หนังสยองและแฟนตาซีไทยคืออะไร และทำไมกำลังกลายเป็นภาษากลางของเทศกาลภาพยนตร์
หนังสยองและแฟนตาซีไทยคือภาพยนตร์ที่หยิบความเชื่อพื้นบ้าน ผี วิญญาณ สัตว์ประหลาด และจินตนาการเหนือธรรมชาติ มาผสมกับบริบทสังคม วัฒนธรรม และความกลัวร่วมสมัย เพื่อเล่าเรื่องในแบบที่เข้าใจง่ายแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ผู้สร้างจำนวนมากใช้แนวทางนี้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับผู้ชมต่างชาติ เพราะอารมณ์ความกลัวและความลุ้นระทึกเป็นภาษาสากลที่ไม่ต้องพึ่งพาความเข้าใจภาษาอย่างลึกซึ้ง และยังเปิดพื้นที่ให้สำรวจประเด็นเชิงอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของผู้คนไปพร้อมกัน
กระแสหนังไทยเทศกาลภาพยนตร์ในช่วงนี้ไม่ได้มาเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากการวางหมากยาวของคนทำหนังและคนทำตลาดที่หันมาใช้แนวสยองขวัญและแฟนตาซีเป็นหัวหอก ทั้งในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติและตลาดซื้อขายสิทธิ์ จุดร่วมของงานเหล่านี้คือการกล้าสร้างโลก คิดตัวละคร และใช้ความเชื่อท้องถิ่นเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้หนังมีเสน่ห์เฉพาะตัว ต่างจากสำเนากระแสหลักจากฮอลลีวูด และดึงดูดสายตาผู้จัดเทศกาลที่กำลังมองหาน้ำเสียงใหม่ในอุตสาหกรรมหนังไทย
The Mage และ Beware Boiúna เมื่อความหลอนท้าชนมาตรฐานฮอลลีวูด
การเลือกเปิดรอบ “Bangkok Midnight” ด้วย The Mage คนเก็บผี คือสัญญาณชัดว่าผู้จัดเทศกาลต้องการวางภาพลักษณ์เมืองหลวงแห่งนี้ให้เป็นศูนย์กลางหนังแฟนตาซีและระทึกขวัญระดับภูมิภาค ภาพยนตร์จากทีมผู้กำกับสายตำนาน แฝดแพง ที่ผสมแฟนตาซีกับบรรยากาศความเชื่อลี้ลับ ได้รับการผลักดันอย่างเป็นระบบ ทั้งการบินทีมนักแสดงนานาชาติอย่าง โจซี โฮ และ อิหม่าน ทาเฮรี มาร่วมเปิดตัว และการวางแผนฉายต่อเนื่องในมาเลเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ ก่อนย้อนกลับมาฉายในบ้านเกิด แล้วค่อยขยายไปยังอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ สิ่งนี้สะท้อนความคิดใหม่ที่มองภูมิภาคเอเชียเป็นเครือข่ายตลาดเดียว
อีกฝั่งหนึ่ง Beware Boiúna บอ ยู นา เลื้อยเขมือบแอมะซอน แสดงให้เห็นว่าคนทำหนังสายสยองไทยเริ่มกล้าคิดใหญ่ถึงระดับท้าชนต้นแบบฮอลลีวูดอย่าง Anaconda อย่างตรงไปตรงมา ภาพยนตร์สัตว์ประหลาดเรื่องนี้สร้างเสียงฮือฮาตั้งแต่รอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาล Fantastic Fest เมืองออสติน รัฐเท็กซัส พร้อมกวาดคำชมว่าเป็นหนังโคตรงูยักษ์ยุคใหม่ที่ไม่ควรพลาด และมีสื่อสายสยองถึงขั้นระบุว่า “ขึ้นแท่นผลงานสยองขวัญงูยักษ์ระดับท็อป ทั้งบันเทิง ลุ้นระทึก และเล่นงานผู้ชมไม่ทันตั้งตัว” การที่สื่อเปรียบตรงว่า “ท้าชน Anaconda ฉบับปี 1997 ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ” คือจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ ว่าหนังสายนี้ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรองอีกต่อไป

Out of the Nest และแอนิเมชัน เมื่อการส่งออกหนังไทยต้องคิดเกินกรอบเอเชีย
หากหนังผีและสัตว์ประหลาดกำลังขยายพื้นที่ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ แอนิเมชันไทยก็พิสูจน์ว่าตัวเองมีศักยภาพไม่แพ้กัน Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ คือกรณีศึกษาที่ควรถูกพูดถึงในทุกวงเสวนาเรื่องการส่งออกหนังไทย เพราะนี่คือแอนิเมชันฝีมือคนไทยที่เดินสายรับรางวัลบนเวทีนานาชาติต่าง ๆ และเข้าฉายในกว่า 90 ประเทศทั่วโลกแล้ว การเดินเกมเริ่มจากการเปิดตัวในบ้านตัวเอง จากนั้นค่อยขยายไปตลาดเอเชียและยุโรป ก่อนล่าสุดจะบุกสเปนและเตรียมเข้าฉายในบราซิลวันที่ 24 กันยายน เพื่อเปิดประตูสู่ตลาดลาตินอเมริกา
กรณีของ Out of the Nest บอกเราว่า การสร้างแอนิเมชันเพื่อผู้ชมสากลไม่จำเป็นต้องละทิ้งรากท้องถิ่น เพียงแต่ต้องสื่อสารด้วยโครงเรื่องผจญภัยที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ทุกวัย แอนิเมชันเรื่องนี้ยังเดินคู่ขนานทั้งในโรงภาพยนตร์และแพลตฟอร์มสตรีมมิง เช่น เมื่อมีการฉายในหลายภูมิภาคแล้ว ยังเปิดให้ผู้ชมดูผ่าน Netflix ได้ต่อเนื่อง ทำให้หนังไม่หายไปจากการรับรู้ และช่วยสร้างฐานแฟนทั่วโลกที่พร้อมรองรับผลงานต่อไปของผู้สร้างไทย
โครงสร้างใหม่ของการส่งออกหนังไทย เมื่อ BrandThink จับมือ EST N8
ความสำเร็จบนเวทีโลกจะยืนระยะไม่ได้เลย หากไม่มีโครงสร้างรองรับด้านเงินทุน การขาย และการจัดจำหน่าย ความร่วมมือระหว่าง BrandThink กับบริษัทจัดจำหน่ายระดับนานาชาติอย่าง EST N8 ในการตั้งบริษัท B-EST Pictures คือหลักฐานชัดว่าผู้เล่นไทยเริ่มคิดในระดับเครือข่าย ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ต่อโปรเจกต์ ภาพยนตร์เรื่องแรกของการร่วมทุน เลี้ยงไม่เชื่อง Tame เลือกใช้แนวสยองขวัญระทึกขวัญที่อิงความเชื่อพื้นบ้าน และถูกเปิดตัวในตลาดซื้อขายภาพยนตร์ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต เพื่อหาผู้ซื้อล่วงหน้า ก่อนเข้าฉายในบ้านตัวเองวันที่ 29 ตุลาคม
โมเดลของ B-EST Pictures คือการเอาเครือข่ายการขาย การหาเงินทุน และการจัดจำหน่ายของ EST N8 มาผสานกับฐานผู้ชมและสื่อสายวัฒนธรรมย่อยที่ BrandThink สั่งสมไว้ในประเทศ เพื่อพัฒนาหนังยาวและไลฟ์อีเวนต์ร่วมกัน โดยเริ่มจากตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วค่อยขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ ที่สำคัญ พวกเขาประกาศชัดว่าจะมีโปรเจกต์เพิ่มอีกอย่างน้อยสามเรื่องในไม่กี่เดือนข้างหน้า แปลว่าการบุกตลาดโลกครั้งนี้ไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง แต่เป็นแผนระยะกลางที่เตรียมโครงสร้างรองรับไว้แล้ว

อนาคตอุตสาหกรรมหนังไทยบนเวทีเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ
เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าหนังไทยเทศกาลภาพยนตร์กำลังขยับจากสถานะ “แขกรับเชิญ” ไปสู่ “ผู้เล่นประจำ” ในหลายเวที ทั้งจากหนังแฟนตาซีสยองขวัญอย่าง The Mage ที่ใช้เทศกาลกรุงเทพฯ เป็นฐานก่อนบุกทั้งภูมิภาค หนังสัตว์ประหลาดที่กล้าท้าชนมาตรฐานฮอลลีวูดอย่าง Beware Boiúna ที่ปักธงใน Fantastic Fest และแอนิเมชันอย่าง Out of the Nest ที่พิสูจน์ว่าคอนเทนต์ไทยสามารถเดินทางได้ไกลถึงตลาดลาตินอเมริกา
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการต่อยอดความสำเร็จให้กลายเป็นระบบ ทั้งการสร้างผู้กำกับหน้าใหม่ผ่านโปรเจกต์อย่างเลี้ยงไม่เชื่อง การพัฒนาตลาดรองอย่างสตรีมมิง และการใช้แนวภาพยนตร์สยองขวัญไทยและแฟนตาซีเป็นธงนำ เพราะเป็นแนวที่ต้นทุนทางวัฒนธรรมของเราชัดเจนที่สุด อุตสาหกรรมหนังไทยจึงควรยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ความหลอน ความเชื่อ และโลกจินตนาการ คือสินทรัพย์หลักในการแข่งขันบนเวทีเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ และหากวางแผนการส่งออกหนังไทยต่อเนื่อง เราอาจได้เห็นยุคใหม่ที่ชื่อของผู้กำกับไทยและบริษัทไทยกลายเป็นคำคุ้นหูในสายตาผู้ชมทั่วโลก






