AI ขยายความสามารถ ไม่ได้เกิดมาเพื่อแย่งงาน
AI ขยายความสามารถ คือแนวคิดที่มองปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพมนุษย์ในการคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และลงมือทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยไม่ได้ตั้งต้นจากการแทนที่แรงงาน หากแต่ช่วยลดงานซ้ำซาก เพิ่มเวลาให้คนไปโฟกัสงานสร้างสรรค์ งานวางกลยุทธ์ และงานที่ต้องใช้ความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งทำให้คุณค่าเฉพาะตัวของคนยังเป็นศูนย์กลางของการทำงานในยุคใหม่
หลายคนยังถามว่า AI จะมาแย่งงานหรือไม่ ทั้งที่สัญญาณจากองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำเริ่มชัดเจนแล้วว่า เทคโนโลยีไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นเครื่องมือขยายขีดความสามารถของมนุษย์ให้ไกลกว่าเดิม งานด้านการเงิน การสื่อสาร และการแพทย์ไม่ได้ถูกออกแบบให้ถูกยึดครองโดยเครื่องจักร แต่กำลังถูกออกแบบใหม่ให้คนทำงานร่วมกับ AI ในบทบาทใหม่ที่ใช้ความคิดเชิงลึกและความเข้าใจมนุษย์มากกว่าเดิม โลกการทำงานจึงไม่ได้แบ่งเป็นคนหรือเครื่อง แต่เป็นทีมผสมระหว่างเทคโนโลยีและมนุษย์ที่เสริมกันอย่างมีระบบ

เมื่อองค์กรใหญ่พิสูจน์ว่าเทคโนโลยีและมนุษย์ต้องเดินไปด้วยกัน
สัญญาณชัดเจนที่สุดว่า AI ไม่ได้เกิดมาเพื่อแทนที่คน มองเห็นได้จากการจัดงานด้าน AI ขนาดใหญ่ขององค์กรการเงินและโทรคมนาคมที่เรียกคนทำงานมาคิดร่วมกันโดยตรง กสิกร บิซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ปจัดงาน KBTG Techtopia ครั้งที่ 4 เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและบทบาทของมนุษย์ในยุค AI ขณะที่อีกเวทียักษ์คืองานสัมมนา “AIS ACADEMY For THAIs 2026” ภายใต้แนวคิด “MASTERING AI BEYOND BORDERS” ที่ตั้งเป้าจับมือทุกภาคส่วนยกระดับจากแค่เข้าถึง AI ไปสู่การสร้างความสามารถด้าน AI อย่างแท้จริง
สองงานนี้ไม่ได้ขายของ แต่ตั้งคำถามสำคัญต่อสังคมการทำงาน นั่นคือเราจะเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์จริงและสร้างโอกาสใหม่ให้คนได้อย่างไร มากกว่าจะวนเวียนอยู่กับความกังวลว่า AI จะมาแย่งงาน ผู้เข้าร่วม KBTG Techtopia เพิ่มจากหลักร้อยเป็นหลายพันคนในไม่กี่ปี สะท้อนว่าคนทำงานกำลังวิ่งเข้าหาองค์ความรู้ใหม่ ไม่ได้ยืนรอให้การเปลี่ยนแปลงซัดเข้ามาใส่เฉยๆ

AI ขยายความสามารถผ่านงานจริง: จากการเงินถึงการศึกษาและสุขภาพ
แนวคิด AI ขยายความสามารถจะมีความหมายก็ต่อเมื่อแปลงเป็นงานจริงในมือคนทำงาน ภาคการเงินทดลองใช้ AI Agent และ Multi Agent Platform อย่าง Athena Mind ภายในองค์กรเพื่อช่วยวางแผน วิเคราะห์ และดูแลงานซอฟต์แวร์ โดยมีคนทำงานร่วมในรูปแบบ Human in the loop เพื่อตั้งคำถาม ตรวจสอบ และตัดสินใจขั้นสุดท้าย เป้าหมายชัดคือการลดต้นทุนการพัฒนาซอฟต์แวร์ลง 15 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2028 โดยไม่ลดคุณค่าของคนที่อยู่ในกระบวนการ
ในระดับชีวิตประจำวัน การนำ AI ไปใช้เริ่มแตะตัวคนทั่วไปผ่านแอปพลิเคชันที่จับโจทย์ชัด เช่น แอปสมุดฝันที่ใช้ AI ช่วยเด็กตั้งเป้าหมาย วางแผนชีวิต และสำรวจอาชีพที่เหมาะกับตนเองผ่านฟีเจอร์ Future You หรือแอปเหมียวจดที่อ่านข้อความจากสลิปและบัตรเครดิตมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของธนาคารในประเทศเพื่อจัดหมวดหมู่รายจ่ายและเตือนงบประมาณให้ผู้ใช้ ด้านการประกันภัยมีแอป Klaim ใช้ระบบวิดีโอคอลช่วยลูกค้าเคลมรถกรณีไม่มีคู่กรณี ลดเวลารอพนักงานสำรวจภัยลงอย่างมาก ตัวอย่างเหล่านี้แสดงว่าคนยังทำหน้าที่ตัดสินใจและใช้วิจารณญาณ ส่วน AI ลดงานย่อยที่กินเวลาชีวิต

การฝึกอบรม AI คือเกราะป้องกันไม่ให้คนกลายเป็นชนชั้น Displaced
ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ AI แย่งงาน แต่คือคนที่ไม่ทันปรับตัวจนกลายเป็นกลุ่ม Displaced ที่ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในสามกลุ่มงานใหม่อย่าง AI Landlord, AI Cyborg และงาน Human Touch ที่ต้องใช้อารมณ์และปฏิสัมพันธ์มนุษย์ ดร สันติธารชี้ว่า AI เป็นคำตอบในการเพิ่ม Productivity ในสังคมที่กำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแรงงาน และเน้นว่าโครงสร้างการทำงานที่เปลี่ยนไปกำลังทำให้คนเริ่มงานใหม่เสี่ยงถูกระบบอัตโนมัติแทนที่ได้ง่าย
ทางออกจึงไม่ใช่การหนี AI แต่คือการออกแบบการฝึกอบรม AI อย่างเป็นระบบ ทั้งในองค์กรและระดับเมือง งาน KBTG Techtopia สร้างโซน Playground Workshops และ Community Circles เพื่อให้คนลงมือพัฒนาทักษะจริง ตั้งแต่เขียนแอปด้วยเครื่องมือ AI ไปจนถึงฝึกทักษะการฟังอย่างลึกซึ้งที่ AI ไม่มีวันแทนได้ ในอีกเวทีหนึ่ง โครงการ Next Learn สนับสนุนการเรียนรู้ AI ฟรีหนึ่งล้านชั่วโมง พร้อมจัดอบรมให้ผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้สูงอายุอย่างครอบคลุม นี่คือการสร้างบันไดใหม่ให้คนก้าวขึ้น ไม่ปล่อยให้ AI กลายเป็นกำแพงกั้นโอกาส

สังคมที่ AI เป็นกำลังเสริม ต้องคิดข้ามไซโลและคิดยาวกว่าความกลัว
ถ้าจะให้ AI เป็นแรงเสริม ไม่ใช่ระเบิดเวลา สังคมต้องเปลี่ยนจากยุค AI Access ที่วัดกันแค่ใครใช้เครื่องมือได้ ไปสู่ยุค AI Capability ที่วัดกันที่ใครใช้เป็น สร้างผลลัพธ์เป็น และรับผิดชอบผลลัพธ์นั้นได้ ผู้นำด้านโทรคมนาคมย้ำว่า ประเทศกำลังก้าวจาก Generative AI ไปสู่ขั้นต่อไปรวมถึง AGI สิ่งที่ต้องเร่งสร้างจึงไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่คือคนที่พร้อมเรียนรู้ ตั้งคำถาม ทำงานร่วมกับ AI และใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ เพราะความพร้อมของคนคือจุดเริ่มต้นของความพร้อมของประเทศ
แนวโน้มของ AI กำลังเปลี่ยนจากการเป็นเพียงแชตบอตสู่การเป็น AI Agent หรือดิจิทัลเวิร์กฟอร์ซที่คิดวิเคราะห์และลงมือทำงานได้เอง โดยคาดว่าปลายปี 2026 แอปพลิเคชันมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์จะมี AI Agent ทำงานร่วมด้วย ในขณะเดียวกัน สถิติภัยไซเบอร์สะสมที่ทะลุหนึ่งแสนล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 74 ล้านบาท สะกิดให้เห็นด้านมืดของการเร่งใช้เทคโนโลยีโดยไม่มีระบบป้องกันที่ดีพอ คำตอบจึงไม่ใช่เบรก AI แต่คือการจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กรอบการทำงานแบบไฮบริดมนุษย์กับ AI การเสริมเกราะไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ไปจนถึงการพัฒนาชุมชนดิจิทัลที่แบ่งปันความรู้และรับมือความเสี่ยงร่วมกัน







