ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ข้ามเส้น: ท่าดึงตาเหยียดเชื้อชาติในโลกคอนเทนต์ K-pop

เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ข้ามเส้น: ท่าดึงตาเหยียดเชื้อชาติในโลกคอนเทนต์ K-pop
ความสนใจ|ญี่ปุ่น-เกาหลี

ท่าดึงตาเหยียดเชื้อชาติคืออะไร และทำไมอินฟลูเอนเซอร์ถึงข้ามเส้น

ท่าดึงตาเหยียดเชื้อชาติคือการใช้นิ้วดึงหางตาให้ดูแคบหรือเฉียง เพื่อเลียนแบบหรือกลายเป็นสัญลักษณ์ดวงตาของคนเชื้อสายเอเชียตะวันออก ซึ่งในหลายสังคมโดยเฉพาะฝั่งตะวันตก ท่านี้ถูกใช้ล้อเลียนรูปลักษณ์และเชื้อชาติยาวนานจนกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของการเหยียดคนเอเชีย และยังคงสร้างบาดแผลทางวัฒนธรรมให้ผู้ถูกกระทำในยุคโซเชียลที่ภาพลักษณ์เดินทางข้ามประเทศได้ในไม่กี่วินาที

ในกรณีล่าสุด อินฟลูเอนเซอร์และยูทูบเบอร์ชาวญี่ปุ่นชื่อ Gamix โพสต์คลิปเต้นเพลง BAD ของ ATEEZ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 โดยเลียนแบบท่าเต้นของ SAN สมาชิกวง ATEEZ ที่กำลังไวรัลอยู่ทั่วโลก ทว่าช่วงหนึ่งของคลิปเขาใช้นิ้วทั้งสองข้างดึงบริเวณหางตาให้แคบและเฉียง จนถูกมองว่าเป็นท่าตาขีดหรือ slant-eye gesture ที่มีประวัติผูกโยงกับการล้อเลียนคนเอเชีย เมื่อคลิปมาจากคนที่มีฐานผู้ติดตามราว 2.16 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย ท่านี้จึงไม่ใช่แค่ “เล่นขำๆ” แต่กลายเป็นการข้ามเส้นอย่างชัดเจนในสายตาผู้ชมจำนวนมาก

จากสนามบอลสู่ฟีดโซเชียล: ทำไมท่า BAD ถึงกลายเป็นเชื้อไฟ

เพื่อจะเข้าใจความขัดแย้งโซเชียลมีเดียครั้งนี้ เราต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางของท่าเต้น BAD ในระบบนิเวศ K-pop และกีฬาโลกเสียก่อน ท่อนเต้นของ SAN ที่ใช้การขยับช่วงหน้าอก สีหน้า และจังหวะร่างกายอย่างเป็นเอกลักษณ์ กลายเป็นท่าไวรัลทันทีหลังเพลงปล่อยเมื่อ 26 มิถุนายน และถูกแฟนๆ เต้นตามอย่างแพร่หลาย จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่วันที่ 9 สิงหาคม เมื่อ SAN ได้รับเชิญไปเตะเปิดสนามแข่งขันระหว่าง Manchester City กับ Atlético Madrid ที่กรุงโซล พร้อมเต้นท่า BAD กลางสนาม ทำให้คลิปถูกแชร์เข้าสู่กลุ่มแฟนฟุตบอลทั่วโลก และพาเพลงกับท่าเต้นนี้ออกจากวงการ K-pop สู่สายตาแมสอย่างแท้จริง

เมื่อท่าเต้นออกจากบริบทแฟนเพลงไปอยู่ในสนามบอล เสียงหัวเราะก็เริ่มเปลี่ยนทิศ จากเดิมที่ถูกมองว่า “ท่าสนุกๆ” กลายเป็นวัตถุดิบให้แฟนบอลบางกลุ่มนำไปล้อทั้งท่าเต้น ความเป็นผู้ชาย ไปจนถึงรูปลักษณ์และเชื้อชาติของ SAN เอง ในบรรยากาศที่การล้อเลียนเชื้อชาติเริ่มโผล่ขึ้นมาเช่นนี้ การที่ Gamix ซึ่งเป็นครีเอเตอร์สายฟุตบอลหยิบ BAD มาเต้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การเพิ่มท่าดึงหางตาเข้าไป ซึ่งไม่อยู่ในท่าเต้นต้นฉบับ ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกล้อเลียนมากกว่าการให้เกียรติศิลปิน และจุดประกายให้แฟนคลับ ATEEZ ตั้งคำถามต่อความรับผิดชอบของครีเอเตอร์ทันที

คนเอเชียเหยียดคนเอเชียเองได้ไหม: น้ำหนักของท่าดึงตาเมื่ออยู่ในมือคนในภูมิภาคเดียวกัน

หนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญของกรณีอินฟลูเอนเซอร์ ATEEZ ครั้งนี้คือคำถามว่า เมื่อทั้งคนทำและคนถูกล้อเลียนเป็นคนเอเชียเหมือนกัน ท่าดึงตาเหยียดเชื้อชาติยังถือว่าเป็นการเหยียดอยู่หรือไม่ หลายเสียงในโลกออนไลน์มองว่า Gamix “ไม่น่าจะเหยียดคนเอเชีย เพราะตัวเองก็เป็นคนเอเชีย” แต่ข้อโต้แย้งอีกด้านชี้ว่าความหมายทางประวัติศาสตร์ของท่าดึงหางตาไม่ได้หายไป เพียงเพราะผู้กระทำมีเชื้อชาติเดียวกับผู้ถูกกระทำ คนในภูมิภาคเดียวกันสามารถมีอคติหรือใช้มุกล้อเลียนข้ามชาติได้เสมอ และเอเชียเองก็ไม่ใช่ภูมิภาคที่มีวัฒนธรรมเดียวกันทั้งหมด

ประเด็นที่ทำให้เรื่องซับซ้อนคือการมองเจตนา จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า Gamix ตั้งใจเหยียด SAN หรือคนเกาหลีโดยตรง เขาลบคลิปต้นเรื่องออกไปหลังเจอกระแสวิจารณ์ และโพสต์คลิปใหม่พูดถึงดวงตาของตัวเองว่าเป็น “ดวงตาแบบคนเอเชีย” พูดถึงตาบวมหลังตื่นนอน แต่ไม่ได้อธิบายตรงๆ ว่าทำไมจึงทำท่าดึงหางตาในคลิปเต้น การเปลี่ยนหัวข้อไปล้อเลียนตาตัวเองอีกครั้งยิ่งทำให้หลายคนมองว่าเขากำลังลดทอนความอ่อนไหวของประเด็นเหยียดเชื้อชาติให้กลายเป็นมุกตลก มากกว่าจะสะท้อนความเข้าใจต่อบาดแผลทางวัฒนธรรมที่ท่านี้แบกรับอยู่

โลกโซเชียลกับความรับผิดชอบของครีเอเตอร์ในยุคแฟandom ข้ามพรมแดน

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวเหตุการณ์ คือปฏิกิริยาของชาวเน็ตต่อความขัดแย้งโซเชียลมีเดียครั้งนี้ เมื่อคลิปเต้นท่าดึงตาเผยแพร่ออกไป ผู้ใช้จำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์ตำหนิอย่างรุนแรง หลายคนแสดงความผิดหวังที่คนเอเชียด้วยกันกลับเป็นฝ่ายแสดงพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติเอง โดยเฉพาะในคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับศิลปินเกาหลีใต้จากวง ATEEZ กระแสโกรธครั้งนี้สะท้อนพลังของแฟนดอม K-pop ที่ไม่ได้เงียบเมื่อศิลปินที่ตนรักถูกล้อผ่านท่าทางที่มีประวัติการเหยียด แต่กลับรวมตัวกันบนโซเชียลเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบของครีเอเตอร์อย่างชัดเจน

คำถามคือ Gamix รับผิดชอบมากพอหรือไม่ เขาตัดสินใจลบวิดีโอท่าดึงตา แต่ไม่มีคำขอโทษ ก่อนโพสต์คลิปใหม่ที่พูดถึงดวงตาของตัวเองพร้อมตั้งคำถามว่าทำไมตาถึงเป็นแบบนี้ทุกเช้า การกระทำดังกล่าวถูกชาวเน็ตตีความว่าเป็นการซ้ำเติมอคติทางเชื้อชาติ เพราะนำเรื่องลักษณะดวงตามาเป็นมุกอีกครั้งแทนการสะท้อนว่าเรียนรู้อะไรจากเสียงวิจารณ์ “เมื่อคอนเทนต์เดินทางข้ามประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง สิ่งที่เจ้าของช่องคิดว่าแค่ท่าเล่นๆ อาจมีความหมายต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงสำหรับอีกคนหนึ่ง” คือบทเรียนชัดเจนจากกรณีนี้ ที่ครีเอเตอร์ยุคโซเชียลหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทสรุป: เส้นแบ่งระหว่างมุกตลกกับการเหยียดในวัฒนธรรมครีเอเตอร์

กรณี Gamix ไม่ใช่เพียงดราม่าประจำวันของวงการอินฟลูเอนเซอร์ ATEEZ แต่คือภาพสะท้อนเส้นแบ่งที่ครีเอเตอร์ยุคนี้ต้องมองให้ชัด: มุกตลกที่ใช้ร่างกายและรูปลักษณ์ของคนอื่น โดยเฉพาะคนต่างเชื้อชาติ ไม่เคยเป็นเรื่องเบา เมื่อท่าดึงตาเหยียดเชื้อชาติถูกใช้โดยคนเอเชียเอง แผลทางประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้หายไป และการเป็น “คนในกลุ่มเดียวกัน” ไม่ได้ให้ใบอนุญาตในการล้อเลียนโดยไม่มีผลกระทบ เจตนาอาจไม่ชัด แต่ผลกระทบต่อผู้ชมที่รู้สึกถูกทำให้เป็นตัวตลกจากดวงตาของตนเองนั้นชัดเจนมาก

โลกคอนเทนต์ K-pop และแฟนดอมข้ามพรมแดนกำลังบอกครีเอเตอร์ตรงๆ ว่า ความรับผิดชอบของครีเอเตอร์ไม่จบแค่การลบคลิป แต่เริ่มต้นที่การยอมรับว่ามุกบางอย่างถูกสร้างบนหลังของสเตริโอไทป์และประสบการณ์การถูกเหยียดของคนจำนวนมาก หากยังเลือกใช้ท่าทางหรือคำพูดที่มีรากเหง้าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ ครีเอเตอร์ต้องพร้อมแบกรับการตั้งคำถามถึงคุณค่าที่ตนส่งต่อให้ผู้ติดตามกว่าเป็นล้านคน กรณีนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อผิดพลาดของวัยรุ่นคนหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนทั้งวงการว่าความสนุกในโลกออนไลน์ต้องไม่แลกมาด้วยการเหยียดคนอื่น

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!