ไทยเที่ยวไทยพลัสคืออะไร และทำไมต้องขยับไปเมษายน
โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสคือโครงการท่องเที่ยวไทยที่รัฐออกแบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านการอุดหนุนค่าที่พักและคูปองดิจิทัลร่วมจ่าย โดยใช้เงินกู้ของรัฐเป็นงบประมาณการท่องเที่ยวเพื่อดึงคนออกเดินทางมากขึ้นในช่วงที่การท่องเที่ยวชะลอ เป้าหมายสำคัญคืออัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ธุรกิจโรงแรม ร้านค้า และบริการท่องเที่ยวให้หมุนเวียนต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่พึ่งฤดูท่องเที่ยวสูงอย่างเดียว
การตัดสินใจเลื่อนโครงการออกไปเริ่มประมาณเดือนเมษายนแทนการเดินหน้าช่วงปลายปี ไม่ได้เป็นเพียงการเลื่อนเวลาแต่เป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุชัดว่าช่วงปลายปีถึงต้นปีเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่นักเดินทางแน่น โรงแรมมีอัตราเข้าพักสูงอยู่แล้ว จึงมองว่าการอัดงบในช่วงดังกล่าวให้ผลกระตุ้นต่ำกว่าศักยภาพ การย้ายไปช่วงฤดูท่องเที่ยวต่ำจึงเป็นการยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อให้ได้แรงส่งทางเศรษฐกิจที่ชัดกว่าในระยะถัดไป

งบประมาณการท่องเที่ยว 4,000 ล้าน ยิงอย่างไรให้คุ้มในฤดูท่องเที่ยวต่ำ
หัวใจของโครงการท่องเที่ยวไทยครั้งนี้คือการใช้กรอบงบประมาณราว 4,000 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทก้อนแรก เพื่อสนับสนุนสิทธิการท่องเที่ยวจำนวน 1 ล้านสิทธิ แก่นของมาตรการคือการอุดหนุนค่าที่พักคืนละ 1,500 บาท สูงสุด 5 คืน และคูปองดิจิทัลแบบร่วมจ่าย 50 ต่อ 50 โดยกำหนดวงเงินต่างกันตามพื้นที่ เมืองหลักได้รับคูปองวันละ 1,500 บาท ส่วนเมืองรองได้วันละ 2,000 บาท นี่คือชุดนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อให้คนตัดสินใจออกเดินทางได้ง่ายขึ้น ทั้งเพิ่มคืนค้างแรมและยอดใช้จ่ายในพื้นที่
เมื่อย้ายมาตรการไปช่วงฤดูท่องเที่ยวต่ำ การอัดฉีดเม็ดเงินลักษณะนี้จะมีแรงกระเพื่อมชัดกว่าช่วงไฮซีซั่น เพราะทุกบาทที่ลงไปไม่ได้ไปซ้อนทับกับดีมานด์ตามธรรมชาติ แต่ไปเติมช่วงที่ห้องพักว่าง ร้านอาหารเงียบ และทัวร์ขายแพ็กเกจได้ยาก โครงการท่องเที่ยวไทยจึงแปลงงบประมาณการท่องเที่ยวให้กลายเป็นกันชนให้ผู้ประกอบการผ่านช่วงเงียบ พร้อมสร้างโอกาสให้เมืองรองดึงนักท่องเที่ยวด้วยวงเงินคูปองที่สูงกว่า ถือเป็นการใช้เครื่องมือรัฐเพื่อบิดสมดุลการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวอย่างมีทิศทาง
ทำไมต้องหนุนโลว์ซีซั่น ไม่ใช่ซ้อนทับไฮซีซั่น
แนวคิดสำคัญของการเลื่อนโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสคือการหลีกเลี่ยงการใช้เงินภาษีแข่งกับตลาดที่คึกคักอยู่แล้ว รัฐบาลมองว่าช่วงไฮซีซั่นปลายปีถึงต้นปี โรงแรมจำนวนมากมีผู้เข้าพักเต็มตามปกติ การอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในช่วงดังกล่าวจึงแทบไม่ได้เพิ่มนักท่องเที่ยวใหม่ แต่กลับทำให้รัฐจ่ายเพื่อดีมานด์ที่มีอยู่เดิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า การใช้จ่ายงบประมาณในช่วงนั้น “ได้ผลกระตุ้นเศรษฐกิจไม่เต็มที่ และน่าเสียดายงบประมาณที่วางไว้”
ในทางกลับกัน ช่วงฤดูท่องเที่ยวต่ำคือช่วงที่โครงสร้างพื้นฐานและบริการท่องเที่ยวมีศักยภาพรองรับลูกค้าแต่ขาดดีมานด์ การเลือกยิงมาตรการช่วงนี้ทำให้แต่ละสิทธิที่รัฐสนับสนุนสร้างการเดินทางที่อาจไม่เกิดขึ้นหากไม่มีโครงการ เกิดการจับจ่ายใหม่ ไม่ใช่แค่ส่วนลดสำหรับทริปที่คนจะไปอยู่แล้ว นี่คือเหตุผลเชิงประสิทธิภาพที่หลายฝ่ายในคณะรัฐมนตรีเห็นตรงกันว่าควรรวบมาตรการไปใช้ช่วงหลังปีใหม่แทน ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญกับผลตอบแทนต่อเม็ดเงินมากกว่ากระแสนิยมระยะสั้น
ออกแบบช่วงเวลาและสิทธิโครงการให้ไม่สะดุด และไม่เปลืองงบ
เดิมทีกรอบเวลาของโครงการถูกวางให้เริ่มเดินทางได้ช่วงเดือนพฤศจิกายนไปถึงกุมภาพันธ์ โดยกำหนดช่วงงดใช้สิทธิระหว่างกลางเพื่อลดการซ้อนกับเทศกาลปีใหม่ อย่างไรก็ตาม การสร้างช่วงฟันหลอแบบนี้เสี่ยงต่อเสียงวิจารณ์เรื่องความไม่ต่อเนื่องของโครงการ อีกทั้งทำให้แรงส่งทางเศรษฐกิจขาดจังหวะ รัฐบาลจึงหันมาเลือกทางเลือกใหม่ คือรวบยอดสิทธิให้ใช้ช่วงเดียวหลังผ่านพ้นช่วงปีใหม่ไปแล้ว เพื่อให้กระแสการเดินทางและจับจ่ายเกิดอย่างต่อเนื่องในฤดูท่องเที่ยวต่ำ แทนการแบ่งใช้สิทธิเป็นช่วงๆ ซึ่งมักทำให้คนสับสนและลดแรงจูงใจ
แน่ชัดแล้วว่ากรอบหลักการโครงการ เงื่อนไขสิทธิ และวงเงินรวมยังคงเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือจังหวะการลงมือ การตัดสินใจนี้อาจทำให้บางคนที่หวังใช้ไทยเที่ยวไทยพลัสในช่วงปลายปีต้องรอ แต่ในมุมการออกแบบนโยบายสาธารณะ การรอเพื่อให้เม็ดเงินจำนวนเท่าเดิมสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจสูงกว่า เป็นการเลือกที่สะท้อนความพยายามจัดลำดับความสำคัญใหม่ รัฐยอมเสียโอกาสสร้างภาพความคึกคักในช่วงไฮซีซั่น เพื่อแลกกับการพยุงธุรกิจในช่วงเงียบ ที่มักถูกมองข้ามแต่เป็นช่วงที่ผู้ประกอบการเปราะบางที่สุด






