ถึงเริ่มล้าสมัย ผู้คนอยากใช้ของดีแต่ไม่อยากรู้สึกผิดทุกครั้งที่รูดบัตร นี่คือแรงกดดันให้แบรนด์แฟชั่นไทยที่เล่นในระดับลักชัวรี่ต้องคิดใหม่

BOYY เลือกแก้เกมด้วยการพัฒนา Boyyish แบรนด์ลูกที่ต่อยอดโลกของ BOYY โดยเน้นสินค้า Everyday Wear Active Wear เสื้อยืด หมวก และสินค้าไลฟ์สไตล์ เสื้อยืดระดับพรีเมียมมีราคาเริ่มต้นประมาณ 3,500 บาทไปจนถึง 9,500 บาท ซึ่งตั้งใจให้เป็นจุดเข้าของคนรุ่นใหม่ที่อยากสัมผัสดีเอ็นเอแบรนด์โดยไม่ต้องกระโดดไปที่กระเป๋าหลัก นี่คือกลยุทธ์แตกไลน์แบรนด์ย่อยสตรีทแวร์เพื่อเปิดประตูสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ โดยไม่ลดทอนตำแหน่งลักชัวรี่ของสินค้าหลัก แต่ใช้การแยกไลน์ผลิตภัณฑ์มาช่วยจัดการการรับรู้แทน

จากโรงงานสู่ลักชัวรี่: กลยุทธ์แบรนด์แฟชั่นไทยที่กล้าขึ้นเวทีโลก

Mynds: เมื่อเถ้าแก่โรงงาน OEM ตัดสินใจขึ้นมาเล่นเกมแบรนด์

เรื่องของ Mynds เริ่มจากบอย วุฒิชัย ประเสริฐเกื้อกิจ ผู้ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือนและเคยทำตั้งแต่นักดนตรี วินมอเตอร์ไซค์ คนขายหมูปิ้ง ไปจนถึงเด็กแบกผ้าที่สำเพ็ง เขาใช้งานแบกผ้าเป็นห้องเรียนอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ก่อนเปิดร้านเสื้อที่จตุจักรจนขายดี แต่ถูกคู่แข่งลอกและตัดราคา จากนั้นเขากลับพลิกมุมมอง เปลี่ยนคู่แข่งให้กลายเป็นลูกค้า รับตัดเย็บให้และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโรงงาน OEM

ภายใน 10 ปี โรงงานของเขาทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาทและมีพนักงานกว่า 150 คน แต่เมื่อโรงงานรอบข้างจาก 40 เหลือ 4 แห่ง และต้นทุนจีนถูกกว่าอย่างชัดเจน เขารู้ว่าหากแข่งด้วยราคาอีกไม่เกิน 3 ปีธุรกิจจะตายแน่ ประกอบกับความหมดไฟหลังทำเป้าหมาย OEM สำเร็จ เขาจึงตัดสินใจว่าต้องมีแบรนด์ของตัวเอง นี่คือจุดที่ Mynds ถือกำเนิดในฐานะแบรนด์เสื้อของคนขี้ร้อนที่โฟกัสปัญหาการใส่เสื้อร้อนสะสม ต้องรีด และผ้าหด

จากโรงงานสู่ลักชัวรี่: กลยุทธ์แบรนด์แฟชั่นไทยที่กล้าขึ้นเวทีโลก

บทเรียนร่วมของ BOYY และ Mynds: งานช่างลึก กลยุทธ์ชัด และแบรนด์ย่อยคือสะพานสู่อนาคต

ทั้ง BOYY และ Mynds แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการแฟชั่นที่มีพื้นฐานจากงานผลิตจะได้เปรียบเมื่อขึ้นมาเล่นเกมแบรนด์ เพราะเข้าใจข้อจำกัดและศักยภาพของงานช่างอย่างลึกซึ้ง แต่ข้อได้เปรียบนั้นจะไร้ค่า หากไม่ยอมกลับไปเป็นนักเรียนใหม่เรื่องการตลาดและการสร้างแบรนด์ Mynds เคยขาดทุนสะสมกว่า 4 ล้านบาท ทั้งที่มีสินค้าและทีมงานครบ เพราะสื่อสารหลายเรื่องเกินไปจนผู้บริโภคจำไม่ได้ว่าแบรนด์คืออะไร นี่คือคำเตือนสำหรับเจ้าของโรงงานที่คิดจะทำแบรนด์ว่า ทักษะ OEM กับทักษะแบรนด์คือคนละเกม

ในขณะที่ BOYY ใช้ Boyyish เป็นสะพานให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงดีเอ็นเอแบรนด์ผ่านสินค้าที่ใช้ได้ทุกวัน Mynds ก็กำลังพิสูจน์ว่าการโฟกัสปัญหาเดียวให้ชัด เช่นเรื่องความร้อนของเนื้อผ้า สามารถเป็นแกนกลางที่แข็งแรงกว่าการพยายามเป็นทุกอย่างพร้อมกัน เมื่อผู้บริโภคหันมาให้ค่ากับความคุ้มค่าและความหมายของแบรนด์ แบรนด์แฟชั่นไทยที่อยากไปไกลกว่าการรับจ้างผลิตจำเป็นต้องคิดแบบเจ้าของจักรวาลแบรนด์ กล้าวางตำแหน่งลักชัวรี่หรือสตรีทแวร์ให้ชัด และใช้แบรนด์ย่อยอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่แตกไลน์เพราะอยากขายทุกคน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!