ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

AI อยู่ทุกมุมที่ทำงาน แต่คนทำงานยังใช้ไม่คุ้ม

AI อยู่ทุกมุมที่ทำงาน แต่คนทำงานยังใช้ไม่คุ้ม
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

AI ในที่ทำงานคืออะไร และทำไมการใช้ไม่เป็นจึงเริ่มอันตราย

AI ในที่ทำงานคือการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะเครื่องมือสร้างข้อความและวิเคราะห์ข้อมูล มาใช้ช่วยทำงานประจำวัน ตั้งแต่สรุปเอกสาร ร่างข้อความ ไปจนถึงช่วยคิดวางแผนและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เป้าหมายคือให้คนทำงานใช้เวลาไปกับงานคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น แต่ผลจริงที่เกิดขึ้นขึ้นอยู่กับว่าคนงานเข้าใจขีดความสามารถ ข้อจำกัด ต้นทุน และวิธีออกแบบงานให้ AI รับช่วงต่อได้ดีแค่ไหน วันนี้ภาพใหญ่มันย้อนแย้ง การใช้ AI ในที่ทำงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 64% ของคนงานทั่วโลกระบุว่าใช้ AI ในงานอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และการใช้ AI สร้างเนื้อหาทุกวันก็เพิ่มจาก 14% เป็น 22% แต่คำถามไม่ใช่ว่าใช้หรือไม่ใช้อีกต่อไป คำถามคือใช้เป็นหรือเปล่า ถ้าใช้แบบไม่เข้าใจ หลายคนกำลังจ่ายด้วยเวลา โอกาส และความมั่นคงในอาชีพของตัวเอง

AI อยู่ทุกมุมที่ทำงาน แต่คนทำงานยังใช้ไม่คุ้ม

ผลสำรวจ 50,000 คนที่บอกว่าแรงงานเริ่มถูกแบ่งชั้นด้วย AI

ผลสำรวจคนทำงานเกือบ 50,000 คนใน 48 ประเทศและ 29 อุตสาหกรรม ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2026 ชี้ชัดว่า AI กำลังทำให้แรงงานแยกออกเป็นสี่กลุ่มชัดเจน ในทางปฏิบัติ แรงงานถูกดึงออกเป็นสองความเร็วหลัก คือกลุ่มที่วิ่งนำ และกลุ่มที่ถูกทิ้งไว้ในห้องเครื่องขององค์กร กลุ่ม front-runners มีเพียง 14% แต่เป็นคนที่มีทักษะที่ตลาดต้องการสูงและได้ประโยชน์เต็มที่จาก AI ใช้เครื่องมือสร้างเนื้อหาเป็นประจำและเข้าถึงการเรียนรู้พัฒนาได้มากกว่า 80% ของคนกลุ่มนี้บอกว่ามีทรัพยากรฝึกอบรมให้ใช้ ขณะที่กลุ่ม engine room ซึ่งเป็นแรงงานหลักของงานส่งมอบประจำวันคิดเป็น 56% ใช้ AI สร้างเนื้อหาทุกวันเพียงส่วนน้อย และไม่ถึง 40% ที่บอกว่ามีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้พัฒนา ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่ใช้เครื่องมือคนละแบบ แต่สะท้อนไปถึงความมั่นคงงาน ความมั่นใจขอเลื่อนตำแหน่ง ความไว้ใจผู้บริหาร และโอกาสพัฒนาทักษะ ซึ่งทั้งหมดต่ำกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจนในกลุ่ม engine room นี่คือภาพแรงงานสองความเร็วที่กำลังขยายช่องว่างทุกวัน

ช่องว่างทักษะ AI: ใช้ทุกวัน แต่ใช้ผิดงาน ผิดรุ่น ผิดต้นทุน

ในอีกด้านหนึ่งของโลกการทำงาน คนจำนวนมากใช้ AI อยู่แล้วในงานจริง แต่ปัญหาหนักกลับอยู่ที่ใช้ผิดชั้น ผิดประเภทของงาน ข้อสังเกตสำคัญคือการเลือกโมเดล AI ควรแบ่งเป็นสามชั้นของงาน ไม่ใช่เลือกจากชื่อที่ดังในข่าวเท่านั้น งานประจำวันอย่างสรุปข้อความ ร่างอีเมล จัดประเด็น ตอบลูกค้าที่เน้นความเร็วและต้นทุนต่อรอบ รุ่นเล็กถึงกลางก็มักเพียงพอ งานวิเคราะห์ยาก วางแผน หรือเขียนโค้ดซับซ้อนควรใช้รุ่นใหญ่ที่คิดงานนานขึ้น ส่วนงานที่ข้อมูลไม่ควรออกจากเครื่อง เช่น งานโรงพยาบาล สำนักกฎหมาย หรือไฟแนนซ์ เป็นอีกชั้นที่ต้องคุยเรื่องนโยบายข้อมูลก่อนเลือกโมเดล เมื่อไม่แยกชั้นชัด คนทำงานมักเอารุ่นใหญ่แพงไปยิงงานเล็กซ้ำทั้งวัน ทำให้ต้นทุนพุ่งโดยไม่จำเป็น หรือกลับกัน เอารุ่นถูกไปใช้กับงานที่ต้องแม่นยำ แล้วต้องเสียเวลาแก้ทั้งสัปดาห์ ผลคือดูเหมือนใช้ AI หนักมาก แต่ผลผลิตและคุณภาพงานไม่ได้ดีขึ้นตามต้นทุนที่จ่ายไปเลย

AI อยู่ทุกมุมที่ทำงาน แต่คนทำงานยังใช้ไม่คุ้ม

องค์กรเข้าใจว่า “ซื้อเครื่องมือแล้วจบ” แต่ความจริงเพิ่งเริ่มต้น

จากมุมบริษัท หลายแห่งทุ่มงบซื้อเครื่องมือ AI ติดตั้งแชตบอตภายใน ปรับเวิร์กโฟลว์เล็กน้อย แล้วนับว่าตัวเอง “ทำ AI ทรานส์ฟอร์ม” เสร็จ แต่ผลสำรวจเตือนตรงกันว่าซื้อเครื่องมือไม่เท่ากับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานทั้งองค์กร ถ้าไม่จัดการเรื่องคนและทักษะ แรงงานส่วนใหญ่จะยังติดอยู่ในห้องเครื่องเป็นแรงขับราคาถูกในระบบเดิม องค์กรที่เริ่มเอาจริงบางแห่งเลือกเขียนหลักสูตรอบรมใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนกรอบทักษะหลักให้มีทั้งทักษะ AI 15 ด้านและทักษะมนุษย์ 15 ด้าน รวมเป็น 30 ทักษะสำคัญสำหรับอนาคตการทำงาน และจัดระบบเรียนรู้ให้คนทำงานได้ฝึกใช้งานจริงในงานแต่ละวัน สิ่งที่ยังขาดในหลายที่ไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่ แต่เป็นคู่มือปฏิบัติที่อธิบายเป็นขั้นตอนว่าต้องออกแบบงานอย่างไร ตั้งคำสั่งอย่างไร ใช้เอเจนต์อย่างไร ให้ไปถึงระดับใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ทดลองครั้งสองครั้งแล้วเลิก ถ้าผู้บริหารมองช่องว่างนี้เป็นเรื่องรอง ผลลัพธ์อาจหนักกว่าที่คิด เพราะมีคำเตือนชัดเจนว่าการปล่อยให้ส่วนใหญ่ของแรงงานไม่ทัน AI เสี่ยงทำให้คนกลุ่มใหญ่ “หมดความหมายในโลกการทำงาน” ไปทีละน้อย

แผนการปรับตัวต่อ AI สำหรับคนทำงาน: จากผู้โดยสาร ไปเป็น front-runner ของตัวเอง

คำถามสำคัญตอนนี้ไม่ใช่ว่า AI จะแย่งงานหรือไม่ แต่คือเราจะกลายเป็นกลุ่มไหนในแรงงานสี่ประเภทที่กำลังก่อตัวอยู่ สำหรับคนทำงานทั่วไป กลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมเริ่มได้จากสามด้าน หนึ่ง ฝึกอ่านข่าวและข้อมูล AI แบบแยกให้ออกว่าอะไรคือของใหม่ อะไรคือความเสี่ยง และอะไรคือเรื่องที่เกี่ยวกับงานตัวเองโดยตรง อย่าหลงกับชื่อรุ่นและคำโปรโมต แต่ดูจากงานจริงที่ต้องทำและภาษาที่ใช้ โดยเฉพาะภาษาไทยที่มีปัญหาเรื่องการหั่นโทเคนจากเอกสารยาวหรือไฟล์ PDF ซึ่งทำให้ต้นทุนบานได้ง่ายหากไม่ล้างข้อความก่อนใช้ สอง ติดเครื่องมือเล็ก ๆ ที่ช่วยคุมต้นทุนและคุณภาพ เช่น ตัวล้างข้อความภาษาไทย ตัวนับโทเคน ตัวเช็กหน้าต่างบริบท และตัวเทียบราคาให้เข้าใจว่าข้อความที่ส่งเข้าโมเดลกินทรัพยากรแค่ไหน สิ่งเหล่านี้คือทักษะ AI สำหรับพนักงานในเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่แค่รู้จักชื่อโมเดล สาม เรียนรู้แนวคิดการออกแบบงานให้ AI รับช่วงต่อ ทั้งในฐานะผู้ใช้ประจำวันและในฐานะคนที่กล้าตั้งคำถามกับองค์กรว่าทำไมต้องใช้ AI ใช้ไปเพื่อผลลัพธ์อะไร และมีแผนพัฒนาทักษะมนุษย์ควบคู่กันอย่างไร เมื่อคุณเลิกเป็นผู้โดยสาร และเริ่มออกแบบวิธีใช้ AI ของตัวเองได้ ความเป็นพร้อมของคนงานจะไม่ใช่สิ่งที่บริษัทกำหนดฝ่ายเดียว แต่เป็นการเลือกของคุณด้วย

AI อยู่ทุกมุมที่ทำงาน แต่คนทำงานยังใช้ไม่คุ้ม

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!