จากฐานผลิตสู่ศูนย์กลางทุน: โครงเรื่องใหม่ของการลงทุนอุตสาหกรรมไทย
การลงทุนอุตสาหกรรมไทยในระยะใหม่หมายถึงการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการเป็นฐานผลิตที่ใช้แรงงานและต้นทุนต่ำ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมตลาดทุนอาเซียน ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และกิจกรรมวิจัยพัฒนา โดยดึงดูดธุรกิจต่างชาติที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาตั้งฐานธุรกิจระยะยาว เชื่อมกับตลาดทุนและเครือข่ายการค้าในภูมิภาคอย่างเป็นระบบ จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการขยับพร้อมกันทั้งด้านข้อตกลงการลงทุนระหว่างภูมิภาค และด้านกลไกในประเทศเพื่อดูดซับเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทย นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อธิบายว่า การเดินหน้าโครงการ BOI to IPO เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการลงทุนครั้งใหญ่ โดยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมแล้วรวมมากกว่า 5 ล้านล้านบาท ภาพนี้บอกชัดว่า ใครจะเป็นศูนย์กลางทุนของภูมิภาคต่อจากนี้ไม่ใช่คำถามเชิงภูมิศาสตร์ แต่เป็นคำถามว่าใครกล้าปรับกติกาการดึงดูดทุนให้ทันเกมห่วงโซ่อุปทานโลก

AHKIA กับการวางหมากยานยนต์ ชิ้นส่วน และ PCB ในห่วงโซ่อุปทาน
การลงนามพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน–ฮ่องกง หรือ AHKIA คือหมากเดินสำคัญที่พลิกภาพการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 ที่กรุงมะนิลา ไทยในฐานะผู้ประสานงานสามารถนำอาเซียนและฮ่องกงปิดดีลเปิดตลาดการลงทุนได้สำเร็จ แก่นของดีลนี้คือการกำหนดให้การเปิดรับทุนต้องสอดคล้องกับสินทรัพย์ที่ตลาดต้องการ ไม่ใช่เปิดแบบไร้ทิศทาง พิธีสารเน้นดึงทุนคุณภาพสูงจากฮ่องกงในกลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และแผ่นวงจรพิมพ์ PCB เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทยให้แน่นขึ้น และยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมในภูมิภาค แทนที่จะเป็นเพียงฐานประกอบชิ้นส่วนราคาถูก การใช้ข้อตกลงการลงทุนมาเลือกประเภททุนเช่นนี้ ทำให้การลงทุนอุตสาหกรรมไทยมีโอกาสขยับจากการรับจ้างผลิต ไปสู่การถือสินทรัพย์เทคโนโลยีในห่วงโซ่อุปทานโลก
พันธมิตรกับอินเดียและฮ่องกง: วางตัวเป็นตัวกลางห่วงโซ่อุปทานโลก
หากมองเฉพาะดีล AHKIA จะเห็นการเชื่อมกับตลาดทุนฮ่องกงและจีนภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทางอย่างชัดเจน พิธีสารดังกล่าวเปิดทางให้นักลงทุนจากทั้งสองฝั่งเข้าออกตลาดการลงทุนได้คล่องขึ้น และย้ำบทบาทการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานผ่านฮับการเงินของฮ่องกงไปยังตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ นี่คือการใช้ความได้เปรียบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่กับตลาดทุนอาเซียนเพื่อดึงธุรกิจต่างชาติให้ปักฐานลึกขึ้น ในอีกด้าน การหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจกับเอกอัครราชทูตอินเดีย วางกรอบความร่วมมือแบบ Co Creation Co Investment ในสาขาอย่าง IT อุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ สมุนไพรและเภสัชภัณฑ์ อาหารแปรรูป การก่อสร้าง และบริการต้อนรับ เพื่อผลิตร่วมและเชื่อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ไม่ใช่แค่การค้าสินค้าข้ามแดน การค้าระหว่างทั้งสองประเทศขยายตัวร้อยละ 8.07 ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 แสดงว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจรองรับการยกระดับไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แล้ว
BOI to IPO: เปลี่ยนทุนต่างชาติจากแขกชั่วคราวเป็นเจ้าบ้านในตลาดทุนอาเซียน
หัวใจของกลยุทธ์การเป็นศูนย์กลางทุนไม่ใช่เพียงการดึงโรงงานเข้ามาตั้งฐานผลิต แต่คือการเปลี่ยนให้บริษัทเหล่านั้นใช้ตลาดทุนอาเซียนเป็นฐานระดมทุนระยะยาว นี่คือเหตุผลที่โครงการ BOI to IPO ถูกผลักดันอย่างจริงจัง เลขาธิการ BOI ชี้ว่า โครงการนี้เดินหน้าในช่วงที่มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมมากกว่า 5 ล้านล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ตั้งแต่ Semiconductor Electronics PCB AI Supply Chain Digital ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ Humanoid ไปจนถึงชิ้นส่วนอากาศยาน ด้วยความร่วมมือระหว่าง BOI ตลาดหลักทรัพย์ และหน่วยงานกำกับตลาดทุน BOI ไม่ได้มองต่างชาติแค่ในฐานะผู้รับสิทธิประโยชน์ภาษี แต่ชวนให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุน ใช้ทุนสาธารณะขยายกำลังการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ และปักฐานด้าน R&D พร้อมสร้างซัพพลายเชนที่ฝังตัวอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง นี่คือการย้ายสนามจากการแข่งภาษี ไปสู่การแข่งคุณภาพของตลาดทุนและระบบนิเวศธุรกิจ
โอกาสและโจทย์ใหญ่: ทำอย่างไรไม่ให้การเปิดรับทุนกลายเป็นช่องโหว่
แม้ดีลการลงทุนกับฮ่องกงและกรอบความร่วมมือกับอินเดียจะเปิดทางให้การลงทุนอุตสาหกรรมไทยเข้าไปอยู่กลางห่วงโซ่อุปทานโลก แต่คำถามสำคัญคือจะบริหารความเสี่ยงอย่างไร พิธีสาร AHKIA ถูกออกแบบให้ข้อผูกพันเปิดตลาดไม่กระทบสิทธิในการกำกับดูแลและการกำหนดนโยบายของรัฐ และไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายภายในเพิ่มเติม เพราะอยู่ในกรอบกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่แล้ว จุดนี้สะท้อนการพยายามรักษาสมดุลระหว่างการเปิดรับทุนกับการคุมมาตรฐานในสาขาที่อ่อนไหว ในด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะ PCB ที่มีผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกเข้ามาลงทุนในประเทศไม่น้อยกว่า 50 บริษัทในช่วงสามปีที่ผ่านมา โอกาสอยู่ที่การต่อยอดไปสู่การออกแบบและวิจัย ไม่ใช่แค่การประกอบ ขณะที่พันธมิตรกับอินเดียในสาขาอย่างสมุนไพร เภสัชภัณฑ์ และอุตสาหกรรมสีเขียว จะเป็นบททดสอบว่าระบบการคัดกรองและกำกับดูแลสามารถป้องกันไม่ให้การเปิดรับธุรกิจต่างชาติกลายเป็นการสูญเสียอำนาจต่อรองด้านเทคโนโลยีหรือไม่






