หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย: กรอบใหม่ที่กล้าตั้งเป้าโต 3 เท่า
หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทยกับนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย คือกรอบความร่วมมือระยะยาวที่มุ่งยกระดับความสัมพันธ์ด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า นวัตกรรม และความเชื่อมโยงของประชาชน โดยเฉพาะการตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าให้เติบโตถึงสามเท่าภายในปี 2588 ผ่านการประสานงานของภาครัฐและภาคธุรกิจในหลายมิติที่เชื่อมถึงกันอย่างเป็นระบบ.
หัวใจของการตัดสินใจครั้งนี้คือการเมืองเชิงรุกของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้ความตกลงการค้าเสรีเดิมกลายเป็นเอกสารบนชั้นวาง แต่กลายเป็นแผนปฏิบัติการจริง คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนิวซีแลนด์ เพื่อกำหนดทิศทางและยกระดับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมมากขึ้นครอบคลุมทั้งการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม ตลอดจนความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี. การตั้งเป้าการค้าทวิภาคีโต 3 เท่าภายในปี 2588 จึงไม่ใช่คำประกาศสวยหรู แต่เป็นตัวชี้ว่ารัฐบาลตั้งใจใช้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทยเป็นคันโยกสำคัญในการเร่งการค้านิวซีแลนด์และเพิ่มความร่วมมือออสเตรเลียให้เห็นผลจับต้องได้.
การค้านิวซีแลนด์: เป้า 3 เท่ากับโจทย์เข้มของสตาร์ทอัพและ SMEs
การตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีไทย–นิวซีแลนด์ให้เป็น 3 เท่าภายในปี 2588 หรือ ค.ศ. 2045 คือโจทย์ใหญ่ที่บังคับให้รัฐและเอกชนต้องคิดใหม่ทั้งห่วงโซ่การค้า เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไม่เพียงพูดถึงสินค้าเกษตรหรือการค้าสินค้าเดิม แต่เน้นการอำนวยความสะดวกทางการค้า ความร่วมมือด้านเกษตร การฝึกอบรม และการสนับสนุนสตาร์ทอัพและ SMEs. หากไทยไม่ผลักดันกลไกบริการดิจิทัล โลจิสติกส์ และมาตรฐานร่วม เป้า 3 เท่าจะกลายเป็นภาระมากกว่าความหวัง.
สิ่งที่น่าสนใจคือปฏิญญานี้ต่อยอดจากแผนปฏิบัติการร่วม ค.ศ. 2026–2030 ที่ลงนามเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568. นั่นหมายความว่าโครงสร้างความร่วมมือถูกวางไว้แล้ว การขยับครั้งนี้จึงเป็นการเพิ่มแรงขับ ไม่ใช่เริ่มใหม่จากศูนย์ ในทางปฏิบัติ ข้อตกลงภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และกรอบ APEC, WTO, RCEP รวมถึงความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ จะถูกคาดหวังให้ทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะในมิติที่สตาร์ทอัพและ SMEs ไทยยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่.
ความร่วมมือออสเตรเลีย: จากความมั่นคงถึงเศรษฐกิจพหุภาคี
ในขณะที่หลายคนโฟกัสการค้านิวซีแลนด์ การเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย ค.ศ. 2026–2029 ก็มีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์ไม่แพ้กัน. แผนฉบับใหม่สานต่อจากแผน ค.ศ. 2022–2025 และครอบคลุม 5 ด้านหลัก ทั้งการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจและการค้า ความร่วมมือรายสาขา ความเชื่อมโยงของประชาชน และความร่วมมือระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค. จุดยืนนี้สะท้อนว่ารัฐบาลต้องการให้ความร่วมมือออสเตรเลียเป็นฐานให้ไทยยืนในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกอย่างมั่นคง.
“แผนปฏิบัติการร่วมฉบับใหม่นี้ เป็นการสานต่อความร่วมมือ ภายหลังแผนฉบับ ค.ศ. 2022–2025 สิ้นสุดลง” เป็นประโยคที่บอกชัดว่าภาครัฐไม่ต้องการให้เกิดช่องว่างทางยุทธศาสตร์. นอกจากนี้ การเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมด้านอาชญากรรมข้ามชาติ และการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ยืนยันว่าการพูดถึงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทยไม่ได้จำกัดแค่การค้า แต่ครอบคลุมความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น การหลอกลวงออนไลน์ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่หากจัดการไม่ได้ ก็พร้อมจะย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะยาว.
เที่ยวบินตรง การศึกษา และการบินของผู้นำ
หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่แสดงว่ารัฐบาลมองหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทยอย่างเป็นระบบ คือการเน้นความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน โดยเฉพาะการสนับสนุนการกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง นักเรียน นักท่องเที่ยว และนักธุรกิจ. หากไม่มีเที่ยวบินตรง เครือข่ายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การศึกษา และการท่องเที่ยวจะเสียโอกาสเชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหล เป้าการค้า 3 เท่าก็จะไกลเกินเอื้อม.
น่าสังเกตว่าการลงนามทั้งหมดผูกเข้ากับการเดินทางของนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจน แผนปฏิบัติการร่วมกับออสเตรเลียและแถลงการณ์ร่วม 2 ฉบับ จะเป็นผลลัพธ์สำคัญจากการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17–20 สิงหาคม 2569. ส่วนปฏิญญาร่วมหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–นิวซีแลนด์มีกำหนดลงนามระหว่างการเยือนนิวซีแลนด์วันที่ 20–21 สิงหาคม 2569. การที่ผู้นำบินไปลงนามด้วยตนเองในช่วงเวลาต่อเนื่องกันแบบนี้ สื่อชัดว่ารัฐบาลต้องการส่งสัญญาณว่าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทยไม่ใช่เอกสารเชิงพิธี แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจที่รัฐยอมลงทุนลงแรง.
บทสรุป: เป้าโต 3 เท่าต้องตามด้วยการบ้านภายในประเทศ
เมื่อหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทยกับนิวซีแลนด์และออสเตรเลียถูกกำหนดเป้าให้การค้าโต 3 เท่าภายในปี 2588 พร้อมกรอบความร่วมมือครอบคลุมทั้งการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และประชาชน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเป้านี้สูงเกินไปหรือไม่ แต่คือไทยจะจัดการการบ้านภายในประเทศอย่างไรให้พร้อมรับโอกาสใหม่ ทั้งการยกระดับมาตรฐานสินค้า การผลักดันสตาร์ทอัพและ SMEs ให้ใช้ข้อตกลงการค้าเสรี และการผลักดันสายการบินให้พร้อมกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงในเวลาที่เหมาะสม.
ในเชิงยุทธศาสตร์ การเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและการลงนามที่กำลังจะเกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่ารัฐต้องการยืนอยู่ในห่วงโซ่เศรษฐกิจและความมั่นคงของอินโด–แปซิฟิกอย่างมีน้ำหนัก พร้อมใช้ความร่วมมือออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นสะพานไปสู่กรอบพหุภาคี เช่น APEC, WTO, RCEP และกระบวนการเข้าสู่ OECD. แต่หากไม่มีการขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติจากหน่วยงานภายใน การโฟกัสต่อเนื่องจากภาคเอกชน และแรงสนับสนุนจากสังคม เป้าหมายเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นเพียงตัวเลขในปฏิญญา มากกว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง.






