การบินไทย วิกฤตครั้งใหม่คืออะไร และทำไมต้องเริ่มจากเก้าอี้ซีอีโอ
การบินไทย วิกฤตครั้งล่าสุด คือภาวะที่สายการบินประสบปัญหาเที่ยวบินล่าช้า สัมภาระตกค้างจำนวนมาก และการดำเนินงานภาคพื้นสะดุด จนกระทบผู้โดยสารวงกว้างและสั่นสะเทือนถึงระดับบอร์ดบริหาร นำไปสู่การปลดซีอีโอ การตั้งคณะกรรมการสอบสวน และการปรับโครงสร้างการบริหารเพื่อกู้ความเชื่อมั่นกลับมาใหม่ทั้งหมด วิกฤตหน้าเคาน์เตอร์จึงลุกลามกลายเป็นวิกฤตธรรมาภิบาลของทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่ปัญหาปฏิบัติการรายวันอีกต่อไป
การประชุมคณะกรรมการบริษัทการบินไทยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 มีมติให้ นายชาย เอี่ยมศิริ พ้นจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารทันที พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อกล่าวหาการล่าช้าในการแก้ไขปัญหาบริการที่สะสมเรื้อรัง การปลดแบบฟ้าผ่าครั้งนี้สะท้อนชัดว่า บอร์ดไม่ยอมให้วิกฤตบริการถูกมองเป็นแค่ “อุบัติเหตุจากน้ำท่วม” แต่ยกระดับเป็นคำถามต่อฝั่งผู้บริหารการบินทั้งชุด การแต่งตั้งนายสัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการบริษัท ขึ้นมารักษาการซีอีโอเต็มเวลา จึงเป็นทั้งการอุดช่องว่างผู้นำ และเป็นข้อความถึงสังคมว่าองค์กรเริ่มชี้เป้าความรับผิดชอบในระดับบนแล้ว

จากน้ำท่วมบ้านพนักงานสู่สัมภาระตกค้างหลายหมื่นใบ แผนฉุกเฉินหายไปไหน
ต้นตอของสัมภาระตกค้างและเที่ยวบินล่าช้าไม่ได้เกิดจากเครื่องบินเสีย แต่เกิดจาก “ระบบคน” ที่พังลงพร้อมกัน เมื่อพนักงานกลุ่มที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางจำนวนมากไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้เพราะบ้านได้รับผลกระทบน้ำท่วม แม้บริษัทจะส่งรถไปรับถึงบ้าน แต่หลายคนยังห่วงบ้านจนมาไม่ครบ ส่งผลให้การขนถ่ายกระเป๋าและสินค้าเริ่มสะดุด ก่อนจะลุกลามเป็นงานค้างกองพะเนินที่สนามบิน
คำอธิบายจากฝ่ายบริหารชี้ว่า เมื่อพนักงานมาไม่เต็มกำลัง การบินไทยจึงต้องรับภาระทั้งเที่ยวบินของตนเองและของสายการบินลูกค้าที่ใช้บริการภาคพื้น จะเห็นว่าโครงสร้างงานแบบรับเหมาช่วงยาวเป็นโซ่อาจทำให้การสั่งการยามวิกฤตยุ่งยากขึ้น และเมื่อไม่มีการดึงแผนรับมือภาวะฉุกเฉินมาใช้ได้อย่างทันท่วงที ปัญหาจึงบานปลายกลายเป็นดินพอกหางหมูของสัมภาระตกค้างและเที่ยวบินล่าช้าในระดับระบบ

แรงกระแทกต่อผู้โดยสาร และบทสอบความรับผิดของผู้บริหารการบิน
ผลลัพธ์ที่ผู้โดยสารเห็นชัดที่สุดคือกระเป๋ามาช้าจนน่าหวั่นใจ มีรายงานว่าผู้โดยสารจำนวนมากต้องรอรับสัมภาระ 4-6 ชั่วโมง ขณะที่กระเป๋าสะสมตกค้างหลายหมื่นใบ กระทบภาพลักษณ์การบินไทยอย่างรุนแรง การสื่อสารหน้างานก็สะดุดเพราะขาดแรงงานลากกระเป๋าจากข้างเครื่อง ทำให้ไม่สามารถให้คำตอบชัดเจนได้ว่ากระเป๋าจะขึ้นสายพานเมื่อใด ผู้โดยสารจึงติดอยู่ระหว่างความโกรธ ความกังวล และความไม่แน่ใจ
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน บริษัทปรับแผนให้ผู้โดยสารไม่ต้องรออยู่ที่สนามบิน แต่ให้สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อระบุสถานที่จัดส่งกระเป๋า แล้วประสานไปรษณีย์เข้ามาช่วยคัดแยกและนำส่งให้ถึงมือ มาตรการนี้ช่วยลดความแออัดและความเครียดหน้างาน แต่ในเชิงความเชื่อมั่น มันคือสัญญาณดังว่า ผู้บริหารการบินต้องตอบให้ได้ว่าเหตุใดองค์กรที่มีบุคลากรหลักหมื่นคนและงบค่าตอบแทนมหาศาล จึงปล่อยให้ช่องโหว่ด้านการจัดการวิกฤตทำร้ายผู้โดยสารได้หนักขนาดนี้
สอบสองด้าน ทั้งบริการล่มและปมไวน์ 800 ล้าน บอร์ดจะเอาจริงแค่ไหน
การปลดซีอีโอครั้งนี้ไม่จบแค่เรื่องเที่ยวบินล่าช้าและสัมภาระตกค้าง บอร์ดตั้งคณะกรรมการสอบสวนสองประเด็นคู่ขนาน ได้แก่ การล่าช้าในการแก้ไขปัญหาบริการ และข้อกล่าวหาเรื่องการจัดซื้อไวน์ราว 860,000 ขวด มูลค่ากว่า 800 ล้านบาทจากผู้ขายรายเดียว นี่คือจุดที่วิกฤตบริการเชื่อมโยงเข้ากับคำถามเรื่องธรรมาภิบาลโดยตรง เพราะการตัดสินใจในห้องประชุมอาจกำลังสะท้อนมาตรฐานการใช้ทรัพยากรทั้งองค์กร
ในมุมตลาดทุน การสอบสวนปมจัดซื้อไวน์ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวพันกับความโปร่งใสของบริษัทที่เตรียมกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หากพบว่ากระบวนการจัดซื้อไม่รัดกุมหรือใช้ดุลยพินิจโดยไม่ผ่านกลไกตรวจสอบที่เหมาะสม ความเสียหายจะไม่ได้มีแค่ตัวเลขหลายร้อยล้าน แต่รวมถึงต้นทุนความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นและสังคมด้วย ประโยคที่ควรจำคือ “จำนวนไวน์ 860,000 ขวด มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท กำลังเป็นตัวชี้วัดว่าบอร์ดเอาจริงกับธรรมาภิบาลแค่ไหน”
ทางออกต้องเกินกว่าการอุดรูรั่ว กำหนดผู้นำใหม่และกติกาใหม่ทั้งระบบ
ในเชิงปฏิบัติการ การบินไทยเริ่มใช้มาตรการแก้ไขเฉพาะหน้า เช่น ควบรวมหรือยกเลิกเที่ยวบินล่วงหน้าเมื่อประเมินแล้วว่าดูแลไม่ไหว โอนผู้โดยสารไปสายการบินอื่น และกระจายงานบริการภาคพื้นของลูกค้าบางส่วนไปให้ผู้ประกอบการรายอื่นผ่านการประสานกับท่าอากาศยาน รวมถึงดึงไปรษณีย์เข้ามาช่วยกู้สัมภาระตกค้าง มาตรการเหล่านี้ช่วยหยุดเลือด แต่ยังไม่ใช่การผ่าตัดระบบ
โจทย์ใหญ่หลังจากนี้คือการสรรหา CEO คนใหม่ที่ไม่ได้มีแค่ประสบการณ์สายการบิน แต่ต้องกล้าปรับโครงสร้างการทำงานภาคพื้น ทบทวนการใช้แรงงานรับเหมาช่วง และสร้างแผนบริหารความเสี่ยงที่ใช้ได้จริงเมื่อเกิดน้ำท่วมหรือวิกฤตอื่น บอร์ดเองต้องกล้ากำหนดตัวชี้วัดความรับผิดชอบที่ผูกกับคุณภาพบริการ ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางการเงิน เพราะท้ายที่สุด การบินไทย วิกฤตครั้งนี้กำลังถามว่า ผู้บริหารการบินจะใช้โอกาสจากความผิดพลาด เปลี่ยนองค์กรให้รับผิดชอบผู้โดยสารมากกว่าที่เคยได้หรือไม่






