การป้องกันโดรนฝูงคืออะไร และทำไมช่องว่างจึงน่ากังวล
การป้องกันโดรนฝูงคือความสามารถของรัฐและกองทัพในการตรวจจับ ติดตาม และสกัดกั้นโดรนจำนวนมากที่ถูกใช้แบบประสานงานพร้อมกัน โดยมักเป็นโดรนขนาดเล็ก ราคาถูก ใช้ชิ้นส่วนเชิงพาณิชย์ และสามารถบินแบบอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติเพื่อโจมตีเป้าหมายด้านโครงสร้างพื้นฐานหรือทางทหาร การป้องกันจึงต้องพึ่งพาเซ็นเซอร์ทางทหารที่ครอบคลุม การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ และอาวุธตอบโต้ที่ออกแบบมาเฉพาะกับฝูงโดรน ไม่ใช่แค่เครื่องมือป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิมที่เน้นเครื่องบินหรือขีปนาวุธ จุดสำคัญที่ควรพูดให้ชัดคือ ช่องโหว่นี้ไม่ได้เป็นเรื่องทฤษฎีอีกต่อไป พลโท โจเซฟ จาร์ราร์ด รองผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคเหนือยอมรับตรงไปตรงมาว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังไม่สามารถป้องกันการโจมตีด้วยฝูงโดรนขนาดใหญ่ในดินแดนของตนเองได้ และยังขาดทั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับและอาวุธสกัดกั้นเฉพาะทางที่จะตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อผู้รับผิดชอบการป้องกันน่านฟ้ายอมรับความไม่พร้อมเอง นั่นคือสัญญาณเตือนดังที่สังคมและผู้กำหนดนโยบายไม่ควรมองข้าม
จาก Spiderweb ถึงสนามบินแกตวิก ฝูงโดรนพิสูจน์พลังทำลายเหนือความคาดหมาย
หากยังคิดว่าโดรนเป็นแค่ของเล่น ปฏิบัติการ Spiderweb ของยูเครนคือหลักฐานโต้แย้งอย่างเด็ดขาด หน่วยงานความมั่นคงยูเครนใช้โดรน FPV จำนวน 117 ลำ ปล่อยจากหลังคารถบรรทุกใกล้ฐานทัพอากาศรัสเซียเพื่อโจมตีเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินเรดาร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยับยั้งเชิงนิวเคลียร์ทางอากาศของรัสเซีย นี่ไม่ใช่การก่อกวนเล็กน้อย แต่เป็นการตัดขาองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ด้วยฮาร์ดแวร์ที่ใส่ในตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าได้ ผลสะเทือนของ Spiderweb รุนแรงจนเจ้าหน้าที่กองบัญชาการยุทธศาสตร์สหรัฐฯ พูดว่าปฏิบัติการนี้ “เปิดหูเปิดตาอย่างเต็มที่” และทำให้ต้องปรับวิธีคิดเรื่องโดรนขนาดเล็กใหม่ โดยหันมาพิจารณาการป้องกันอากาศยานไร้คนขับทั้งมุมมองเชิงนโยบายและเชิงขีดความสามารถไปพร้อมกัน นั่นหมายถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงไม่ได้อยู่แค่ในสนามรบ ยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ที่เคยดูห่างไกลก็สามารถถูกสั่นคลอนได้ด้วยฝูงโดรนราคาถูกเช่นกัน ด้านพลเรือน เหตุการณ์สนามบินแกตวิกในสหราชอาณาจักรเมื่อโดรนไม่ระบุตัวตนโผล่ในน่านฟ้า ทำให้ต้องปิดสนามบินนานถึง 33 ชั่วโมงและยกเลิกเที่ยวบินประมาณ 1,000 เที่ยว สะท้อนว่าต่อให้โดรนไม่มีวัตถุระเบิด ก็สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการบินหยุดชะงักอย่างรุนแรง นี่คือภาพรวมที่บอกว่าโดรนฝูงเป็นอาวุธยุทธศาสตร์มากกว่าจะเป็นของเล่นไร้พิษภัย
เมื่อเซ็นเซอร์ทางทหารมองไม่เห็นฝูงโดรน ความเสี่ยงด้านความมั่นคงจึงขยายวง
หัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่โดรนอย่างเดียว แต่คือการขาดเซ็นเซอร์ทางทหารและระบบตรวจจับที่ออกแบบมาสำหรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ชิ้นส่วนโดรนเชิงพาณิชย์อย่างตัวควบคุมการบิน มอเตอร์ไร้แปรงถ่าน และส่วนประกอบปัญญาประดิษฐ์แบบบูรณาการ สามารถซื้อได้ง่ายในตลาดทั่วไปโดยขาดข้อกำหนดเข้มงวดแบบอาวุธทางทหาร ผลคือฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ สามารถประกอบฝูงโดรนที่ยากต่อการติดตามและตรวจจับ เพราะไม่มีหมายเลขประจำตัวทางทหารให้ตามเส้นทางการจัดหา ในบริบทการป้องกันประเทศ ช่องว่างนี้ทำให้การป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญแทบเป็นไปไม่ได้ เช่น ระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มีสถานีจ่ายไฟฟ้ากว่า 70,000 แห่งกระจายทั่วสหรัฐฯ ทำให้การปกป้องน่านฟ้าเหนือเป้าหมายทั้งหมดเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง และเคยมีรายงานว่าโดรนพลเรือนที่ดัดแปลงมีส่วนเกี่ยวข้องกับความพยายามทำให้สถานีจ่ายไฟฟ้าหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนียเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ตัวเลขการพบเห็นโดรนที่ไม่ได้รับอนุญาตใกล้สนามบินในสหรัฐฯ เพิ่มจาก 320 ครั้งในไตรมาสแรกเป็น 601 ครั้งในไตรมาสที่สองของปีเดียวกัน ตามข้อมูลของสำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา เป็นคำพูดที่ควรจดจำเพราะสะท้อนว่าภัยคุกคามโดรนไม่ได้คงที่ แต่มาในรูปเส้นโค้งขาขึ้นที่ระบบเฝ้าระวังแบบเดิมตามไม่ทัน การปล่อยให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องยอมรับต่อสาธารณะว่ายังไม่มีทั้งการป้องกันโดรนฝูงและอาวุธตอบโต้นั้น จึงไม่ใช่แค่ปัญหาเชิงเทคนิคแต่เป็นปัญหาความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงด้วย
เมื่อฝูงโดรนวนเวียนเหนือฐานนิวเคลียร์ สัญญาณเตือนที่ต้องอ่านให้ขาด
ผลหลัง Spiderweb ไม่ได้หยุดอยู่ที่ยุโรป ฝูงโดรนเริ่มปรากฏในน่านฟ้ารอบฐานทัพเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เองด้วย กองกำลังรักษาความปลอดภัยที่ฐานทัพอากาศบาร์กสเดลในรัฐลุยเซียนาพบคลื่นโดรนหลายระลอก ระหว่างวันที่ 9 ถึง 15 มีนาคม โดยแต่ละระลอกมีโดรนประมาณ 12 ถึง 15 ลำบินเหนือพื้นที่อ่อนไหวรวมถึงลานจอดเครื่องบิน รายงานประเมินว่าโดรนเหล่านี้เป็นแบบสร้างขึ้นเอง มีระบบควบคุมระยะไกลระยะทางไกลและทนต่อการรบกวนสัญญาณ สถานีนี้เป็นที่ตั้งฝูงบินทิ้งระเบิด B-52H และกองบัญชาการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับกำลังนิวเคลียร์สามเหลี่ยมของสหรัฐฯ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ความจริงที่ว่ามีฝูงโดรนวนเวียนเหนือฐานทัพเชิงนิวเคลียร์ แต่คือการสอบสวนที่ยังไม่สามารถยืนยันตัวผู้ควบคุมโดรนเหล่านั้นได้ชัดเจนในช่วงเวลาที่มีการตรวจสอบล่าสุด นี่เป็นตัวอย่างชัดว่าฝูงโดรนมีศักยภาพในการเจาะช่องโหว่ด้านการระบุตัวตนและการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะใช้แนวคิดง่ายๆ อย่างการซ่อนแท่นปล่อยในตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งก็สามารถเปิดฝาและปล่อยโดรนขึ้นบินเหนือพื้นที่ใดบนโลกที่มีสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์มือถือครอบคลุมได้ ซึ่งผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ เคยชี้ว่ามัน “ไม่ใช่แนวคิดที่ยากนัก” ในมุมการออกแบบเชิงเทคนิค เมื่อรวมเข้ากับคำยอมรับของพลโทจาร์ราร์ดที่บอกว่าเขาขาดเซ็นเซอร์ที่จะเห็นฝูงโดรนเกิดขึ้น และอาจขาดอาวุธที่จะยิงตอบโต้ได้ขึ้นอยู่กับเส้นทางบินของโดรน เราจึงไม่อาจตีความเหตุการณ์เหล่านี้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่มันคือการแสดงให้เห็นเต็มตาว่ากองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงเชิงโครงสร้างซึ่งปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป
บทเรียนที่โลกควรรับจากช่องโหว่การป้องกันโดรนฝูงของกองทัพสหรัฐฯ
ประเด็นสำคัญจากช่องโหว่ของกองทัพสหรัฐฯ ไม่ใช่ว่าใครเหนือกว่าใคร แต่คือข้อเท็จจริงว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ออกแบบมาสำหรับยุคเครื่องบินและขีปนาวุธ ไม่พร้อมสำหรับยุคที่ฝูงโดรนราคาถูกและชิ้นส่วนเชิงพาณิชย์สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจทางยุทธศาสตร์ได้ การที่กองบัญชาการยุทธศาสตร์ต้องหันมาพิจารณาการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับทั้งในมุมเชิงนโยบายและเชิงความสามารถพร้อมกัน แสดงว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การซื้ออุปกรณ์เพิ่ม แต่เป็นการออกแบบกติกาใหม่ให้ผู้ป้องกันมีสิทธิใช้มาตรการที่จำเป็น ในมิติเทคโนโลยี การที่ส่วนประกอบโดรนทั่วไปไม่มีหมายเลขประจำตัวทางทหารทำให้การติดตามเส้นทางการจัดหายากลง และช่องว่างนี้กำลังลดช่องว่างด้านขีดความสามารถในการรบทางอากาศระหว่างกองกำลังทหารประจำการและองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ สำหรับประเทศอื่นๆ บทเรียนจึงชัดเจนว่า การลงทุนในเซ็นเซอร์ทางทหารและระบบตรวจจับสมัยใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับการป้องกันโดรนฝูง ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของความมั่นคงในโลกที่ภัยคุกคามสามารถถูกประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนในตลาดออนไลน์ ท้ายที่สุด การยอมรับตรงๆ ของกองทัพสหรัฐฯ ว่าตัวเองยังไม่มีคำตอบที่ดีสำหรับฝูงโดรนขนาดใหญ่ เป็นโอกาสให้สังคมโลกตั้งคำถามกลับไปยังระบบป้องกันของตนเอง ถ้าแม้แต่ประเทศที่มีงบประมาณทางทหารมหาศาลยังยอมรับว่ามองไม่เห็นและยิงตอบโต้ไม่ได้ เราแน่ใจแล้วหรือว่าเมืองสำคัญ โรงไฟฟ้า สนามบิน และฐานทัพที่สำคัญของเราเองไม่ได้ตกอยู่ในสถานะ “ตาบอดต่อฝูงโดรน” เช่นกัน






