เวลเนสและความหรูคือยุทธศาสตร์ใหม่ของผลิตภัณฑ์ไทยส่งออก
ยุทธศาสตร์ผลิตภัณฑ์ไทยส่งออกแนวใหม่คือการวางตำแหน่งสินค้าให้เชื่อมโยงกับกระแสเวลเนส ความงาม และความหรู โดยใช้ส่วนผสมธรรมชาติผสานนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและภาพลักษณ์พรีเมียมให้กับอาหาร สกินแคร์ และบริการดูแลสุขภาพ ในแบบที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งมองหาทั้งคุณภาพ ประสบการณ์ และเรื่องราวเบื้องหลังสินค้าในคราวเดียวกัน สิ่งที่เห็นชัดคือ แบรนด์ไทยไม่ได้แข่งด้วยราคาถูก แต่เลือกแข่งด้วยความหมายของสินค้า ตั้งแต่การเล่าเรื่องแหล่งที่มา ไปจนถึงการยืนยันด้วยงานวิจัยและมาตรฐานระดับสากล อุตสาหกรรมสุขภาพของไทยมีมูลค่าตลาดขยายตัวร้อยละ 10 จาก 3.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงาน Global Wellness Institute ซึ่งสะท้อนว่าการยกระดับสู่ตลาดเวลเนสโลกไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นจริง ท่ามกลางบริบทนี้ คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าผู้ประกอบการไทยพร้อมหรือไม่ แต่คือใครจะกล้าขยับจากการขายปริมาณ ไปสู่การสร้างคุณค่าในฐานะแบรนด์พรีเมียมระดับโลก
น้ำผึ้งธรรมชาติไทย เมื่อเรื่องราวป่าดอกไม้และดอกลำไยกลายเป็นสินค้าพรีเมียม
กรณีของไทยฮันนี่ แสดงให้เห็นชัดว่าการเล่นกับรสนิยมเวลเนสและวัตถุดิบธรรมชาติ สามารถผลักสินค้าพื้นฐานอย่างน้ำผึ้งให้กลายเป็นสินค้าเชิงประสบการณ์ได้ แบรนด์ใช้ความเชี่ยวชาญด้านน้ำผึ้งธรรมชาติไทยฮันนี่เดินหน้าขยายธุรกิจผ่านสองผลิตภัณฑ์หลัก น้ำผึ้งดอกไม้ป่า และน้ำผึ้งดอกลำไย เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ แหล่งที่มา และเรื่องราวฤดูกาล น้ำผึ้งดอกไม้ป่าไม่ได้ขายแค่ความหวาน แต่ขายภูมิทัศน์ดอกไม้หลากหลายชนิดและเอกลักษณ์แต่ละพื้นที่ ส่วนน้ำผึ้งดอกลำไยขายอัตลักษณ์สวนผลไม้ที่ผูกกับภาพจำของประเทศในฐานะดินแดนผลไม้เขตร้อน การผลักดันให้ผู้บริโภคใช้ น้ำผึ้งธรรมชาติไทย ในหลายบริบท ตั้งแต่คู่กับขนมปัง โยเกิร์ต ผลไม้ ไปจนถึงทำอาหารและเบเกอรี่ คือการออกแบบให้สินค้าจากส่วนผสมบ้านๆ กลายเป็นตัวแทนไลฟ์สไตล์สุขภาพที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ท่าทีเช่นนี้สะท้อนชัดว่าแบรนด์น้ำผึ้งไทยที่เข้าใจเทรนด์เวลเนส จะไม่ยอมติดกรอบสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เลือกเล่าเรื่องกลิ่น ดิน อากาศ และฤดูกาล จนผู้บริโภคยอมมองน้ำผึ้งเป็นสินค้าพรีเมียมมากกว่าเป็นแค่สารให้ความหวาน

ข้าวหอมมะลิไทย แจ้งเกิดเซกเมนต์ซูเปอร์พรีเมียมในตลาดต่างประเทศ
การแตกเซกเมนต์ใหม่ของ ข้าวหอมมะลิไทย ในตลาดต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าพืชอาหารหลักก็สามารถสร้างภาพลักษณ์ซูเปอร์พรีเมียมได้ หากผู้จำหน่ายกล้าวางตำแหน่งอย่างชัดเจน กรณีข้าวหอมมะลิจากเชียงรายที่ถูกจัดวางเป็นสินค้าระดับบลูไดมอนด์บนแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ในจีน พร้อมการสื่อสารว่าเป็นข้าวหอมเมล็ดยาวจากเขตหุบเขา น้ำสะอาด ดินสะสมแร่ธาตุ และสภาพอากาศที่ช่วยให้กลิ่นหอมใบเตยเข้มข้น ถือเป็นตัวอย่างของการเล่าเรื่อง terroir ในแบบอุตสาหกรรมไวน์ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับข้าว การพรรณนารสสัมผัสระดับแข่งขัน ทั้งความนุ่ม ความยืดหยุ่น และการคัดเฉพาะเมล็ดระดับท็อปตามมาตรฐานการแข่งขันข้าว เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นการยืนยันว่าผู้ประกอบการตั้งใจสร้างเซกเมนต์บนสุดของตลาดข้าวหอมมะลิ ข้าวเชียงรายในภาพนี้ไม่ใช่แค่ข้าวจากแหล่งผลิตใหม่ แต่เป็นการประกาศว่าผลิตภัณฑ์ไทยส่งออกสามารถขึ้นไปยืนแถวหน้าของตลาดพรีเมียมได้ หากกล้าวางตัวเป็นสินค้าหรูแท้จากภูมิประเทศเฉพาะถิ่น ผลลัพธ์คือการขยับภาพจำของข้าวไทยจากสินค้าอร่อยราคาย่อมเยา ไปเป็นสัญลักษณ์ของความประณีตและการคัดสรร เหลือพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายอื่นเดินตามด้วยการสร้างแบรนด์ข้าวจากพื้นที่เฉพาะมากขึ้น
ความงามไทย T-Beauty เมื่อสมุนไพรพบวิทยาศาสตร์ในตลาดสกินแคร์
ในด้านความงาม แนวคิด ความงามไทย T-Beauty กำลังถูกผลักดันอย่างจริงจังผ่านแบรนด์ที่กล้าผสมผสานภูมิปัญญาสมุนไพรกับวิทยาศาสตร์สกินแคร์ De Leaf ประกาศยุทธศาสตร์ยกระดับสมุนไพรธรรมชาติด้วยงานวิจัย เพื่อปักธง T-Beauty สู่เวทีระดับสากล พร้อมเปิดตัวสบู่ เดอ ลีฟ ทานาคา สูตร Triple Bright Active ที่อัดส่วนผสมระดับเซรั่มเคาน์เตอร์แบรนด์ลงในก้อนสบู่ ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ใช้ De Leaf Thanaka 4D Bio-Active ผสานทานาคา ส้ม และไนอาซินาไมด์ เข้มข้นสูงถึง 30 เท่า ซึ่งเป็นเกรดเดียวกับเซรั่มบำรุงผิวราคาแพง เพื่อให้ผู้บริโภคได้ประสบการณ์อาบพร้อมบำรุง ผิวไบรท์ใส อ่อนโยน ไม่แสบ ไม่ลอกผิว ตอบรับเทรนด์ Skin Longevity ที่เน้นการดูแลผิวให้สวย แข็งแรง และมีสุขภาพดีในระยะยาว จุดสำคัญคือ แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่ที่สูตรสมุนไพรแต่เน้นยืนยันด้วยคำว่าบำรุงผิวด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่ผลิตภัณฑ์ไทยส่งออกในกลุ่ม personal care และ skincare ต้องก้าวพ้นภาพลักษณ์ของสินค้าโลคอลราคาย่อมเยาไปสู่การเป็นผู้เล่นที่มีนวัตกรรมเฉพาะตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

DITP และยุทธศาสตร์ Thai to Global บนตลาดเวลเนสโลก
เบื้องหลังความเคลื่อนไหวของแบรนด์ คือการขยับเชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐที่เห็นศักยภาพ ตลาดเวลเนสโลก และเลือกผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยขยับจากระดับภูมิภาคไปสู่ระดับสากล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเปิดแคมเปญ THINK THAILAND : NEXT LEVEL ดันยุทธศาสตร์ Thai to Global รุกตลาดนิชในยุโรปและตะวันออกกลาง พร้อมดึงแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกเพื่อสร้างภาพลักษณ์สินค้าและบริการสุขภาพของไทย รายงาน Global Wellness Economy: Country Ranking Report ระบุว่าอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยมีมูลค่าตลาด 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และถูกจัดอันดับอยู่ที่ 24 ของโลก ขณะที่แผนปี 2570 มุ่งเจาะกลุ่มสปาหรูในยุโรป บริการแพทย์ในตะวันออกกลาง และนวัตกรรมอาหารสำหรับผู้สูงอายุในญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนการเลือกเจาะตลาดนิชแทนการแข่งขันแบบกว้าง สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณชัดว่าภาครัฐต้องการให้ผู้ประกอบการไทยเลิกขายสินค้าด้วยปริมาณ หันมาใส่นวัตกรรม ยกระดับภูมิปัญญาด้วยวิทยาศาสตร์ และสร้างมูลค่าในระดับ NEXT LEVEL เพื่อรองรับความต้องการใหม่ของตลาดเวลเนสโลก การที่ประเทศได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit ก็ยิ่งตอกย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่แบรนด์ไทยต้องคิดแบบผู้เล่นระดับโลก ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตต้นน้ำราคาถูก






