ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

สตูดิโอบันเทิงไทยเร่งขยายรายได้ต่างประเทศ สร้างอาณาจักรคอนเทนต์ภูมิภาค

สตูดิโอบันเทิงไทยเร่งขยายรายได้ต่างประเทศ สร้างอาณาจักรคอนเทนต์ภูมิภาค
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สตูดิโอบันเทิงไทยกำลังจะกลายเป็นฮับคอนเทนต์ภูมิภาคอย่างไร

สตูดิโอบันเทิงไทยคือบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ เพลง รายการโทรทัศน์ และคอนเทนต์ดิจิทัล ที่หันมาเน้นการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาและขยายรายได้ต่างประเทศ เพื่อเปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตงานป้อนตลาดในประเทศ ไปเป็นศูนย์กลางธุรกิจบันเทิงภูมิภาคที่ส่งออกทั้งคอนเทนต์และศิลปินไปยังผู้ชมวงกว้างในเอเชียและตลาดโลก โดยใช้ IP เป็นสินทรัพย์หลักต่อยอดในหลายแพลตฟอร์ม.

ทิศทางใหม่ของสตูดิโอบันเทิงไทย ไม่ใช่แค่การทำหนังหรือซีรีส์ให้ “ดังในบ้าน” อีกต่อไป แต่คือการออกแบบโมเดลธุรกิจที่ยึด IP เป็นหัวใจ ทำรายได้จากหลายทาง ทั้งโรงภาพยนตร์ สตรีมมิง เกม แอนิเมชัน สินค้าลิขสิทธิ์ และคอนเทนต์สั้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การขยายรายได้ต่างประเทศจึงเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะตลาดในประเทศเติบโตจำกัด ขณะที่ความต้องการคอนเทนต์ท้องถิ่นคุณภาพสูงในภูมิภาคกำลังพุ่งขึ้น.

บทความนี้ชวนมองสามตัวอย่างสำคัญอย่าง GDH, Persona Entertainment และกันตนา ว่ากำลังเดินหมากไปในทิศทางเดียวกันอย่างไร และสิ่งเหล่านี้หมายความอย่างไรต่ออนาคตของธุรกิจบันเทิงภูมิภาค.

สตูดิโอบันเทิงไทยเร่งขยายรายได้ต่างประเทศ สร้างอาณาจักรคอนเทนต์ภูมิภาค

GDH กับแผนดันรายได้ต่างประเทศเติบโต 100% และเครื่องยนต์ IP ใหม่

GDH คือภาพสะท้อนชัดเจนที่สุดของสตูดิโอบันเทิงไทยที่มอง “ต่างประเทศ” เป็นสนามหลัก มากกว่าพื้นที่เสริม บริษัทประกาศชัดว่าตลาดต่างประเทศเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศสูงถึง 50% และตั้งเป้าหมายให้เติบโตอีก 100% ภายใน 3 ปีข้างหน้า. คำประกาศนี้ไม่ใช่สโลแกนสวยหรู แต่คือการยอมรับข้อเท็จจริงว่าบ็อกซ์ออฟฟิศในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่รวมกันราว 3,000 ล้านบาทต่อปี และหนังไทยได้ไม่ถึง 1,000 ล้านบาท การลุยต่างประเทศจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขการอยู่รอด.

GDH เลือกตอบโจทย์นี้ด้วยสองทางพร้อมกัน ทางแรก คือการสร้างคอนเทนต์ที่มี “แก่นสากล” แต่มีรสชาติแบบไทย เช่น หนังรัก Genderfluid เรื่อง ‘เพื่อนสาว’ (ชื่อชั่วคราว) หนังกีฬา ‘THE UNTITLED SNOOKER’ และการตีความใหม่ ‘ทายาทอสูร’ ในรูปแบบ ‘คุณยายวรนาฏ’ รวมถึงการกลับมาของ ‘เนื้อคู่ประตูถัดไป’ ในรูปแบบซีรีส์สั้น 4 ตอน ที่พาแก๊งนักแสดงเดิมกลับมาพบคนดูอีกครั้ง. เหล่านี้คือคอนเทนต์ที่ตั้งใจยิงทั้งผู้ชมในบ้านและต่างประเทศพร้อมกัน.

ทางที่สองคือการสร้างเครื่องยนต์รายได้ใหม่ผ่านการบริหาร IP แบบเต็มรูปแบบ GDH ยกให้ธุรกิจบริหารทรัพย์สินทางปัญญาเป็น “เครื่องยนต์ใหม่ที่สร้างการเติบโตขนาดใหญ่นอกเหนือจากบ็อกซ์ออฟฟิศ”. ตัวอย่างชัดคือการต่อยอด ‘หลานม่า’ ที่ถูกสตูดิโอฮอลลีวูดซื้อสิทธิ์รีเมก ทำให้รายได้ไม่ได้จบแค่โรงภาพยนตร์ แต่ยืดต่อไปยังค่าลิขสิทธิ์ การร่วมพัฒนาเนื้อหา สินค้าลิขสิทธิ์ และแม้แต่เกมหรือบอร์ดเกมอย่าง ‘วิมานหนาม’ ที่กำลังพัฒนาอยู่. นี่คือโมเดลที่มอง IP เป็นสินทรัพย์ระยะยาว ไม่ใช่แค่ผลงานจบโปรเจกต์.

สตูดิโอบันเทิงไทยเร่งขยายรายได้ต่างประเทศ สร้างอาณาจักรคอนเทนต์ภูมิภาค

Persona Entertainment กับคอนเทนต์ T-POP และตลาด Girl Love ที่มองไกลกว่าแฟนคลับ

ในขณะที่ GDH รุกภาพยนตร์และซีรีส์ Persona Entertainment กำลังทำสิ่งเดียวกันบนสนามคอนเทนต์ T-POP และดนตรี โดยจับมือกับ BLDMD Entertainment เดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานและคอนเทนต์คุณภาพ เพื่อขยายโอกาสให้ศิลปินไทยเข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้น และเตรียมเปิดตัวโปรเจกต์ Pilot Series แนว Girl Love “Starlight Girls” ในปี 2027. ความร่วมมือนี้สะท้อนชัดว่าค่ายเพลงและสตูดิโอไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ “ต้นสังกัดศิลปิน” แต่เป็นผู้สร้างจักรวาลคอนเทนต์ที่ใช้ศิลปินเป็นหัวใจ.

Persona Entertainment มีไลน์อัปศิลปินอย่าง GAMMA, limr, Mor3boys รวมถึงกลุ่ม Persona Girls Trainee ที่เตรียมเดบิวต์ในอนาคต. การจับมือกับ BLDMD เพื่อเสริมพลังสร้างสรรค์ T-POP และโปรเจกต์ Girl Love ไม่ได้มีเป้าหมายแฟนซีรีส์หรือแฟนเพลงเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่เป็นการทดลองโมเดล IP ที่เชื่อมเพลง ซีรีส์ แฟนมีต กิจกรรมคอมมูนิตี้ และแบรนด์สปอนเซอร์ไว้ด้วยกัน. พวกเขาเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจและแบรนด์เข้ามาร่วมลงทุนและต่อยอด “Starlight Girls” เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจจากตลาด T-POP และคอนเทนต์ Girl Love ในระยะยาว.

ความน่าสนใจคือ Persona และ BLDMD พูดชัดว่าต้องการให้ “Starlight Girls” เป็นมากกว่าโปรเจกต์ซีรีส์เรื่องใหม่ แต่เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เติบโต และเป็นจุดเริ่มของการผลักดันศิลปินไทยสู่ตลาดที่กว้างขึ้น. นี่คือภาพของสตูดิโอบันเทิงไทยที่มอง IP เป็นแพลตฟอร์มพัฒนาอาชีพศิลปิน ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ความบันเทิงสั้นๆ แล้วจบ.

สตูดิโอบันเทิงไทยเร่งขยายรายได้ต่างประเทศ สร้างอาณาจักรคอนเทนต์ภูมิภาค

กันตนา รีสตาร์ตองค์กรเก่าแก่สู่ยุคดิจิทัลด้วย Blue Project และ Virtual Studio

ถ้าจะมองสตูดิโอบันเทิงไทยที่กำลังพลิกตัวครั้งใหญ่ในยุคดิจิทัล กันตนาคือเคสที่น่าสนใจที่สุด หนึ่งในบริษัทที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 73 ปี กำลัง “ปรับใหญ่” ทั้งโครงสร้างองค์กรและกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล เปิดตัวทายาทรุ่นที่ 3 เสริมทีมผู้บริหารใหม่ และปล่อย Blue Project เป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่ผสานคอนเทนต์กับโปรดักชันเข้าด้วยกัน. สำหรับบริษัทเก่าแก่ การกล้ารื้อโครงสร้างขนาดนี้คือการยอมรับว่าความสำเร็จในอดีตไม่เพียงพอในโลกสตรีมมิงและแพลตฟอร์มสั้น.

กันตนาลงทุนมากกว่า 200 ล้านบาทสร้าง Kantana Virtual Studio และระบบ Post Production ที่รองรับทุกแพลตฟอร์ม และขยายกำลังผลิตด้วยสตูดิโอเสียงระบบ Immersive มากถึง 42 ห้อง. แต่การลงทุนนี้จะไม่คุ้มเลย หากยังคิดแบบเดิมว่า “คอนเทนต์จบในทีวีหรือโรงภาพยนตร์” ดังนั้น Blue Project จึงมาพร้อมโมเดล Content Subscription บนยูทูป การทดลองทำ Micro drama ตอนละ 1-2 นาที และการดึง IP ที่มีอยู่กว่านับพันเรื่องมาผลิตต่อยอดในรูปแบบใหม่ๆ ตั้งแต่ซีรีส์ ภาพยนตร์ ไปจนถึงเกม.

ความทะเยอทะยานของกันตนาไม่หยุดแค่การปรับตัว แต่คือการสร้างมาตรฐานคอนเทนต์และโปรดักชันไทยให้ “ไปอีกระดับ” ผ่านงานอย่าง ‘Reverse 4 You ดาวบริวาร’ ซีรีส์ Girl Love สไตล์ Romantic Fantasy ที่ใช้โมเดลสมาชิกแบบสมัครรับคอนเทนต์, ซีรีส์ ‘สืบสันดาน’ ที่เตรียมออกอากาศบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลก และการต่อยอด IP ‘ก้านกล้วย 3’ ทั้งในรูปแบบแอนิเมชันและเกมบน Roblox กับ Sandbox รวมถึงเกม Horror Adventure ‘Kumarn’ จากสตูดิโอเกมของตัวเอง. ทั้งหมดนี้คือการประกาศว่ากันตนาต้องการเป็นผู้เล่นในธุรกิจบันเทิงภูมิภาค ไม่ใช่แค่ผู้รับจ้างผลิต.

สตูดิโอบันเทิงไทยเร่งขยายรายได้ต่างประเทศ สร้างอาณาจักรคอนเทนต์ภูมิภาค

จากสตูดิโอในประเทศสู่ฮับธุรกิจบันเทิงภูมิภาค: ใครได้ ใครเสี่ยง

เมื่อมองภาพใหญ่ GDH, Persona และกันตนากำลังเดินไปในเส้นทางเดียวกันอย่างน้อยสามเรื่อง หนึ่งคือการขยายรายได้ต่างประเทศอย่างจริงจัง สองคือการปั้น IP ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ต่อยอดได้ในหลายแนว ทั้งภาพยนตร์ คอนเทนต์ T-POP เกม แอนิเมชัน และสินค้าลิขสิทธิ์ และสามคือการประกาศตัวเองเป็นฮับธุรกิจบันเทิงภูมิภาค ที่กล้าชนกับผู้เล่นรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. Blue Project ของกันตนาเองก็ถูกนิยามว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการ “เคลื่อนทัพรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ” พร้อมทีมงานกว่า 500 คน เพื่อขับเคลื่อนคอนเทนต์และเกมฝีมือคนไทยสู่ตลาดโลก.

ผู้ชมได้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงนี้? หนึ่ง คือคอนเทนต์หลากหลายขึ้น ทั้งหนัง Genderfluid ซีรีส์ Girl Love อย่าง ‘Starlight Girls’ ที่กำหนดเปิดตัวปี 2027 และซีรีส์รีเมกตำนาน ‘เนื้อคู่ประตูถัดไป’ ที่กลับมาให้แฟนๆ หายคิดถึง. สอง คือประสบการณ์รับชมแบบใหม่ ตั้งแต่ Micro drama ตอนสั้นๆ ไปจนถึงคอนเทนต์พิเศษสำหรับสมาชิก. สาม คือโอกาสของศิลปินและคนทำงานสายครีเอทีฟ ที่มีเวทีโดดเด่นในตลาดภูมิภาคมากขึ้น.

แต่โอกาสก็มาพร้อมความเสี่ยง หากสตูดิโอบันเทิงไทยวิ่งไล่เทรนด์จนลืมรากฐานความเป็นตัวเอง คอนเทนต์ก็อาจกลายเป็นสินค้าไร้เอกลักษณ์ที่สู้ต่างชาติไม่ได้ในระยะยาว สิ่งที่ GDH, Persona และกันตนากำลังทดลอง จึงไม่ใช่แค่โมเดลการเงินใหม่ แต่คือคำถามใหญ่ว่า “เราจะสร้างธุรกิจบันเทิงภูมิภาคที่ยังมีหัวใจแบบไทยได้อย่างไร” คำตอบจะชัดเจนขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อเป้าหมายรายได้ต่างประเทศ 100% ของ GDH, โปรเจกต์ Girl Love ของ Persona และ Blue Project ของกันตนา เริ่มส่งผลเต็มรูปแบบ.

สตูดิโอบันเทิงไทยเร่งขยายรายได้ต่างประเทศ สร้างอาณาจักรคอนเทนต์ภูมิภาค

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!