เมื่อเทศกาลดนตรีและการแสดงกลายเป็นเวทีเล่าเรื่องของโลก
เทศกาลดนตรีและการแสดงคือพื้นที่รวมศิลปะการแสดงหลากรูปแบบตั้งแต่โอเปรา บัลเลต์ การเต้นร่วมสมัย จนถึงศิลปะเซอร์คัส เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์เล่าเรื่องผ่านเสียงดนตรี การเคลื่อนไหว และการออกแบบเวทีที่ประณีต เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน เชื่อมเรื่องเล่าคลาสสิกกับประเด็นร่วมสมัย และเปิดโอกาสให้ศิลปินจากหลายภูมิภาคมาแลกเปลี่ยนมุมมองบนเวทีเดียวกันในเมืองใหญ่ที่กำลังเติบโตด้านศิลปะการแสดง ใจกลางของบทสนทนานี้อยู่ที่มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 28 หรือ Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music ที่พาผู้ชมออกเดินทางผ่านโอเปรา บัลเลต์ การเต้นร่วมสมัย และศิลปะเซอร์คัสจากคณะนานาชาติมาสู่เวทีกรุงเทพฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 กันยายน – 17 ตุลาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จุดยืนที่ชัดของมหกรรมนี้คือการทำให้ศิลปะการแสดงนานาชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในเมือง

Alice in Wonderland และ Cinderella จากโลกเทพนิยายสู่เวทีที่จับต้องได้
จุดแข็งของมหกรรมศิลปะการแสดงคราวนี้คือการหยิบเทพนิยายที่เราคุ้นเคยมาตีความใหม่ให้ผู้ชมร่วมสมัยเข้าถึงได้ทั้งครอบครัว เทพนิยายไม่ได้ถูกเล่าเพื่อหลบหนีความจริง แต่กลายเป็นกระจกสะท้อนคำถามเรื่องตัวตน ความกล้าฝัน และโครงสร้างสังคมที่รายล้อมเรา “Alice in Wonderland” คือหนึ่งในโชว์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด นำเสนอผ่านมุมมองของคณะ Wings Show Production ที่กล้าผสมบัลเลต์เข้ากับกายกรรมและศิลปะเซอร์คัส โลกของอลิซจึงไม่ใช่แค่ท่าเต้นสวยงาม แต่เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวกลางอากาศและฉากแฟนตาซีที่ชวนตั้งคำถามว่าอะไรคือความปกติ กระแสตอบรับที่ทำให้บัตรทุกที่นั่งถูกจำหน่ายหมดล่วงหน้า เป็นหลักฐานว่าผู้ชมพร้อมเปิดใจให้กับการอ่านเทพนิยายแบบใหม่ที่ไม่ยึดติดกับกรอบเดิม ด้าน “Cinderella” ผลงานของ Bolshoi Theatre of Belarus เจ้าของรางวัล National Theatre Prize 2025 สาขา Best Ballet Production ยืนยันว่าบัลเลต์คลาสสิกยังทรงพลังเมื่อเล่าเรื่องการก้าวข้ามชนชั้นและการเปลี่ยนโชคชะตาในสังคมร่วมสมัย ผู้ชมไม่ได้เห็นเพียงรองเท้าแก้วและรถม้า แต่เห็นคำถามว่าโอกาสในโลกจริงถูกแจกจ่ายอย่างเท่าเทียมหรือไม่

Murmuration Level 2 และ The Great Gatsby เมื่อร่างกายเล่าเรื่องสังคมร่วมสมัย
จากโลกเทพนิยาย เทศกาลยังขยับไปสู่การสำรวจสังคมร่วมสมัยผ่านภาษาการเต้นที่เข้มข้นขึ้น “Murmuration Level 2” สร้างโลกที่แทบไม่มีคำพูด แต่ใช้เพียงการเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นผู้เล่าเรื่อง ผลงานของ Sadeck Berrabah นักออกแบบท่าเต้นชาวฝรั่งเศสที่เคยทำงานร่วมกับศิลปินระดับโลก รวมถึงการแสดงในพิธีส่งมอบเจ้าภาพโอลิมปิก แสดงให้เห็นว่าศิลปะการแสดงนานาชาติไม่จำเป็นต้องมีภาษาเดียวกัน แค่ร่างกายก็สามารถพูดถึงความเป็นกลุ่ม การประสานความแตกต่าง และแรงกระเพื่อมทางสังคมได้อย่างทรงพลัง อีกด้านหนึ่ง “The Great Gatsby” นำวรรณกรรมอมตะของ F Scott Fitzgerald มาตีความผ่านการเต้นร่วมสมัยและดนตรีแจ๊ซ พาผู้ชมย้อนสู่ยุคอเมริกันดรีมที่หรูหรา แต่ซ่อนด้านมืดของสังคมไว้เบื้องหลังแชมเปญและงานเลี้ยง โชว์นี้ไม่ได้เพียงฉลองความมั่งคั่ง มันตั้งคำถามกับความฝันแบบบริโภคนิยมที่อาจทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง ทำให้เวทีกรุงเทพฯ กลายเป็นพื้นที่วิจารณ์ความฝันของโลกผ่านภาษาเต้นและเสียงดนตรีที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่

มหกรรมศิลปะการแสดงนานาชาติที่ย่อโลกมาไว้ใกล้แค่ปากซอย
สิ่งที่น่าคิดไม่แพ้ตัวโชว์คือแนวคิดในการจัดมหกรรมศิลปะการแสดงครั้งนี้ ผู้จัดงานเล่าว่าตลอด 28 ปีของการจัดบางกอกเฟสติวัล ได้ต้อนรับคณะแสดงจากทั้ง 6 ทวีป รวม 48 ประเทศทั่วโลก เข้ามาแสดงในกรุงเทพฯ เป้าหมายไม่ใช่เพียงความยิ่งใหญ่ แต่คือการทำให้ประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาสเข้าถึงง่ายสำหรับคนทุกเจเนอเรชั่น ผ่านการคัดสรรโชว์ 12 โปรแกรมจาก 9 ประเทศ ท่ามกลางสมดุลระหว่างการร้อง การเต้น และรูปแบบการเล่าเรื่อง คำกล่าวที่ควรหยิบมาจำคือ “เทศกาลนี้ย่อโลกการแสดงระดับเวิลด์คลาสมาไว้ใกล้แค่ปากซอย ทำให้คนไทยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อบินไปดูโชว์ระดับโลก แต่เรายกประสบการณ์ระดับท็อปเหล่านั้นมาเสิร์ฟให้ถึงที่” แนวคิดนี้สะท้อนมุมมองว่าศิลปะไม่ควรเป็นของคนกลุ่มเล็ก แต่ควรเป็นพื้นที่ร่วมของครอบครัวที่อยากใช้เวลาคุณภาพไปกับการดูการแสดงที่ดูสนุก เข้าใจง่าย และจุดประกายความฝันให้เด็กและผู้ใหญ่ไปพร้อมกัน

จากเวทีเดียวสู่บทบาทใหม่ของกรุงเทพฯ ในโลกศิลปะการแสดง
เมื่อมองภาพรวม มหกรรมศิลปะการแสดงครั้งนี้ไม่ได้แค่จัดโชว์ 12 โปรแกรมให้ครบ แต่กำลังเขียนบทใหม่ให้กรุงเทพฯ การที่ “Alice in Wonderland” ขายบัตรหมดทุกที่นั่งก่อนเปิดการแสดง หรือ “Cinderella” ถูกจองเต็มอย่างรวดเร็ว บอกเราว่าผู้ชมในเมืองนี้พร้อมเปิดรับศิลปะการแสดงนานาชาติในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่แค่กิจกรรมพิเศษปีละครั้ง เมื่อเทพนิยายอย่าง Alice และ Cinderella ถูกตีความใหม่ข้างเคียงกับงานที่ตั้งคำถามต่อสังคมอย่าง Murmuration Level 2 และ The Great Gatsby เทศกาลดนตรีและการแสดงครั้งนี้จึงทำให้กรุงเทพฯ การแสดงศิลปะกลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งความฝันและความจริงเดินคู่กัน มหกรรมศิลปะการแสดงไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่คือการลงทุนเชิงวัฒนธรรมที่ค่อยๆ เปลี่ยนวิธีที่เราเสพเรื่องเล่าและคุยกันเรื่องโลก ในท้ายที่สุด เทศกาลแบบนี้เตือนเราว่าเมืองที่มีชีวิตไม่ใช่เมืองที่มีแต่ห้างและคอนโด แต่คือเมืองที่มีเวทีให้ศิลปินมาเล่าเรื่อง โลกเทพนิยายและโลกสังคมร่วมสมัยได้พบกัน และผู้ชมในหอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยคือผู้ร่วมเขียนตอนต่อไปของเรื่องเล่านี้






