โรงแรมไทยขยายตัวคืออะไร และทำไมเกมรุกครั้งนี้สำคัญ
โรงแรมไทยขยายตัว คือแนวโน้มที่ผู้ประกอบการโรงแรมรายใหญ่เพิ่มจำนวนสาขาและแตกแบรนด์ทั้งในเมืองท่องเที่ยวและหัวเมืองใหม่ เลือกลงทุนในทำเลทราฟฟิกสูงอย่างริมแม่น้ำ สนามบิน และศูนย์การค้า พร้อมออกแบบคอนเซ็ปต์ทั้งหรูระดับบนและบัดเจ็ทให้เข้าถึงได้ เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวและกลุ่มจัดประชุมอย่างเข้มข้น แนวโน้มนี้สะท้อนว่าธุรกิจโรงแรมไม่แข่งกันแค่ราคา แต่แข่งกันด้วยประสบการณ์และความสะดวกครบวงจรในแต่ละโลเกชัน คลื่นการขยายตัวรอบใหม่ของโรงแรมไทยจึงไม่ใช่การเปิดตึกเพิ่มแบบไร้ทิศทาง แต่คือการอ่านเกมดีมานด์ใหม่อย่างงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ การเดินทางผ่านสนามบิน และการเติบโตของเมืองเศรษฐกิจชายฝั่ง ทำให้แบรนด์ใหญ่ต้องจัดพอร์ตทั้งหรูและกลางถึงประหยัดให้ครบ เพื่อไม่ปล่อยให้ช่องว่างราคาและมาตรฐานกลายเป็นโอกาสของคู่แข่ง

LHMH ลงทุนหนักเยาวราชและพัทยา ปั้น Destination Hotel และแบรนด์วอยาจ
จุดที่เห็นชัดที่สุดว่าธุรกิจโรงแรมไทยขยายตัวเชิงรุก คือการเดินเกมของ LHMH ที่ทุ่มกว่า 3,600 ล้านบาทพัฒนาโครงการแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์ กรุงเทพฯ บนที่ดินเช่าระยะยาวเกือบ 4 ไร่ มีห้องพัก 351 ห้องและพื้นที่ใช้สอยกว่า 40,000 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่เชิงพาณิชย์และร้านอาหารระดับมิชลินไกด์ราว 20 ร้าน การเลือกเยาวราชจึงไม่ได้มองแค่ห้องพัก แต่ตั้งใจสร้างแลนด์มาร์กใหม่ให้ย่านมีชีวิตยามค่ำคืนยิ่งขึ้น อีกด้าน LHMH ลงทุนกว่า 4,300 ล้านบาทเปิดแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา โรงแรม 494 ห้องในกลุ่ม Limited Collection ที่ถูกวางตำแหน่งเป็น Integrated Destination Hotel รวมโรงแรม สวนน้ำ ความบันเทิง ร้านอาหาร และพื้นที่ประชุมและอีเวนต์ไว้ในที่เดียว คำกล่าวของผู้บริหารที่ว่าโครงการนี้ต้องการยกระดับพัทยาเป็น World-Class Family และ MICE Destination จึงเป็นสัญญาณชัดว่า LHMH แบรนด์วอยาจไม่ได้แข่งแค่กับคู่แข่งไทย แต่เล็งไปถึงเวทีเชนโรงแรมระดับโลก

อีเวนต์ใหญ่และเจ้าพระยา ทำเลร้อนแรงหนุนราคาและดีมานด์
สิ่งที่ขับเคลื่อนให้โรงแรมไทยขยายตัวเร็วขึ้นคือดีมานด์จากอีเวนต์และทำเลแม่น้ำที่มีศักยภาพ LHMH ชี้ว่าช่วงจัด Tomorrowland ในพัทยา ราคาห้องพักโดยรวมของโรงแรมในเมืองปรับเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า สะท้อนดีมานด์จากนักเดินทางที่เข้าร่วมงานอย่างชัดเจน เมื่อราคาและอัตราเข้าพักดีดขึ้นเพราะงานเดียว ผู้ประกอบการย่อมกล้าเปิดโครงการใหม่และดีไซน์โครงสร้างราคาเชิงรุกมากขึ้น พร้อมกันนั้น ผู้บริหาร LHMH ยังระบุว่ากำลังมองทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหมุดหมายใหม่ เพื่อสร้าง Destination ที่ต่างจากพอร์ตเดิมย่านสุขุมวิท ราชประสงค์ สีลม สาทรและพัทยา ทิศทางนี้สะท้อนมุมมองว่าแม่น้ำไม่ใช่แค่ฉากหลังสวยงาม แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมและท่องเที่ยวที่สามารถแปลงเป็นรายได้ระยะยาว ผ่านโครงการที่ออกแบบประสบการณ์ตั้งแต่สถาปัตยกรรมไปจนถึงกิจกรรมบนพื้นที่ริมน้ำ

GO Hotel ขยายสาขา บุกสนามบินและหัวเมืองด้วยบัดเจ็ทคุณภาพ
ในขณะที่ LHMH รุกตลาดบนและ Destination Hotel ฝั่งเซกเมนต์คุณภาพราคาจับต้องได้ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน GO! Hotel ในเครือผู้พัฒนาเซ็นทรัลและโรบินสันเดินเกมชัดเจนด้วยการเปิด GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต โรงแรมแฟล็กชิพสาขาที่ 5 ขนาด 179 ห้อง ใช้งบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ตั้งอยู่ใกล้โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ลาดกระบังและสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับดีมานด์นักเดินทางราว 78,000 ราย โรงแรมนี้ถูกออกแบบให้เป็นตัวอย่างใหม่ของแบรนด์ทั้งในด้านขนาดและมาตรฐานบริการ GO! Hotel ขยายสาขาจากฐานเดิมในพื้นที่ EEC อย่างชลบุรีและระยองที่มีดีมานด์ชัดเจน และตั้งเป้าเปิดเพิ่มปีละ 5 สาขาเพื่อกระจายให้ครอบคลุม 77 จังหวัด หากโอกาสโลเคชันเอื้อ แผนใกล้ที่สุดคือสาขาขอนแก่นใกล้ศูนย์การค้า ตามด้วยนครสวรรค์ เชียงราย อยุธยา และเชียงใหม่ แนวคิด “สุข สะดวก สบาย สุดคุ้ม” ด้วยราคาเริ่มต้นราว 1,000 บาทต่อคืนทำให้แบรนด์นี้ตั้งใจยึดตำแหน่งกลางระหว่างโรงแรมราคาสูงรอบสนามบินและที่พักโลคอลที่มาตรฐานยังไม่สม่ำเสมอ

เมื่อหรู บัดเจ็ท และกลางทางมาเจอกัน ผู้บริโภคได้อะไรต่อจากนี้
เมื่อโรงแรมไทยขยายตัวแบบครบทุกระดับราคา ตั้งแต่แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ที่เดินหน้าโครงการหรูทั้งเยาวราชและ LHMH แบรนด์วอยาจในพัทยา ไปจนถึง GO! Hotel ที่รุกตลาดคุณภาพราคาจับต้องได้ ผู้บริโภคคือคนที่เห็นผลลัพธ์ชัดที่สุด ด้านบนสุด ลูกค้าที่มองหาประสบการณ์ครบวงจรจะมีทางเลือกของ Integrated Destination Hotel ที่รวมสวนน้ำ ความบันเทิง เวลเนส และพื้นที่ประชุมไว้ในที่เดียว พร้อมการบริการแบบไทยมาตรฐานสากล ส่วนกลุ่มที่ต้องการห้องพักสะอาดมาตรฐานดี ใกล้สนามบินหรือศูนย์การค้า ก็มีตัวเลือกอย่าง GO! Hotel ที่จัดวางตัวเองระหว่างหรูแพงและโลคอลราคาถูก อย่างไรก็ดี การแข่งขันเข้มข้นทั้งตลาดบน กลาง และบัดเจ็ท ย่อมบีบให้ผู้ประกอบการต้องจริงจังกับคุณภาพและบริการมากขึ้น โรงแรมที่มองแต่การตัดราคาโดยไม่ลงทุนในประสบการณ์จะถูกกลืนหายไปจากสมรภูมิใหม่ ผู้บริโภคจึงควรใช้โอกาสนี้เปรียบเทียบทั้งราคา ทำเล และประสบการณ์ที่แต่ละแบรนด์สัญญาว่าจะมอบให้ ก่อนตัดสินใจจอง เพราะในยุคที่ทุกกลุ่มพร้อมรุกและปรับพอร์ต ความได้เปรียบอยู่ที่การเลือกอย่างมีข้อมูลมากกว่าการยึดติดกับแบรนด์เดิม







