เมื่อ Net Zero 2050 กลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อม
Net Zero 2050 ไทยคือเป้าหมายการทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปีดังกล่าว โดยอาศัยการลดการปล่อยจากทุกภาคส่วนและการดูดซับคาร์บอนกลับด้วยเทคโนโลยีหรือระบบนิเวศ เพื่อปกป้องเศรษฐกิจจากความเสี่ยงโลกร้อน สร้างความสามารถในการแข่งขันในยุคที่การค้าระหว่างประเทศเริ่มผูกกับคาร์บอน และกำหนดให้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำเป็นกลไกเติบโตใหม่ของประเทศ ประเด็นสำคัญในวันนี้คือ Climate Change ขยับจากเรื่องภาพลักษณ์สีเขียวมาเป็นโจทย์เศรษฐกิจอย่างเต็มตัว ภาวะน้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อนจัด และกติกาการค้าโลกใหม่กำลังกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เฉลี่ยเพียงประมาณร้อยละ 2 จุด 2 ต่อปี ขณะที่เป้าหมายรายได้สูงต้องการการเติบโตระดับใกล้ร้อยละ 5 ต่อปี ธนาคารโลกระบุว่าหากไม่ปรับตัว จีดีพีอาจหายไปร้อยละ 5 ถึง 14 ภายในปี 2050 นี่ทำให้คำว่า Net Zero 2050 ไทยไม่ใช่คำขวัญ แต่กลายเป็นเงื่อนไขการอยู่รอดของเศรษฐกิจ

เดิมพัน 2 ล้านล้านเพื่อปกป้องจีดีพี มากกว่าช่วยโลก
การเร่งเป้า Net Zero จากปี 2065 มาสู่ปี 2050 คือการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจที่กล้าหาญไทยเลือกจ่ายราคาเปลี่ยนผ่านวันนี้เพื่อไม่ให้ต้องจ่ายราคาเศรษฐกิจทรุดหนักในอนาคต ไทยประกาศชัดว่าต้องการเงินลงทุนอย่างน้อยสองล้านล้านบาทจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านคาร์บอนต่ำและการปรับตัวต่อโลกร้อน ผู้กำหนดนโยบายย้ำว่าราคาของการไม่ทำอะไรเลยแพงมาก เพราะจีดีพีอาจหายไปสูงสุดถึงร้อยละ 14 ภายในปี 2050 จากผลกระทบ Climate Change การลงทุนครั้งนี้จึงไม่ใช่โครงการสิ่งแวดล้อมแยกส่วน แต่เป็นยุทธศาสตร์ปกป้องดุลจีดีพีและความสามารถในการแข่งขัน โดยไทยปรับเป้าหมาย NDC 3 จุด 0 ไปสู่กรอบสถิติสมบูรณ์ ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 40 ภายในปี 2035 นี่คือการส่งสัญญาณให้ทุนโลกเห็นความชัดเจนและคาดเดาได้ของนโยบายด้านคาร์บอน
ภาษีคาร์บอนและกฎหมายใหม่ บังคับให้ธุรกิจคิดใหม่ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม
การยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือการดึง Climate Change เข้าระบบเศรษฐกิจผ่านกลไกภาษีคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาษีคาร์บอนจะจัดเก็บจากผลิตภัณฑ์ต้นน้ำอย่างก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และปิโตรเลียม ทำให้ต้นทุนคาร์บอนสะท้อนเข้าไปในทุกสินค้าและบริการ ส่วนระบบซื้อขายสิทธิหรือ ETS จะตั้งเพดานสำหรับผู้ปล่อยรายใหญ่และเปิดให้ใช้คาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจชดเชยได้ไม่เกินร้อยละ 15 เพื่อกันการฟอกเขียว รายได้จาก ETS ค่าธรรมเนียมคาร์บอนเครดิต และมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน Thailand C BAM จะถูกส่งเข้ากองทุนภูมิอากาศเพื่อให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เงินอุดหนุน และลงทุนเทคโนโลยีมูลค่าสูงสำหรับธุรกิจและเอสเอ็มอี รวมถึงการเสริมความสามารถปรับตัวของชุมชน ผลคือความยั่งยืนอุตสาหกรรมไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขการเข้าถึงเงินทุนและตลาดส่งออกในยุคภาษีคาร์บอน
เมื่อยักษ์ใหญ่ ปตท SCG การบินไทย หันหัวเรือสู่พลังงานสะอาด
ในระดับองค์กรใหญ่ การเปลี่ยนผ่านเห็นภาพชัด ปตทลงทุนในเมกะโปรเจกต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำในพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อทดลองโมเดล Sandbox ที่ผสานพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน และตลาดคาร์บอนเข้าด้วยกัน เป้าคือทำให้การลดและจัดการคาร์บอนเกิดขึ้นจริงในระดับเชิงพาณิชย์ และปักธงให้ไทยเป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวแห่งอาเซียน ฝั่ง SCG เลือกลดคาร์บอนจากหัวใจธุรกิจอย่างปูนซีเมนต์ โดยพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำจนวันนี้รุ่นเจเนอเรชันหนึ่งและสองครองสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 ของยอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศ การบินไทยต้องจัดการคาร์บอนในฐานะต้นทุนการบิน ทั้งจากราคาพลังงาน กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ และข้อกำหนดด้านการปล่อยในเส้นทางบิน การปรับฝูงบินและเชื้อเพลิงจึงกลายเป็นกลยุทธ์เศรษฐกิจไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์สีเขียว
ผลสะเทือนต่อประชาชน นักลงทุน และข้อสรุปสำหรับยุทธศาสตร์ใหม่
สำหรับประชาชนและธุรกิจขนาดเล็ก ภาษีคาร์บอนและ Net Zero 2050 ไทยอาจดูไกลตัว แต่ผลจริงคือรูปแบบพลังงานสะอาด ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีใหม่จะเข้ามาใกล้ขึ้นเมื่อกองทุนภูมิอากาศปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและเงินอุดหนุน เพื่อให้บริษัทและเอสเอ็มอีลงทุนในเทคโนโลยีที่ยังไม่คุ้มทุนเองได้ รวมถึงช่วยชุมชนปรับตัวต่อภัยน้ำท่วม ภัยแล้ง และความร้อนจัด สำหรับนักลงทุน การไม่มีกลยุทธ์ Net Zero เท่ากับยอมรับความเสี่ยงลดจีดีพีระดับร้อยละ 5 ถึง 14 และความเสี่ยงเสียความสามารถแข่งขันส่งออก โจทย์จึงไม่ใช่ว่าจะลดคาร์บอนหรือไม่ แต่คือจะออกแบบการลงทุนเปลี่ยนผ่านอย่างไร ใครจ่าย และจะใช้เครื่องมืออย่างภาษีคาร์บอน ETS และคาร์บอนเครดิตสร้างโอกาสได้แค่ไหน บทสรุปคือ ความยั่งยืนอุตสาหกรรมในยุค Net Zero 2050 คือยุทธศาสตร์ธุรกิจหลัก ไม่ใช่ฝ่ายซีเอสอาร์ปลายแถวอีกต่อไป






