การค้าปลีกเวียดนามคืออะไร และเหตุใดดีลนี้จึงเขย่าภูมิภาค
การค้าปลีกเวียดนามคือระบบธุรกิจการขายสินค้าและบริการให้ผู้บริโภคภายในเวียดนามที่กำลังเปลี่ยนจากร้านดั้งเดิมไปสู่โมเดิร์นเทรด ศูนย์การค้าเวียดนาม และเครือข่ายค้าปลีกสมัยใหม่ โดยมีทุนต่างชาติและทุนอาเซียนเข้ามาลงทุนผสมผสานกับผู้ประกอบการท้องถิ่น เกิดเป็นอีโคซิสเต็มค้าปลีกใหม่ที่เชื่อมผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้บริโภค และการค้าชายแดนไทยเข้าด้วยกัน
หัวใจของเรื่องนี้คือการที่กลุ่มเซ็นทรัลวางหมากระยะยาว ปักฐานเวียดนามมากว่า 15 ปี ลงทุนสะสมผ่านธุรกิจค้าปลีกไปแล้วกว่า 49,000 ล้านบาท จากนั้นประกาศแผนทุ่มเงินลงทุนเพิ่มกว่า 116,000 ล้านบาทในธุรกิจค้าปลีก ศูนย์การค้าแบบมิกซ์ยูส และการพัฒนาโรงแรม นี่ไม่ใช่การเปิดสาขาเพิ่มอีกไม่กี่แห่ง แต่คือการประกาศสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางค้าปลีกระดับภูมิภาค เมื่อทุนไทยรุกเวียดนามอย่างเป็นระบบ เกมของการค้าปลีกเวียดนามและการค้าชายแดนไทยย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เวียดนามโต 8-10 เปอร์เซ็นต์ ทำไมทุนค้าปลีกต้องเร่งจองพื้นที่
หากมองในมุมเศรษฐกิจ เวียดนามวันนี้คือภาพที่หลายประเทศอยากเห็นในอนาคต GDP เติบโตเฉลี่ยปีละ 8-10 เปอร์เซ็นต์ มีประชากรมากกว่า 100 ล้านคน กำลังซื้อขยายตัวต่อเนื่อง และผู้บริโภคเปิดรับสินค้าและบริการรูปแบบใหม่อย่างกว้างขวาง ข้อเท็จจริงแบบนี้ทำให้ตลาดเวียดนามไม่ใช่เพียง “ประเทศเพื่อนบ้าน” แต่กลายเป็นสนามหลักของทุนค้าปลีกในอาเซียน
วัลยา จิราธิวัฒน์เคยกล่าวชัดว่า เวียดนามไม่ได้เด่นแค่ตัวเลขเติบโต แต่มีประชากรมากกว่าร้อยล้านคนและเปิดรับ modern trade เป็นอย่างดี กล่าวให้ง่าย เวียดนามคือรุ่นน้องที่กำลังก้าวจากตลาดคุ้มค่าราคา สู่ตลาดที่คนยอมจ่ายเพื่อคุณภาพ ความปลอดภัย ความสะดวก และประสบการณ์การช้อปปิงที่ดีกว่า เมื่อความเจริญไม่ได้กระจุกอยู่แค่ฮานอยหรือโฮจิมินห์ แต่กระจายไปเมืองรองทั่วประเทศ ใครจองโลเคชั่นได้ก่อนก็มีสิทธิ์กลายเป็น “โครงข่ายค้าปลีก” หลักของทั้งภูมิภาค

จากห้างเดี่ยวสู่ Retail Ecosystem เชื่อมคน สินค้า และศูนย์การค้าเวียดนาม
จุดที่น่าจับตาไม่ใช่แค่จำนวนสาขา แต่คือแนวคิด Retail Ecosystem ที่เซ็นทรัล รีเทลกำลังก่อรูปในเวียดนาม จากธุรกิจค้าปลีกที่เริ่มต้นเมื่อปี 2012 วันนี้เครือข่ายครอบคลุมทั้งผู้บริโภค ร้านค้า ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรท้องถิ่น การลงทุนกว่า 49,000 ล้านบาทในรอบ 15 ปี จึงไม่ใช่การทุ่มเงินเพื่อป้ายโลโก้ แต่เพื่อสร้างระบบที่เชื่อมตั้งแต่ซัพพลายเชนไปจนถึงประสบการณ์หน้าร้าน
โครงสร้างนี้ประกอบด้วยไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่าง GO Hypermarket ซูเปอร์มาร์เก็ต TOPS ร้าน mini go และ Lan Chi Mart ไปจนถึงกลุ่มสินค้าแฟชั่น กีฬา ไลฟ์สไตล์ รวมถึงพื้นที่เชิงพาณิชย์ใน GO Mall การให้บริการลูกค้ามากถึง 500,000 ครั้งต่อวันใน 26 จังหวัด ทำให้ฐานข้อมูลสมาชิก และพฤติกรรมผู้บริโภคกลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ของทั้งกลุ่ม เซ็นทรัลพัฒนาที่เตรียมปั้นศูนย์การค้าเวียดนามแบบมิกซ์ยูส และเครือโรงแรมเซ็นทาราที่เดินหน้าโครงการฮอสปิทาลิตี ล้วนอยู่ในแผนรวมเดียวกันคือการสร้าง ecosystem ครบวงจร ไม่ใช่ห้างโดดเดี่ยว

Vietnamese Week และการค้าชายแดนไทย เกมเชื่อมสองตลาดด้วยแบรนด์ท้องถิ่น
ดีลลงทุนก้อนใหญ่ของกลุ่มเซ็นทรัลไม่ได้เกิดในสุญญากาศ แต่ต่อยอดผ่านอีเวนต์เชื่อมตลาดอย่าง Vietnamese Week in Thailand 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ โดยร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ระหว่างวันที่ 17-20 กันยายน งานปีนี้จัดภายใต้แนวคิด Discover the Charm of Vietnam มีผู้ประกอบการเวียดนามมากกว่า 60 ราย จากเมืองและจังหวัดสำคัญ เช่น ฮานอย โฮจิมินห์ ดานัง อันซาง และลาวไก นำสินค้าและผลิตภัณฑ์มาพบผู้บริโภคไทย
งานลักษณะนี้ทำหน้าที่มากกว่างานแฟร์ เพราะเปิดพื้นที่ให้การจับคู่ธุรกิจ Business Matching และการชำระเงินข้ามแดน การค้าชายแดนไทยจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องด่านศุลกากร แต่กลายเป็นแพลตฟอร์มที่แบรนด์ท้องถิ่นเวียดนามสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยโดยตรง ขณะที่ผู้ประกอบการไทยเห็นเทรนด์สินค้าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำ นี่คือโครงสร้างการค้าแบบสองทาง ที่ทุนค้าปลีกขนาดใหญ่ได้บทบาทเป็น “โครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์” ให้ผู้เล่นรายเล็กหาทางขึ้นรถไฟอาเซียนขบวนเดียวกัน

เมื่อรีเทลข้ามพรมแดนกลายเป็นยุทธศาสตร์ภูมิภาค ใครได้ ใครเสีย
เมื่อมองไปข้างหน้า แผนลงทุนเพิ่มกว่า 116,000 ล้านบาทในเวียดนาม ที่กระจายทั้งค้าปลีก ศูนย์การค้าแบบมิกซ์ยูส และการพัฒนาโรงแรม ไม่ได้แปลว่าทุนไทยเพียงรายเดียวจะได้ประโยชน์ แต่หมายถึงการยกระดับสนามแข่งขันของทั้งภูมิภาค ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล รีเทล เวียดนามสร้างยอดขายรวมกว่า 330,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเงินหมุนเวียนจำนวนมากอยู่ในระบบเศรษฐกิจเวียดนาม ผ่านการจ้างงานกว่า 13,000 คนและการรองรับครอบครัวอีกนับหมื่น
คำถามคือ ใครได้ ใครเสีย จากเกมนี้ ผู้บริโภคเวียดนามชัดเจนว่าได้ทางเลือกสินค้าและประสบการณ์ค้าปลีกที่ดีขึ้น ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ช่องทางเข้าระบบโมเดิร์นเทรดและโอกาสการลงทุนสตาร์ทอัพที่ต่อยอดจาก ecosystem นี้ ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกไทยรายอื่นต้องเร่งคิดใหม่เรื่องการค้าข้ามพรมแดนและการค้าชายแดนไทย ไม่เช่นนั้นโครงสร้างการค้าปลีกเวียดนามจะถูกนิยามโดยไม่กี่ค่ายใหญ่ สุดท้าย เกมนี้ไม่ใช่เรื่องว่าใครจะชนะ แต่คือว่าใครจะกล้าขยับจากการคิดแบบ “ตลาดในประเทศ” ไปสู่การวางตัวเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง







