ญี่ปุ่น–เกาหลี: จากกระแสป๊อปสู่ยุทธศาสตร์ค้าปลีกเต็มรูปแบบ
ยุทธศาสตร์การขยายตัวของร้านบิวตี้ญี่ปุ่นเกาหลีและแบรนด์อาหาร–เครื่องดื่มจากสองวัฒนธรรมนี้ คือการใช้เสน่ห์วัฒนธรรมป๊อปมาผสมกับช่องว่างในตลาดสุขภาพ ความงาม และอาหาร เครื่องดื่ม เพื่อสร้างรูปแบบค้าปลีกใหม่ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในอาเซียน ทั้งในแง่รสนิยม การดูแลตัวเอง และประสบการณ์หน้าร้านที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลอย่างแนบแน่น.
แกนกลางคือการมองว่าความชอบ J-POP และ K-POP ไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นโครงสร้างการบริโภคใหม่ ตั้งแต่เมกอัป สกินแคร์ อาหาร ไปจนถึงน้ำสีไร้น้ำตาล แบรนด์ที่ขยายสาขาอาหารเอเชียจึงไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขายวิถีชีวิตที่ผู้บริโภครู้สึกเป็นส่วนหนึ่งได้ เมื่อเชื่อมกับตลาด Health & Beauty มูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาทที่เติบโตปีละ 8-9% การลงมาเล่นในสนามนี้จึงไม่ใช่สีสัน แต่คือการล่าขุมทรัพย์ทางธุรกิจโดยตรง.
ร้านบิวตี้ญี่ปุ่นเกาหลี: จากทดลองสู่เครื่องยนต์หลักของตลาดความงาม
ฝั่งบิวตี้ การเกิดขึ้นของร้านบิวตี้ญี่ปุ่นเกาหลีแบบมัลติแบรนด์อย่าง found & found คือการประกาศชัดว่าศึก Health & Beauty ระดับแสนล้านไม่มีใครยอมใครอีกแล้ว ตลาดนี้มีมูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาท และยังโตต่อเนื่องปีละ 8-9% ทำให้ผู้เล่นรายใหม่กล้าตั้งบริษัทลูกเพื่อโฟกัสธุรกิจนี้เต็มตัว.
found & found ใช้ธีม J&K Beauty แก้สองปมใหญ่ของผู้บริโภค คือราคาที่พอจ่ายได้และความมั่นใจว่าเป็นของแท้ ด้วยการนำเข้าสินค้าเองกว่า 500 SKU ลดชั้นคนกลางและบวกกำไรเพียง 10-15% ทำให้ราคาสู้กับการบินไปช้อปที่ญี่ปุ่นหรือเกาหลีได้. แบรนด์ยังลงทุนกับประสบการณ์หน้าร้านด้วย Smart BA ที่แนะนำสกินแคร์แบบเป็นกลาง 5 Step Routine แทนพนักงานเชียร์เฉพาะแบรนด์ตัวเอง ซึ่งสำคัญมากเมื่อกว่า 90% ของการซื้อยังเกิดหน้าร้าน. ปีนี้เป้าคือขยายให้ครบ 45 สาขาและผลักดันยอดขายสาขาให้มีกำไร ก่อนเดินเกมโต 100% และ 200% ในปีถัดไปเพื่อขึ้น Top 5 ของตลาด.

ตันซันซู: น้ำสีไร้น้ำตาลที่ใช้ K-Pop เป็นสะพานสู่ Gen Z
ฝั่งเครื่องดื่ม อิชิตันเลือกบุกตลาดน้ำสีไร้น้ำตาลด้วย “ตันซันซู” เครื่องดื่มโคเรียนโซดาในกลุ่ม Zero Sugar เจาะตรงกลุ่ม Gen Z ที่อิน K-Pop และวัฒนธรรมเกาหลีเต็มตัว. การอ่านเกมแบบนี้เฉียบ เพราะคนรุ่นนี้ไม่ใช่แค่แฟนเพลง แต่พร้อมซื้อสินค้าและประสบการณ์ที่เชื่อมกับไอดอลที่ชอบ.
ตลาดน้ำอัดลมมูลค่า 42,696 ล้านบาทในช่วงสามไตรมาสแรกมีการเติบโต 5.5% ขณะที่กลุ่ม 0% น้ำตาลโตแบบก้าวกระโดด โดยน้ำสี 0% โตสูงสุด 57.2% ตามข้อมูลของ Nielsen. “ตันซันซู” ถูกวางเป็นหัวหอกพอร์ต Non-Tea เพื่อขยับสัดส่วนรายได้กลุ่มนี้จาก 4% เป็น 12% และหลังเปิดขายช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา มียอดขายแล้วกว่า 200,000 ลัง. ที่น่าสนใจคือแบรนด์ตั้งใจใช้ “ตันซันซู” เป็นร่มสำหรับผลิตภัณฑ์เกาหลีเพิ่มในอนาคต ซึ่งหมายความว่าเกมต่อไปไม่ใช่แค่รสใหม่ แต่คือการสร้างจักรวาลเกาหลีในชั้นวางน้ำสีไร้น้ำตาล.

อาหารญี่ปุ่น–อีสาน: เมื่อรสมือบ้านๆ กลายเป็นอาวุธเชิงกลยุทธ์
ด้านอาหาร เราเห็นสองทิศทางที่น่าจับตา แบรนด์ที่แข็งแรงในอาหารญี่ปุ่นหันมาสร้างโอกาสใหม่ในกลุ่มอื่น เช่น ร้านอาหารอีสานแบรนด์ “หลาย” ที่เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 1 กันยายน ณ Nirvana Porch กรุงเทพกรีฑา. แนวคิดของ “หลาย” คือ Premium yet Accessible ใช้วัตถุดิบพรีเมียม แต่วางเมนูให้เป็น Comfort Food ที่กินได้ทุกวัน.
ราคาเริ่มต้นของส้มตำอยู่ที่ 89 บาท และอาหารจานเดียวเริ่มที่ 109 บาท เพื่อให้คนทำงาน ครอบครัว และนักท่องเที่ยวเข้าถึงได้. แบรนด์เน้นความแท้ของครัวอีสาน ตั้งแต่น้ำปลาร้าสูตรเฉพาะ มะละกอแขกดำคัดพิเศษ ไปจนถึงเนื้อวากิวจากหลายแหล่ง พร้อมกรรมวิธีอย่างเตาถ่านระบบปิดจากเยอรมนี และการหมัก–ตุ๋นนานหลายชั่วโมง. การขยายแบบนี้สะท้อนภาพว่า เมื่ออาหารญี่ปุ่นเริ่มเต็มตลาด ผู้เล่นเดิมจึงใช้ความเชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนและการบริหารร้าน มาต่อยอดในอาหารท้องถิ่นรสจัด เพื่อจับคนกินกลุ่มใหม่โดยไม่ทิ้งจุดแข็งเรื่องคุณภาพ.

CRG กลับมาเกมรุก: ญี่ปุ่น–เกาหลีคือแม่เหล็กดึงคนออกจากบ้าน
ในระดับเชนใหญ่ กลุ่มธุรกิจอาหารญี่ปุ่นของ CRG คืออีกตัวอย่างของการใช้แบรนด์ญี่ปุ่นเกาหลีขยายอาณาจักร หลังเงียบจากการซื้อแฟรนไชส์และ Exclusive Right แบรนด์อาหารญี่ปุ่นใหม่ๆ นานถึง 8 ปี ล่าสุดบริษัทหันกลับมารุกซื้อแบรนด์เพิ่มอีก 4 แบรนด์ แบ่งเป็นญี่ปุ่น 3 และเกาหลี 1 เพื่อตอบโจทย์โอกาสใหม่ในตลาด. เหตุผลสำคัญคือผู้บริโภคกลับมากินข้าวนอกบ้านหลังโควิด และนิยมรูปแบบแชร์จานอย่างปิ้งย่าง–ฮอตพอตมากขึ้น.
แบรนด์แรกที่เข้ามาเสริมทัพคือ Ramen Kagetsu Arashi ราเมนอันดับสามในญี่ปุ่นที่มีมากกว่า 200 สาขาในประเทศต้นทาง โดยสาขาแรกในไทยเปิดวันที่ 22 ธันวาคม เพื่อลองตลาดก่อนขยายต่อ. การเดินหมากนี้บอกชัดว่าศูนย์การค้ากำลังใช้ร้านอาหารเป็นแม่เหล็กดึงทราฟฟิก และอาหารญี่ปุ่น–เกาหลียังเป็นหมวดที่ผู้บริโภคพร้อมจ่ายมากกว่าร้านทั่วไป เมื่อบวกกับกระแสซีรีส์และไอดอล การไปกินราเมนหรือบาร์บีคิวจึงไม่ใช่แค่เรื่องอิ่ม แต่คือการใช้ชีวิตในโลกที่เคยเห็นบนหน้าจอ.







