ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เวทีธุรกิจชายแดน เปลี่ยนเกมการค้าข้ามพรมแดนสู่หุ้นส่วนใหม่

เวทีธุรกิจชายแดน เปลี่ยนเกมการค้าข้ามพรมแดนสู่หุ้นส่วนใหม่
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เวทีธุรกิจชายแดน: นิยามใหม่ของไทย-เมียนมา ความร่วมมือ

เวทีธุรกิจชายแดนในกรอบการค้าข้ามพรมแดน คือพื้นที่ที่ภาครัฐและภาคเอกชนจากสองประเทศมาหารือร่วมกันอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แก้ปัญหาอุปสรรคด้านกฎระเบียบ การเงิน และโครงสร้างพื้นฐาน และวางแผนการลงทุนภูมิภาคให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน. การเยือนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีมิน อ่อง ไลง์ ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 ถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา เพราะไม่ใช่แค่การเยือนเชิงพิธีการ แต่ผูกโยงโดยตรงกับการขับเคลื่อนเวทีธุรกิจและการค้าชายแดนที่ยังเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจสองประเทศ. ตัวเลขการค้ารวม 244,051 ล้านบาทในปี 2568 โดยการค้าชายแดนคิดเป็นถึง 81% ของมูลค่ารวม เป็นหลักฐานชัดว่าชายแดนคือเส้นเลือดหลักของเศรษฐกิจภูมิภาค และการฟื้นตัวของเส้นเลือดนี้คือหัวใจของยุทธศาสตร์ใหม่.

เวทีธุรกิจชายแดน เปลี่ยนเกมการค้าข้ามพรมแดนสู่หุ้นส่วนใหม่

เวทีธุรกิจชายแดนครั้งแรกในระดับภูมิภาค: สัญญาณการเมืองที่ชัดเจน

Thailand-Myanmar Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “A New Chapter in Thailand-Myanmar Business Partnership” ไม่ใช่แค่เวทีสัมมนาทั่วไป แต่เป็นการประกาศ “รีเซ็ต” ไทย-เมียนมา ความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ. งานจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันทางเศรษฐกิจเข้าร่วมกว่า 700 คน และสื่อมวลชนกว่า 200 คน แสดงให้เห็นว่าภูมิภาคกำลังจับตาเวทีนี้อย่างใกล้ชิด. การเชิญผู้นำรัฐบาลทั้งสองฝ่ายขึ้นกล่าวปาฐกถาในเวทีเดียวกัน เป็น “Political Signal” ที่ส่งสารชัดว่า ทั้งสองประเทศต้องการวางตัวเองเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพในภูมิภาค. คำพูดที่ควรถูกอ้างต่อคือ “ผู้นำทั้งสองประเทศย้ำถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะฟื้นฟูบรรยากาศการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้กลับมาคึกคักอีกครั้งภายในปีนี้” ซึ่งตีกรอบเวลาและความคาดหวังอย่างเป็นรูปธรรม.

การค้าข้ามพรมแดนที่ยังติดล็อก: ใบอนุญาต เงินข้ามแดน และความเชื่อมั่น

แม้เวทีธุรกิจชายแดนจะถูกยกย่องว่าเป็นบทใหม่ของ การค้าข้ามพรมแดน แต่ความจริงคือการค้าและการลงทุนภูมิภาคยังติดล็อกอยู่กับโจทย์เก่า. ผู้ประกอบการชายแดนต้องรับความเสี่ยงจากการเปิด-ปิดด่าน การขอใบอนุญาตนำเข้า ข้อกำหนดด้านเงินตราต่างประเทศ การขนส่ง และสถานการณ์ความมั่นคง ทำให้ต้นทุนเพิ่มและบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักธุรกิจ. บนเวทีอภิปราย “Building a Future-Ready Regulatory Environment for Successful and Sustainable Business in Myanmar” ผู้แทนภาครัฐทั้งสองฝ่ายยอมรับตรงกันว่า ใบอนุญาตนำเข้าและข้อจำกัดธุรกรรมการเงินคืออุปสรรคหลัก. ฝั่งไทยเสนอให้จัดลำดับความสำคัญในการออกใบอนุญาตโดยเน้นสินค้าจำเป็นและวัตถุดิบกลาง เพื่อไม่ให้กฎระเบียบการเงินไปบั่นทอนภาคการผลิตมากเกินไป. อีกด้านหนึ่ง การโอนเงินข้ามพรมแดนที่ไม่คล่องตัวผลักบางธุรกรรมออกนอกระบบ ส่งผลให้เอสเอ็มอีและรายย่อยไม่สามารถหมุนเงินเข้าระบบเศรษฐกิจได้เต็มที่.

เศรษฐกิจเกื้อกูลและการลงทุนภูมิภาค: จากตัวเลขสู่กลยุทธ์

หากมองลึกเข้าไปในตัวเลข จะเห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศไม่ได้เป็นศูนย์รวม-ศูนย์กระจาย แต่เป็น “เศรษฐกิจเกื้อกูล” ตามคำอธิบายของนักเศรษฐศาสตร์ที่ชี้ว่า ฝั่งหนึ่งมีเทคโนโลยีและทักษะ อีกฝั่งมีทรัพยากร ตลาด และแรงงาน ซึ่งเชื่อมต่อกันในห่วงโซ่อุปทาน. ปัจจุบันอีกฝ่ายเป็นคู่ค้าอันดับที่ 22 และอันดับที่ 7 ในอาเซียน โดยอีกฝ่ายเป็นผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับ 3 ด้วยโครงการลงทุนกว่า 100 โครงการ ครอบคลุมพลังงาน การเกษตร อุตสาหกรรมผลิต โครงสร้างพื้นฐาน ลอจิสติกส์ และการท่องเที่ยว. ประโยคที่น่าถอดเป็นคำคมคือ “มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคโดยรวมด้วย”. แก่นของกลยุทธ์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณการค้า แต่คือการจัดโครงสร้างให้เงินที่เกิดจากแรงงาน การค้า และการลงทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบผ่านช่องทางที่โปร่งใส ตั้งแต่การชำระเงินดิจิทัล การเชื่อมโยงระบบการเงิน ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะแรงงาน.

จากสัญญาณสู่การลงมือ: เวทีธุรกิจชายแดนจะเป็นจุดเปลี่ยนได้จริงหรือไม่

คำถามสำคัญคือ เวทีธุรกิจชายแดนครั้งนี้จะเป็นเพียงวาทกรรม หรือจะกลายเป็นจุดหักเหของไทย-เมียนมา ความร่วมมือ. ภาครัฐเสนอให้จัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ภายในปี 2569 เพื่อเป็นกลไกผลักดันการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันบนเวทีก็พูดชัดถึงความจำเป็นในการเร่งโครงการเชื่อมโยง เช่น เส้นทางไปเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ทางหลวงไตรภาคี และการขนส่งทางทะเลที่ล่าช้ามานาน. ในเชิงผลกระทบต่อคนตัวเล็ก ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเวทีนี้จะสะท้อนตรงไปยังผู้ประกอบการชายแดนที่ยังต้องแบกรับความไม่แน่นอน การโอนเงินที่ยาก และใบอนุญาตที่ล่าช้า. หากการหารือระดับผู้นำถูกแปลงเป็นกฎระเบียบใหม่ เครื่องมือการเงิน และทางเชื่อมโลจิสติกส์ที่ใช้ได้จริง เวทีนี้จะถูกจดจำว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ใน การค้าข้ามพรมแดน และการลงทุนภูมิภาค; แต่หากทุกอย่างหยุดอยู่บนกระดาษ ก็จะกลายเป็นเพียงโอกาสที่ถูกปล่อยให้หลุดมืออีกครั้ง.

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!