ฤดูท่องเที่ยวสูงกลายเป็นสนามรบเรื่องจำนวนที่นั่ง
สงครามเพิ่มจำนวนที่นั่งของสายการบินอาเซียนคือการแข่งขันเชิงกลยุทธ์ในการนำฝูงบินใหม่ เพิ่มเที่ยวบินสูงสุด และขยายเครือข่ายเส้นทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อช่วงชิงดีมานด์เดินทางในฤดูท่องเที่ยวสูง พร้อมเพิ่มรายได้ต่อที่นั่งและเสริมภาพความเชื่อมั่นของนักเดินทางที่กลับมาใช้บริการการบินเชิงพาณิชย์อย่างคึกคักอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี จุดสำคัญคือ สายการบินไม่รอให้ดีมานด์เกิดขึ้นก่อน แต่ลงทุนล่วงหน้าด้วยการรับมอบเครื่องบินใหม่ การเพิ่มเส้นทาง และการทำความร่วมมือรหัสเที่ยวบินร่วม เพื่อจับจองส่วนแบ่งตลาดให้มากที่สุด การเคลื่อนไหวเหล่านี้จึงเป็นสัญญาณชัดว่าภูมิภาคนี้เชื่อแล้วว่ากำลังซื้อด้านการเดินทางกลับมา และใครที่เพิ่มเก้าอี้บนเครื่องได้เร็วและฉลาดกว่าจะเป็นผู้ได้เปรียบในเกมรายได้ฤดูกาลนี้
โบอิ้ง 737 ผลักดันเวียตเจ็ทเข้าสู่เกมเพิ่มเก้าอี้รับพรีไฮซีซัน
การรับมอบโบอิ้ง 737-8 บิ๊กล็อต 6 ลำในเดือนสิงหาคมของเวียตเจ็ทไทยแลนด์คือการประกาศตัวว่าไม่ยอมพลาดโอกาสรายได้ในช่วงพรีไฮซีซัน ฝูงบินรวมของสายการบินเพิ่มเป็น 29 ลำ โดยมีโบอิ้ง 737-8 ถึง 17 ลำ ซึ่งถูกใช้เป็นหัวหอกในการขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศ เช่น มาเลเซีย จีน อินเดีย เวียดนาม และญี่ปุ่น ควบคู่กับการเพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางภายในประเทศสำคัญ ตามคำกล่าวของผู้บริหาร การเดินหน้ารับมอบเครื่องบินใหม่เป็นกลยุทธ์ตรงเพื่อรองรับแนวโน้มการเดินทางครึ่งหลังของปี ที่หน่วยงานท่องเที่ยวคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน และการเดินทางภายในประเทศ 200 ล้านคนครั้ง นี่คือประโยคที่สะท้อนชัดว่า “ภายในปี 2569 สายการบินจะทยอยรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 เพิ่มเติม จนรวมครบ 25 ลำ เพื่อเสริมความพร้อมของฝูงบิน ก่อนเดินหน้าสู่เป้าหมาย 50 ลำภายในปี 2571” ในเชิงปฏิบัติ เวียตเจ็ทขยับเพิ่มเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ สู่เชียงใหม่และภูเก็ตสูงสุด 11 เที่ยวบินต่อวัน และเส้นทางสู่เมืองหลักอื่นเช่น กระบี่ เชียงราย หาดใหญ่ รวมถึงหัวเมืองอีสานและภาคใต้ตอนบนในระดับ 2–5 เที่ยวบินต่อวัน การทุ่มเพิ่มความถี่เช่นนี้สะท้อนว่าสายการบินเชื่อว่าดีมานด์ปลายปีไม่ใช่แค่ฟื้น แต่กำลังเข้าสู่ระยะเติบโตใหม่
| เส้นทางหลัก | เที่ยวบินสูงสุดต่อวัน | ประเภทธุรกิจ |
|---|---|---|
| กรุงเทพฯ–เชียงใหม่ / ภูเก็ต | 11 | ท่องเที่ยวและธุรกิจ |
| กรุงเทพฯ–กระบี่ | 5 | ท่องเที่ยวชายทะเล |
| กรุงเทพฯ–เชียงราย / หาดใหญ่ / อุดรธานี / ขอนแก่น / อุบลราชธานี | 4 | ท่องเที่ยวและเยี่ยมญาติ |
ไทยแอร์เอเชียกับเป้าหมายเที่ยวบินสูงสุด 135 เที่ยวต่อวัน
อีกฝั่งของสมรภูมิการเพิ่มเก้าอี้ ไทยแอร์เอเชียเลือกเน้นการเพิ่มเที่ยวบินในประเทศอย่างเข้มข้น โดยตั้งเป้าความถี่บินภายในประเทศในไตรมาสสี่ไว้ที่สูงสุด 135 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นมากกว่า 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสสามที่มีเฉลี่ยสูงสุด 88 เที่ยวบินต่อวัน นี่ไม่ใช่การเพิ่มเล็กน้อย แต่เป็นการขยับระดับปฏิบัติการเพื่อดักรับดีมานด์ในฤดูท่องเที่ยวสูงแบบตรงจุด สายการบินใช้ดอนเมืองเป็นฐานหลัก เพิ่มความถี่บนเส้นทางยอดนิยม เช่น ดอนเมือง–เชียงใหม่สูงสุด 17 เที่ยวบินต่อวัน ภูเก็ต 15 เที่ยวบินต่อวัน และหัวเมืองใหญ่ทั้งเหนือ ใต้ และอีสานที่ระดับ 5–9 เที่ยวบินต่อวัน ขณะเดียวกันยังใช้สุวรรณภูมิเป็นฐานเสริมให้บริการเส้นทางตรงสู่เชียงใหม่ ภูเก็ต และกระบี่ด้วยจำนวนเที่ยวบินต่อวันที่ชัดเจนตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ที่น่าสนใจคือกลยุทธ์บินข้ามภาคจากภูเก็ตสู่ขอนแก่นและอุดรธานีซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม ด้วยความถี่ 3–4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มเที่ยวบินไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เส้นทางเข้าสู่เมืองใหญ่ แต่เล็งไปที่การเชื่อมภูมิภาคตรงตามรูปแบบการเดินทางใหม่ของผู้โดยสาร
| ฐานบิน | เส้นทางตัวอย่าง | เที่ยวบินสูงสุด |
|---|---|---|
| ดอนเมือง | เชียงใหม่ | 17 เที่ยวบินต่อวัน |
| ดอนเมือง | ภูเก็ต | 15 เที่ยวบินต่อวัน |
| ดอนเมือง | ขอนแก่น / อุดรธานี / กระบี่ / เชียงราย / อุบลราชธานี | 5–6 เที่ยวบินต่อวัน |

จากภูมิภาคสู่โลก รหัสเที่ยวบินร่วมกับเพกาซัสและเกมความถี่สู่ยุโรป
ในระดับภูมิภาค แอร์เอเชียเลือกอีกยุทธศาสตร์ที่ต่างออกไปคือการขยายเครือข่ายสู่ยุโรปผ่านความร่วมมือเที่ยวบินรหัสร่วมครั้งแรกกับสายการบินเพกาซัส สายการบินราคาประหยัดรายใหญ่ของตุรกี ความร่วมมือนี้เชื่อมเครือข่ายกว้างขวางของแอร์เอเชียในอาเซียนและเอเชียเข้ากับเครือข่ายในยุโรปของเพกาซัส ผ่านศูนย์กลางที่สนามบินอิสตันบูล ซาบีฮา เกิคเชน ผลเชิงกลยุทธ์คือการทยอยเปิดเส้นทางมากกว่า 100 เส้นทางระหว่างเอเชียและยุโรป โดยเริ่มจาก 5 ปลายทางแรกอย่างลอนดอน มอสโก อังการา ซูริก และเอเธนส์ ผ่านการเชื่อมต่อจากกัวลาลัมเปอร์ไปยังอิสตันบูล พร้อมกันนั้น แอร์เอเชียยังเพิ่มความถี่เส้นทางกัวลาลัมเปอร์–อิสตันบูลจาก 4 เที่ยวบินเป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งหมายถึงการให้บริการทุกวัน ข้อตกลงรหัสเที่ยวบินร่วมถูกออกแบบให้ผู้โดยสารจองครั้งเดียว เช็กอินสัมภาระครั้งเดียว และเดินทางต่อเนื่องโดยไม่ต้องเช็กอินใหม่ระหว่างต่อเครื่องที่อิสตันบูล นี่คือการยกระดับจากการเป็นสายการบินราคาประหยัดในภูมิภาค สู่เป้าหมายการเป็นสายการบินราคาประหยัดเครือข่ายระดับโลกที่มีอิสตันบูลเป็นประตูสำคัญระหว่างสองทวีป

สงครามความจุสะท้อนความเชื่อมั่นใหม่ และแรงกดดันต่อทุกผู้เล่น
เมื่อมองภาพรวม การเพิ่มจำนวนที่นั่งและเที่ยวบินสูงสุดของสายการบินหลายรายในภูมิภาคสะท้อนอย่างชัดว่าวงการเชื่อว่าการเดินทางและการท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัวอย่างมั่นคง ททท คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน และการเดินทางในประเทศ 200 ล้านครั้ง ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่กลายเป็นฐานคิดให้สายการบินทุ่มลงทุนทั้งฝูงบินใหม่อย่างโบอิ้ง 737 และการปรับความถี่เส้นทางในประเทศให้เต็มศักยภาพ ในมุมการแข่งขัน นี่คือสงครามความจุเต็มรูปแบบ ใครสามารถเติมเก้าอี้ได้เร็วที่สุดในเส้นทางที่มีดีมานด์สูงจะได้เปรียบทั้งด้านรายได้และการรับรู้แบรนด์ การทำรหัสเที่ยวบินร่วมกับพันธมิตรในต่างทวีปยิ่งเพิ่มเดิมพันให้สูงขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้เครือข่ายบินของสายการบินอาเซียนขยายจากภูมิภาคสู่ระดับโลก อย่างไรก็ดี การแข่งกันเพิ่มเที่ยวบินและที่นั่งนำมาซึ่งแรงกดดันด้านการบริหารต้นทุน น้ำมัน เครื่องบิน และเวลาเที่ยวบิน สายการบินที่วางแผนเฉพาะฤดูท่องเที่ยวสูงโดยไม่คิดถึงความยั่งยืนอาจเจอความเสี่ยงเมื่อดีมานด์อ่อนตัว ในทางกลับกัน ผู้เล่นที่ใช้ฤดูกาลนี้เป็นเวทีทดลองเครือข่ายใหม่และสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว จะเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบเมื่อการเดินทางกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนในภูมิภาคอย่างเต็มตัว






