การย้ายฐานผลิตของ Pandora คืออะไร และสำคัญอย่างไรต่ออุตสาหกรรมเครื่องประดับ
การที่ผู้ผลิตเครื่องประดับรายใหญ่ระดับโลกตัดสินใจเปิดโรงงานเครื่องประดับในฐานการผลิตใหม่ ถือเป็นการปรับโครงสร้างเครือข่ายการผลิตเพื่อกระจายความเสี่ยง เพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน ภาษี และวัตถุดิบ พร้อมทั้งสร้างสมดุลระหว่างตลาดหลักที่ชะลอตัวกับภูมิภาคที่ยังเติบโต และเป็นสัญญาณให้ผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรมเครื่องประดับต้องเร่งประเมินจุดแข็งจุดอ่อนของตนในห่วงโซ่อุปทานโลก
หัวใจของข่าวนี้คือการที่ Pandora ผู้ผลิตเครื่องประดับรายใหญ่จากยุโรป เปิดโรงงานเครื่องประดับแห่งใหม่ในเวียดนาม ซึ่งเป็นโรงงานแห่งแรกนอกฐานเดิมที่ใช้มานานหลายทศวรรษ การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่คือการส่งสัญญาณชัดว่า ยุคที่โรงงานกระจุกตัวในประเทศเดียวกำลังจะจบลง โรงงานใหม่ใกล้นครโฮจิมินห์ถูกออกแบบให้เป็นฐานส่งออกเต็มรูปแบบ ใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด และมีพื้นที่ขนาดเทียบเท่าสนามฟุตบอล 10 แห่ง เมื่อเดินเครื่องเต็มที่ โรงงานจะผลิตได้ 60 ล้านชิ้นต่อปี เพิ่มกำลังการผลิตรวมของ Pandora ประมาณร้อยละ 50 ภายในปี 2573 นี่ไม่ใช่การขยับเล็กน้อย แต่คือการย้ายจุดถ่วงของทั้งเครือข่ายการผลิต คำถามสำคัญสำหรับผู้อ่านคือ การผลิตเวียดนามที่กำลังเติบโตเช่นนี้ จะเปลี่ยนสมการการแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องประดับทั่วภูมิภาคอย่างไร และไทยควรวางหมากแบบไหนไม่ให้เสียตำแหน่งฐานหลักในระยะยาว

ทำไมต้องเวียดนาม: จากต้นทุน วัตถุดิบ ถึงแรงกดดันภาษีและเงินเฟ้อผู้บริโภค
การเลือกเวียดนามไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Pandora พิจารณาประเทศที่มีศักยภาพถึง 27 ประเทศ ทั้งในอเมริกาและภูมิภาคอื่น ก่อนตัดสินใจลงเอยที่การผลิตเวียดนาม โดยให้เหตุผลเรื่องเสถียรภาพเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และความพร้อมของแรงงานฝีมือที่มีพื้นฐานด้านงานเครื่องประดับคล้ายฐานเดิม ความจริงก็คือ เวียดนามกำลังเสนอชุดเงื่อนไขที่คู่แข่งในภูมิภาคมองข้ามไม่ได้อีกต่อไป ในอีกด้าน Pandora กำลังเผชิญแรงกดดันต้นทุนอย่างหนักจากสองทิศพร้อมกัน ด้านหนึ่ง ราคาวัตถุดิบอย่างโลหะเงินพุ่งขึ้นมากกว่าเท่าตัวในปี 2025 ทำให้บริษัทต้องตั้งเป้าลดการใช้เงินลงครึ่งหนึ่งแล้วหันไปเน้นเครื่องประดับชุบแพลทินัมภายในปี 2027 อีกด้าน ภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อสินค้าจากฐานเดิมเคยทำให้กำไรลดลงราว 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ และยังมีภาษีนำเข้าในอัตรา 12.5 เปอร์เซ็นต์ที่ต้องรับมือ การกระจายฐานผลิตจึงไม่ใช่ทางเลือกหรูหรา แต่กลายเป็นเครื่องมือเอาตัวรอดในเกมที่ต้นทุน วัตถุดิบ และการเมืองการค้ากำลังบีบผู้ผลิตเครื่องประดับให้คิดใหม่ทำใหม่ทั้งห่วงโซ่
เมื่อการขยายการผลิตคือยุทธศาสตร์ ไม่ใช่การหนีฐานเดิม
หลายคนอาจตีความว่าการเปิดโรงงานเครื่องประดับในเวียดนามคือสัญญาณถอดฐานเดิมออกจากสมการ แต่ข้อเท็จจริงตามแผนของบริษัทคือการเพิ่ม ไม่ใช่ย้าย หนึ่งในคำกล่าวที่ชัดที่สุดคือ “การเพิ่มฐานการผลิตในเวียดนามถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเติบโตและเพิ่มความยืดหยุ่นของเครือข่ายการผลิตในระยะยาว” โรงงานใหม่นี้เริ่มจากพนักงานราว 700 คน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,000 คนภายในสิ้นปี 2569 จากนั้นเป็น 2,000 คนก่อนจะขยายจนถึงประมาณ 7,000 คนเมื่อเดินเครื่องเต็มที่ในราวปี 2573 พร้อมบทบาทสำคัญในการผลิตเครื่องประดับชุบแพลทินัมของบริษัทในอนาคต นั่นหมายความว่าการขยายการผลิตถูกผูกกับดีมานด์จริงและจะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดความเสี่ยงกำลังการผลิตส่วนเกิน ด้านฐานเดิมยังมีพนักงานโรงงานมากกว่า 13,000 คน ขณะที่มีพนักงานทั่วโลกประมาณ 39,000 คน การส่งหัวหน้าผู้ฝึกสอน 25 คนไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้โรงงานใหม่ในเวียดนามสะท้อนบทบาทฐานเดิมในฐานะแหล่งองค์ความรู้ด้านการผลิตเครื่องประดับ ไม่ใช่ฐานที่กำลังถูกทิ้ง มุมที่น่าคิดสำหรับผู้ประกอบการคือ ในระบบใหม่ ฐานที่มีความเชี่ยวชาญจะกลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี มาตรฐาน และการฝึกอบรม มากกว่าจะเป็นเพียงที่ตั้งโรงงานค่าแรงถูกเหมือนอดีต
ผู้บริโภคตึงตัว กำลังซื้อหด อุตสาหกรรมเครื่องประดับต้องปรับตัวอย่างไร
พื้นหลังสำคัญของการรีเซ็ตห่วงโซ่ครั้งนี้คือการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค แบรนด์ระบุชัดว่าผู้บริโภคจำนวนมากได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและเงินเฟ้อ ทำให้ความสนใจในสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง จำนวนลูกค้าที่เข้าร้านในสหรัฐหดตัวในช่วงเทศกาลปลายปี ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และภาวะเศรษฐกิจแบบ K-shaped ทำให้กลุ่มรายได้ต่ำซื้อแหวนและชาร์มลดลง ยอดขายของ Pandora จึงชะลอ การเติบโตครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 2 จากร้อยละ 7 ในช่วงเดียวกันปีก่อน กล่าวอีกแบบคือ ตลาดไม่ได้หายไป แต่เติบโตช้าลงและแบ่งขั้วมากขึ้น แบรนด์จึงต้องหาจุดสมดุลใหม่ระหว่างราคา คุณภาพ และภาพลักษณ์ความยั่งยืน เช่น การใช้เพชรจากห้องปฏิบัติการ และโลหะรีไซเคิลควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบแพงอย่างเงิน ในบริบทนี้ โรงงานที่ใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมดและสามารถขยายกำลังผลิตได้อย่างยืดหยุ่น คือคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้รองรับดีมานด์ที่ผันผวน แต่ยังตอบโจทย์ผู้บริโภคที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เวียดนามในฐานะคู่แข่งใหม่ และโจทย์ใหญ่ของผู้เล่นในภูมิภาค
การผลิตเวียดนามกำลังถูกดันขึ้นไปยืนเคียงฐานเดิมอย่างชัดเจน การลงทุนครั้งนี้อาจทำให้สัดส่วนการผลิตที่เคยกระจุกอยู่ในฐานเก่าลดลง และเพิ่มการแข่งขันโดยตรงในการเป็นฐานผลิตเครื่องประดับในภูมิภาค นักวิเคราะห์ภาครัฐบางแห่งมองว่านี่คือสัญญาณของแนวโน้มใหม่ที่บริษัทยักษ์จะกระจายฐานเพื่อลดการพึ่งพาประเทศเดียวและเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ข้อได้เปรียบของเวียดนามคือแรงงานจำนวนมากที่พร้อมพัฒนาให้ได้มาตรฐานงานฝีมือ และโอกาสในการเชื่อมต่อข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลฮานอยระบุว่าอยู่ในขั้นตอนที่ใกล้มากแล้ว หากเวียดนามได้รับการผ่อนปรนภาษีบางส่วนในอนาคต ความสามารถดึงดูดการลงทุนโรงงานเครื่องประดับจะยิ่งสูงขึ้น ในระยะยาว ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมเครื่องประดับในภูมิภาค โดยเฉพาะผู้เล่นที่เป็นฐานเดิม ต้องเร่งอัปเกรดจาก “ฐานต้นทุน” สู่ “ฐานมูลค่าเพิ่ม” ผ่านการออกแบบ การผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่ม เทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่สอดคล้องกติกาสิ่งแวดล้อมของยุโรป หากยังแข่งด้วยค่าแรงและต้นทุนล้วนๆ การผลิตเวียดนามที่กำลังเร่งเครื่องจะกลายเป็นคู่แข่งที่ยากจะไล่ทัน






