ด้านมืดของ K-pop: ทำไมครึ่งหนึ่งของไอดอลหายไปใน 3 ปี

ด้านมืดของ K-pop: ทำไมครึ่งหนึ่งของไอดอลหายไปใน 3 ปี
ความสนใจ|ญี่ปุ่น-เกาหลี

K-pop ในยุค Post-BTS: อุตสาหกรรมที่อยู่รอดเพียงครึ่ง แต่สร้างภาพว่าทุกคนไปได้ไกล

ด้านมืดของ K-pop คือความจริงที่ว่าศิลปินจำนวนมากต้องออกจากวงการในเวลาไม่นาน ทั้งที่ระบบถูกออกแบบให้ผลิตไอดอลอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ภาพลักษณ์แวววาวของเวที การฝึกฝนสุดโหด และการโปรโมตเชิงอุตสาหกรรม ซ่อนตัวเลขความอยู่รอดที่โหดร้ายของไอดอล K-pop ล้มเหลวมากกว่าครึ่ง แม้เราจะคุ้นเคยกับเรื่องราวความสำเร็จและวงการ K-pop ความเป็นจริงที่ดูเหมือนเปิดโอกาสให้ทุกคน แต่ในเชิงสถิติแล้วศิลปิน K-pop หายไปจำนวนมหาศาลภายในไม่กี่ปีแรกหลังเดบิวต์ ซึ่งสะท้อนว่าระบบนี้อาจไม่ยั่งยืนอย่างที่แฟนเพลงอยากเชื่อ.

ข้อมูลการศึกษาในวงการชี้ว่าศิลปิน K-pop มีอัตราการอยู่รอด 3 ปีเพียง 55.03% เท่ากับว่าเกือบครึ่งหนึ่งหายไปจากระบบภายในช่วงเวลาอันสั้น เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจ SMEs ตั้งใหม่ที่มีอัตราอยู่รอดเพียง 41.5% จะเห็นว่าอุตสาหกรรม K-popถูกมองว่า “พอไหว” ทางตัวเลข แต่นี่คือเกมที่เดิมพันด้วยชีวิตคนหนุ่มสาว ไม่ใช่แค่ยอดขายหรืออัตราความสำเร็จ K-pop บนรายงานการเงิน การจับตาเฉพาะกรณีที่รอดและรุ่ง ทำให้เรามองไม่เห็นกองซากความฝันที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในทุกฤดูกาลเดบิวต์.

ILLIT และ BTS: ความสำเร็จที่บังสายตาจากกองศิลปินที่หายไป

ในยุค Post-BTS เราถูกเลี้ยงด้วยเรื่องเล่าของผู้ชนะมากขึ้นเรื่อย ๆ ความสำเร็จของ BTS ที่เดบิวต์ในปี 2013 พร้อมยอดขายอัลบั้มสะสมเกิน 10 ล้านแผ่น และยังรักษาสถานะสมาชิกครบจนถึงวันนี้ ถูกยกเป็นแบบเรียนของการไปสู่ระดับโลก ขณะเดียวกันวงเกิร์ลกรุ๊ปเจเนอเรชันใหม่อย่าง ILLIT จากค่ายในเครือ HYBE ก็ทะยานขึ้นชาร์ต Billboard Hot 100 ด้วยเพลง Magnetic ในเวลาเพียง 22 วัน ทำลายสถิติเดิมของ FIFTY FIFTY ที่ใช้เวลา 130 วัน เรื่องราวเช่นนี้ถูกใช้เพื่อยืนยันว่าอัตราความสำเร็จ K-pop ยังสดใส.

แต่ภาพของ ILLIT ที่ถูกปั้นจากรายการเซอร์ไววัล RU Next? ซึ่งเริ่มถ่ายทำตั้งแต่เดือนมิถุนายนและออกอากาศตอนจบในเดือนกันยายน เพื่อเฟ้นหาสมาชิกเพียงไม่กี่คนจากเด็กฝึกมากมาย คือการแสดงที่สะท้อนด้านมืดของระบบคัดคนอย่างเข้มข้น เราเห็นเพียงผู้ชนะห้าคนที่ได้เซ็นสัญญา ได้เดินแฟชั่นวีค และได้ขึ้นชาร์ตระดับโลก ทว่าเบื้องหลังมีเด็กฝึกจำนวนมากที่กลับบ้านแบบเงียบ ๆ ไม่มีไฟแฟลช ไม่มีชื่อในสื่อ วงการ K-pop ความเป็นจริงจึงไม่ใช่สนามที่ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน แต่เป็นเครื่องจักรที่ผลิตเรื่องเล่าของผู้รอดส่วนน้อยเพื่อกลบเสียงของผู้แพ้ส่วนใหญ่.

ด้านมืดของ K-pop: ทำไมครึ่งหนึ่งของไอดอลหายไปใน 3 ปี

ระบบเทรนนีและการแข่งขันล้นเกิน: ทำไมไอดอลจำนวนมากถึงร่วงก่อนถึงจุดคุ้ม

เส้นทางสู่การเป็นไอดอลเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นออดิชัน ก่อนถูกดึงเข้าสู่ระบบเทรนนีที่กินเวลาเป็นปี ๆ รายการเซอร์ไววัลอย่าง RU Next? ใช้เด็กฝึกจากหลายค่ายหรือคนที่มีความฝันอยากเป็นนักร้องมาแข่งขันกันทั้งร้อง เต้น และโชว์ศักยภาพ เพื่อคัดเหลือเพียงไม่กี่คนสำหรับการเดบิวต์ สิ่งที่สื่อแทบไม่พูดถึงคือค่าใช้จ่ายที่บริษัทลงทุนไปกับการเทรน การสร้างภาพลักษณ์ และการโปรโมต ที่สูงจนศิลปินส่วนใหญ่ไม่สามารถคืนทุนได้ อัตราความสำเร็จ K-pop จึงไม่ใช่แค่คำว่าดังหรือไม่ดัง แต่คือคำถามว่าใครพอจะมีโอกาสชดเชยต้นทุนที่ถูกเทลงไปกับชื่อของตน.

เมื่อการแข่งเดบิวต์รุนแรงขึ้นทุกเจเนอเรชัน การมีวงใหม่ ๆ เปิดตัวต่อเนื่องทั้งจากค่ายใหญ่และค่ายกลาง ทำให้ตลาดอิ่มตัวอย่างรวดเร็ว กรณีอย่าง ILLIT ซึ่งสมาชิกแต่ละคนผ่านการเป็นเด็กฝึกหลายค่าย บางคนเกือบได้เดบิวต์กับวงอื่นแต่ถูกสับเปลี่ยนก่อนโค้งสุดท้าย สะท้อนว่าเด็กฝึกจำนวนมากถูกหมุนเวียนในระบบเหมือนชิ้นส่วน โดยไม่มีหลักประกันว่าจะได้ออกสู่แสงไฟ การแข่งขันที่ล้นเกินและค่าใช้จ่ายการเทรนที่ไม่คุ้มสำหรับส่วนใหญ่ จึงกลายเป็นแรงผลักให้ไอดอล K-pop ล้มเหลวและศิลปิน K-pop หายไปจากสารบบอย่างรวดเร็ว.

ด้านมืดของ K-pop: ทำไมครึ่งหนึ่งของไอดอลหายไปใน 3 ปี

เมื่ออัตราอยู่รอดกลายเป็นตัวชี้วัดศีลธรรมของอุตสาหกรรม

งานวิจัยที่ระบุว่าอัตราอยู่รอด 3 ปีของศิลปิน K-pop อยู่ที่ 55.03% และยังสูงกว่าธุรกิจ SMEs โดยทั่วไปที่อยู่รอดเพียง 41.5% ถูกใช้เพื่อบอกว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่เลวร้ายเกินไป แต่การเปรียบเทียบ K-pop กับธุรกิจทั่วไป อาจทำให้เราหลงลืมข้อเท็จจริงพื้นฐานว่า “สินค้า” ที่ถูกทดลองและล้มเหลวในที่นี้คือชีวิตคนจริง ๆ ตัวเลขอัตราความสำเร็จ K-pop ที่ดูพอรับได้ จึงควรถูกอ่านควบคู่กับคำถามด้านจริยธรรม: ต้นทุนด้านร่างกายและจิตใจของไอดอลเหล่านี้ถูกนับรวมในสมการหรือไม่ และใครรับผิดชอบเมื่อพวกเขาหายไปจากเวที.

ในยุคที่ระบบ “แยกแต่ไม่ยุบ” ทำให้บางวงอย่าง GOT7 สามารถรักษาสถานะ Active หลังหมดสัญญาเดิมได้ เราเห็นว่ามีทางเลือกใหม่สำหรับวงที่พอมีฐานแฟน แต่สำหรับศิลปินส่วนใหญ่ที่ไม่เคยได้สร้างตัวตนชัดเจนตั้งแต่แรก อนาคตหลัง 3 ปีคือความเงียบงัน การพูดถึงวงการ K-pop ความเป็นจริง จึงต้องรวมเรื่องสัญญา เวลาพักผ่อน มาตรฐานการดูแลสุขภาพ และการเตรียมทางออกให้ศิลปินที่ไม่สามารถอยู่ในระบบต่อไปได้ เพราะการปล่อยให้พวกเขาหายไปอย่างไม่มีโครงสร้างรองรับ คือการผลักความเสี่ยงทั้งหมดกลับไปที่ตัวไอดอลโดยตรง.

สรุป: ถ้า K-pop คือความฝันระดับโลก ระบบต้องเลิกปฏิบัติกับไอดอลเหมือนชิ้นส่วนที่ใช้แล้วทิ้ง

เมื่อดูเพียง BTS ที่ยังสมาชิกครบและกำลังก้าวสู่ยุค Post-BTS พร้อมผลงานเดี่ยวในสามทศวรรษข้างหน้า หรือ ILLIT ที่ขึ้น Billboard Hot 100 ภายใน 22 วัน เราอาจเชื่อว่าเส้นทางไอดอลคือโอกาสทอง แต่ตัวเลขว่าเกือบครึ่งหนึ่งของศิลปิน K-pop หายไปภายใน 3 ปี บอกอีกเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน ว่าระบบนี้กำลังผลิตร่างทรงแห่งความฝันมากกว่าความเป็นจริงที่ยั่งยืน การเปลี่ยนมุมมองจากการยกย่องผู้ชนะไปสู่การถามหาความรับผิดชอบต่อผู้แพ้ จึงเป็นก้าวแรกในการทำให้วงการนี้มีมนุษยธรรมมากขึ้น.

หาก K-pop ยังอยากเป็นอุตสาหกรรมเพลงเบอร์หนึ่งของโลก การยกระดับสวัสดิการไอดอล การโปร่งใสเรื่องต้นทุนและโอกาสคืนทุน และการออกแบบระบบเทรนนีที่ไม่ผลาญคนหนุ่มสาวจนหมดแรงใจ คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในวันที่แฟนเพลงเริ่มพูดถึงศิลปิน K-pop หายไป และไอดอล K-pop ล้มเหลวมากกว่าเคย วงการต้องยอมรับว่าความยั่งยืนไม่ได้วัดจากจำนวนวงที่เดบิวต์หรือยอดขายเท่านั้น แต่จากจำนวนความฝันที่ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างเวที.

ด้านมืดของ K-pop: ทำไมครึ่งหนึ่งของไอดอลหายไปใน 3 ปี

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!