ทหารเรือ 5,000 นายกับบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจท่องเที่ยวพัทยา
การท่องเที่ยวของกำลังพลสหรัฐฯ หมายถึงการที่ทหารจากกองทัพเรือเดินทางขึ้นฝั่งเพื่อพักผ่อนระยะสั้นในเมืองท่องเที่ยวชายฝั่ง โดยมีการใช้จ่ายด้านโรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์การค้า และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้ธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในช่วงที่นักท่องเที่ยวทั่วไปลดลงหรือช่วงโลว์ซีซัน ซึ่งช่วยประคองเศรษฐกิจท่องเที่ยวไม่ให้เงียบเหงาเกินไป
กรณีล่าสุด กำลังพลกองทัพเรือสหรัฐฯ ประมาณ 5,000 นายจากเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ขึ้นฝั่งพักผ่อนในพื้นที่ท่องเที่ยวพัทยาและจังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 2–6 กันยายน 2569 การปรากฏตัวที่กินเวลาไม่กี่วันนี้ กลับมีผลทางเศรษฐกิจเกินกว่าที่หลายคนคาด โดยเฉพาะเมื่อเมืองกำลังอยู่ในช่วงโลว์ซีซันที่ลูกค้าหลักหายไปตามฤดูกาล นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี มองว่าการมาเยือนรอบนี้ช่วยสร้างความคึกคักให้เมืองอย่างชัดเจน และนี่คือสัญญาณว่า ท่องเที่ยวพัทยากำลังเรียนรู้จะใช้ทหารเป็นฐานลูกค้าสำรองในฤดูเงียบ

เงินสะพัด 50–100 ล้าน ทำไมโลว์ซีซันไม่ควรถูกมองว่าเป็นฤดูขาดทุน
จุดที่น่าสนใจที่สุดของการขึ้นฝั่งครั้งนี้คือขนาดของเม็ดเงิน นายธเนศประเมินว่า หากกำลังพลประมาณ 5,000 นายใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 10,000–20,000 บาท ตลอดช่วงที่อยู่ในพื้นที่ จะคิดเป็นเงินหมุนเวียนราว 50–100 ล้านบาท นี่คือประโยคที่ควรถูกจดไว้เป็นข้อเท็จจริงในวงการท่องเที่ยวว่า “กำลังพล 5,000 นายสามารถสร้างเงินสะพัด 50–100 ล้านบาทในช่วงโลว์ซีซันได้”
เมื่อคำนวณคร่าวๆ ค่าใช้จ่ายต่อหัวระดับนี้ไม่ใช่ตัวเลขฟุ่มเฟือย แต่เป็นการจับจ่ายปกติของนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้มั่นคงที่ใช้บริการครบทั้งร้านอาหาร ศูนย์การค้า ร้านค้าต่างๆ และแหล่งท่องเที่ยว สำหรับผู้ประกอบการ ที่เคยชินกับการรอไฮซีซันตั้งแต่พฤศจิกายนถึงประมาณมีนาคม–เมษายน การมีกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อชัดเจนในช่วงหลังสงกรานต์ถึงตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซัน จึงเปลี่ยนสมการบริหารรายได้จาก “รอฤดูดี” เป็น “สร้างรายได้ใหม่ในฤดูเงียบ”

จากผับบาร์สู่สวนนงนุช: พฤติกรรมทหารรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนภาพเมือง
หากเมื่อหลายปีก่อน ภาพจำของทหารต่างชาติในพัทยาอาจผูกติดกับสถานบันเทิงยามค่ำคืน แต่ครั้งนี้เรื่องราวกลับต่างออกไป นายธเนศเล่าว่า กำลังพลจำนวนมากไม่ได้เน้นเที่ยวผับบาร์หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหมือนอดีต แต่กระจายตัวไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ รับประทานอาหาร และจับจ่ายซื้อสินค้า ส่งผลให้ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และแหล่งท่องเที่ยวได้รับประโยชน์มากขึ้น
สิ่งที่ยิ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์ท่องเที่ยวพัทยาให้กว้างขึ้น คือการที่กำลังพลสหรัฐฯ เดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรม ไปสวนนงนุชพัทยา รับประทานอาหารท้องถิ่น และเลือกซื้อสินค้าตามศูนย์การค้า คำกล่าวของนายธเนศที่ว่า “พัทยาไม่ได้พึ่งพาการท่องเที่ยวกลางคืนเพียงอย่างเดียว วันนี้เรามีทั้งห้าง ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรม” กลายเป็นเหมือนแถลงการณ์ไม่เป็นทางการว่า เมืองนี้ตั้งใจ reposition ตัวเองให้พ้นกรอบเมืองกลางคืนสู่เมืองท่องเที่ยวหลากมิติ

โลว์ซีซันที่ไม่โลว์อีกต่อไป และบทเรียนสำหรับเมืองชายฝั่งอื่น
โดยธรรมชาติของตลาดท่องเที่ยวเดือนพฤศจิกายนถึงประมาณมีนาคม–เมษายนคือช่วงไฮซีซัน ส่วนหลังสงกรานต์จนถึงตุลาคมคือช่วงโลว์ซีซันที่นักท่องเที่ยวลดลงตามฤดูกาล ยิ่งเมื่อเจอกดดันจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ ราคาน้ำมัน และต้นทุนการเดินทางทางอากาศที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากปลายทางคู่แข่งในภูมิภาคที่มีค่าครองชีพและที่พักต่ำกว่า ท่องเที่ยวพัทยาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องหาฐานลูกค้าใหม่
กำลังพลสหรัฐฯ 5,000 นายที่ใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 10,000–20,000 บาท จนเกิดเงินหมุนเวียน 50–100 ล้านบาทในช่วงเวลาไม่กี่วัน แสดงชัดว่าการดึงกลุ่มทหารเรือขึ้นฝั่งพักผ่อนคือ “เครื่องกันกระแทก” รายได้โลว์ซีซันที่จับต้องได้ เมืองชายฝั่งอื่นที่มีศักยภาพรองรับเรือรบหรือเรือสำราญควรมองกรณีท่องเที่ยวพัทยาเป็นบทเรียนว่า การจัดการภาพลักษณ์เมืองให้หลากหลาย การเตรียมร้านอาหาร แหล่งช้อปปิง และแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมที่พร้อมต้อนรับลูกค้ากลุ่มนี้ อาจเป็นคำตอบของคำถามว่า จะทำให้โลว์ซีซันไม่ใช่ฤดูขาดทุนได้อย่างไร







