ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

จีนและอาเซียนสร้างระบบนิเวศ AI ร่วมกันจากศูนย์ข้อมูลสู่เมืองอัจฉริยะ

จีนและอาเซียนสร้างระบบนิเวศ AI ร่วมกันจากศูนย์ข้อมูลสู่เมืองอัจฉริยะ
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

AI จีน-อาเซียนไม่ใช่แค่โชว์เทคโนโลยี แต่คือการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมกัน

AI จีน-อาเซียนหมายถึงการสร้างระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ร่วมกันระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกในภูมิภาค โดยเชื่อมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล ศูนย์ข้อมูล AI การพัฒนาแพลตฟอร์ม เทคโนโลยีอุตสาหกรรม การสร้างบุคลากร ไปจนถึงการเชื่อมตลาดและการใช้งานในภาคเศรษฐกิจจริง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายใช้ประโยชน์จาก AI สำหรับการแพทย์ โลจิสติกส์ การเงิน และเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม หัวใจของเรื่องนี้ปรากฏชัดในงาน China-ASEAN Expo ครั้งที่ 23 ที่หนานหนิง ซึ่งยกระดับ AI ให้เป็นภาพเด่นของงาน โดยมีบริษัทมากกว่า 3,400 แห่งจากกว่า 70 ประเทศเข้าร่วม และตั้งพื้นที่ AI Marketplace แสดงผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 รายการเชื่อมกับความต้องการของประเทศอาเซียน นี่ไม่ใช่งานโชว์นวัตกรรมลอยๆ แต่คือเวทีทดลองโมเดลความร่วมมือดิจิทัลใหม่ที่จีนกำลังผลักดันอย่างจริงจัง การยกระดับพื้นที่ AI ในงานนี้สะท้อนว่าจีนไม่ได้มองอาเซียนเป็นแค่ผู้ซื้อเทคโนโลยี แต่เป็นพันธมิตรในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมกัน ทั้งด้านวิจัย พัฒนา และการประยุกต์ใช้ AI ในสถานการณ์จริง ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี ติง เซวียเสียงก็ชี้ชัดว่าต้องใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อขยายกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ในระดับภูมิภาค

ศูนย์ข้อมูล AI และ AI Gateway กว่างซี: โครงสร้างพื้นฐานคือเกมตัวจริง

ถ้าพูดถึงระบบนิเวศ AI จีน-อาเซียน จุดชี้วัดสำคัญอยู่ที่ศูนย์ข้อมูล AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไม่ใช่แค่จำนวนแอปหรือหุ่นยนต์ที่นำมาแสดง หนานหนิงในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงกำลังถูกวางบทบาทให้เป็น AI Gateway เชื่อมจีนกับอาเซียน ผ่านทั้งฮับการประมวลผลและเกตเวย์สื่อสารระหว่างประเทศ ฮับประมวลผลที่นำเสนอในงานมีขีดความสามารถระดับประมาณ 10,000 P และรองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่แล้วมากกว่า 18 โมเดล สิ่งที่น่าสนใจคือการออกแบบให้เน้นสองธุรกิจ คือการผลิต Token และการส่งหรือถ่ายโอน Token ข้ามพรมแดน ซึ่งหมายถึงการจัดการทรัพยากรประมวลผลและข้อมูลสำหรับบริการ AI แบบเป็นระบบมากกว่าการพัฒนาโมเดลแยกส่วน ในด้านการสื่อสาร หนานหนิงลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อลด Latency การส่งข้อมูลกับอาเซียน จากเดิมที่ต้องผ่านเมืองสำคัญไปถึงสิงคโปร์ ทำให้ค่าความหน่วงอยู่ราว 107 มิลลิวินาที เหลือเพียงประมาณ 5 มิลลิวินาทีในการเชื่อมต่อระหว่างหนานหนิงกับกรุงฮานอย นี่คือคำประกาศว่าใครคุมท่อข้อมูล ก็มีโอกาสคุมทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลข้ามพรมแดน

จีนและอาเซียนสร้างระบบนิเวศ AI ร่วมกันจากศูนย์ข้อมูลสู่เมืองอัจฉริยะ

จากศูนย์ความร่วมมือ AI สู่เกตเวย์นวัตกรรม: ปั้นคน โครงการ และแพลตฟอร์มจับคู่ธุรกิจ

การสร้างระบบนิเวศ AI ที่แท้จริงต้องเริ่มจากคนและการเชื่อมโยงระหว่างสถาบัน ไม่ใช่แค่ซื้อเทคโนโลยีสำเร็จรูป ศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์จีน-อาเซียนที่เปิดทำการอย่างเป็นทางการในหนานหนิงเมื่อเดือนกันยายน 2568 จึงถูกออกแบบให้ทำหน้าที่ทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI เปิดแพลตฟอร์มเทคโนโลยี และสร้างบุคลากรร่วมกัน ศูนย์ดังกล่าวรองรับนักศึกษาจากประเทศอาเซียนแล้วมากกว่า 800 คน และจัดคณะแลกเปลี่ยนมากกว่า 30 ครั้ง รวมถึงขยายจุดความร่วมมือไปยังประเทศต่างๆ เช่น ลาว มาเลเซีย และเวียดนาม พร้อมจุดชนวนโครงการ AI ข้ามพรมแดนมากกว่า 30 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่เกษตรอัจฉริยะ การผลิตอัจฉริยะ การบริหารจัดการเมือง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไปจนถึงอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ในระดับพื้นที่ กว่างซียังพัฒนา China-ASEAN Artificial Intelligence Industry Innovation Center และชุมชน Nan A AI Community เพื่อเป็นสนามทดลองเทคโนโลยีและดึงบริษัทเทคโนโลยี AI ชั้นนำเข้ามาวางฐาน ขณะเดียวกันงาน Expo ก็เพิ่มพื้นที่นำเสนอ “ความต้องการจากอาเซียน” และแพลตฟอร์มจับคู่โซลูชัน AI กับหน่วยงานรัฐและภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนงานแสดงสินค้าจากการขายของเป็นการปั้นโครงสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์

AI ในสนามจริง: การแพทย์ โลจิสติกส์ การเงิน และเมืองอัจฉริยะ

จุดแข็งของแนวทางจีน-กว่างซีคือการผลักดันให้ AI ลงสนามจริงในหลายภาคส่วน ไม่ใช่จำกัดอยู่ในห้องทดลอง ภายในศูนย์นวัตกรรมอุตสาหกรรม AI จีน-อาเซียน มีการสาธิตการใช้ AI ในการแพทย์ การเกษตร การศึกษา บริการสาธารณะ เมืองอัจฉริยะ การเงินข้ามพรมแดน ระบบโลจิสติกส์ และด่านชายแดนอัจฉริยะ ภาพรวมนี้ชี้ว่าจีนกำลังสร้างแพลตฟอร์มให้ประเทศอาเซียนเชื่อมเข้ามาในห่วงโซ่เทคโนโลยีอุตสาหกรรมของตัวเอง ในเมืองอัจฉริยะ มีระบบบริหารสัญญาณไฟจราจรด้วย AI ที่ใช้อัลกอริทึมวิเคราะห์ปริมาณรถและปรับเวลาไฟให้เหมาะกับสภาพการจราจรจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรได้สูงสุดราว 30% และมองว่าระบบลักษณะนี้มีโอกาสนำไปใช้ในอาเซียนที่มีการใช้รถจักรยานยนต์จำนวนมาก ด้านโลจิสติกส์และด่านชายแดน แนวคิด Smart Port ตามพรมแดนกว่างซี-เวียดนาม วางเส้นทางขนส่งสินค้าแบบปิดสำหรับรถบรรทุกไร้คนขับ พร้อมระบบเรดาร์ ตรวจจับภาพด้วย AI เครือข่าย 5G และดาวเทียม เพื่อเปลี่ยนการรอคิวหลายวันให้เป็นระบบอัตโนมัติ การออกแบบเช่นนี้อาจกลายเป็นต้นแบบสำหรับด่านชายแดนอาเซียนอื่นที่ต้องการยกระดับสู่โลจิสติกส์อัจฉริยะ

บทสรุป: อาเซียนจะเป็นผู้ร่วมออกแบบหรือแค่ผู้ใช้ปลายทางของระบบนิเวศ AI จีน

เมื่อมองภาพรวมจากงาน Expo ศูนย์ข้อมูล AI และ AI Gateway กว่างซี สิ่งที่เห็นชัดคือจีนกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานและเกตเวย์สำหรับระบบนิเวศ AI จีน-อาเซียนแบบครบวงจร ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล AI ศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงแพลตฟอร์มจับคู่ความต้องการและโครงการเมืองอัจฉริยะในสนามจริง นี่เป็นโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน โอกาสคืออาเซียนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีอุตสาหกรรมระดับสูง ตั้งแต่การแพทย์ การเงินข้ามพรมแดน โลจิสติกส์อัจฉริยะ และโครงสร้างพื้นฐานเมืองอัจฉริยะ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างทุกอย่างใหม่ตั้งแต่ศูนย์ แต่ความเสี่ยงคือ หากไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อาเซียนอาจกลายเป็นเพียงผู้ใช้ปลายทางในระบบนิเวศที่จีนออกแบบและควบคุมเกตเวย์หลัก คำถามที่สำคัญในระยะต่อไปจึงไม่ใช่แค่ว่า AI จีน-อาเซียนจะเติบโตเร็วแค่ไหน แต่คือแต่ละประเทศในอาเซียนจะเลือกบทบาทอย่างไร จะเป็นผู้ออกแบบร่วมที่มีศูนย์ข้อมูล AI และมาตรฐานของตนเอง หรือยอมรับการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มจากจีนโดยแลกกับความสะดวกและค่าใช้จ่ายที่ลดลง การตอบคำถามนี้จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคในระยะยาว

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!