ความร่วมมือทางทะเลยุคใหม่คืออะไร และทำไมเอไอจึงเป็นหัวใจ
ความร่วมมือทางทะเลยุคใหม่คือกรอบการทำงานร่วมกันของรัฐ นักวิทยาศาสตร์ และภาคเศรษฐกิจ ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์สมุทรในการเฝ้าระวัง ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินอย่างยั่งยืน เชื่อมทั้งการวิจัย การเตือนภัย และการกำหนดนโยบายให้ใช้ข้อมูลทะเลแบบเรียลไทม์ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กัน การเปิดประชุมความร่วมมือทางทะเล จีน–กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 22–25 กันยายน 2569 ที่กรุงเทพฯ คือจุดสัญญาณชัดว่าภูมิภาคนี้เลือกเดินเส้นทางดังกล่าวแล้ว ไทยและจีนร่วมผสานพลัง 10 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้เวทีนี้ยกระดับความร่วมมือทางทะเลจากทวิภาคีสู่ระดับภูมิภาค เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ระบบนิเวศ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินอย่างเป็นรูปธรรม

เวทีครั้งที่ 9: จากวิทยาศาสตร์ทะเลสู่คำปฏิญญาความร่วมมือทางทะเล
จุดแข็งของการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีเปิด หากคือการวางโครงใหม่ของความร่วมมือทางทะเลที่ผูกวิทยาศาสตร์เข้ากับนโยบายอย่างแนบแน่น น.ส.ดาริกา ศรัณย์เกตุ และ ดร. ซุน ชูเซียน ร่วมเปิดประชุม โดยมีผู้แทนและนักวิชาการจากภูมิภาคกว่า 200 คนเข้าร่วมสะท้อนว่าทะเลไม่ได้เป็นเรื่องของชาติเกี่ยวข้องฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่เป็นวาระร่วมของภูมิภาค ก่อนหน้าเวทีใหญ่ยังมีการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทะเลครั้งที่ 15 เพื่อแลกเปลี่ยนผลงานวิจัย ตั้งแต่การติดตามมลพิษไมโครพลาสติก ไปจนถึงการติดตามความเป็นกรดของแนวปะการังผ่านระบบทุ่นสำรวจมหาสมุทรไป๋หลงที่ใช้เอไอ แกนกลางทางการเมืองของเวทีคือการผลักดันคำปฏิญญาความร่วมมือทางทะเล ที่เชื้อเชิญผู้เข้าร่วมลงนามโดยสมัครใจเพื่อแสดงเจตนารมณ์บริหารจัดการและอนุรักษ์มหาสมุทรอย่างยั่งยืนในอนาคต หนึ่งในประโยคที่สะท้อนทิศทางเวทีนี้ได้ดีคือ การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการขยายผลความร่วมมือทวิภาคีไทย–จีนสู่ระดับภูมิภาค เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน
ปัญญาประดิษฐ์สมุทร: จากทุ่นไป๋หลงสู่โครงสร้างข้อมูลระดับภูมิภาค
เมื่อพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ หลายคนคิดถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลบนบก แต่เวทีนี้กำลังผลักให้ปัญญาประดิษฐ์สมุทรเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการอนุรักษ์ทรัพยากรทะเล ระบบทุ่นสำรวจมหาสมุทรไป๋หลงที่ผนวกเอไอช่วยให้การเก็บข้อมูลมหาสมุทร ลม คลื่น และมลพิษทำได้ต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาแบบจำลองพยากรณ์ทั้งความรุนแรงของไต้ฝุ่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทะเล และภาวะกรดในแนวปะการังได้ละเอียดขึ้น กรอบการประชุมยังเน้นการตรวจวัดและคาดการณ์สภาพมหาสมุทร การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ การบรรเทาภัยจากการกัดเซาะชายฝั่งและระดับน้ำทะเลสูงขึ้น รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินภายใต้แนวทาง Nature-based Solutions และกรอบ UN Ocean Decade แนวทางนี้สอดรับกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคอื่นของภูมิภาค เช่น การลงทุนด้านระบบรางอัจฉริยะ การเชื่อมต่อ 5G และ 6G และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ถูกใช้ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลและการเชื่อมโยงภูมิภาค

เศรษฐกิจสีน้ำเงินและการอนุรักษ์ทรัพยากรทะเล: โอกาสหรือกับดักของภูมิภาค
การประกาศเดินหน้าเศรษฐกิจสีน้ำเงินยั่งยืนไม่ใช่คำสวยหรู หากต้องตอบคำถามยากว่าจะแบ่งสมดุลระหว่างการใช้กับการอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลอย่างไร เวทีนี้เลือกยึดกรอบ Nature-based Solutions และ UN Ocean Decade เป็นฐาน ทำให้โครงการอนุรักษ์อย่างการฟื้นฟูปะการังหรือการศึกษาทะเลลึกไม่ได้แยกขาดจากการออกแบบกิจกรรมเศรษฐกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ลงทุนในระยะยาว การประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ปฏิบัติการร่วมไทย–จีนครั้งที่ 14 ที่อนุมัติแผนงานปี 2569–2570 เน้นศึกษาผลกระทบจากกิจกรรมมนุษย์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและการอนุรักษ์ป่าชายเลน แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเขตอุตสาหกรรมกำลังถูกตรวจสอบด้วยเลนส์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากภูมิภาคใช้ข้อมูลจากเอไอและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมาช่วยกำกับการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างเข้มงวด ความร่วมมือทางทะเลครั้งนี้อาจกลายเป็นต้นแบบว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ทะเลไม่จำเป็นต้องสวนทางกันเสมอไป






