จากเมืองฮิตสู่เมืองรอง ทำไมคนเที่ยวถึงเปลี่ยนใจ
การเปลี่ยนจากการเที่ยวเมืองหลักที่แออัดไปสู่การค้นหาเมืองรองท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่น คือแนวโน้มการเดินทางที่มุ่งหาประสบการณ์แท้จริง เชื่อมต่อกับวัฒนธรรม วิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ด้วยรูปแบบท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและท่องเที่ยวยั่งยืน ที่ช่วยกระจายคนและรายได้ออกจากจุดหมายยอดนิยมแบบเดิม ลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวมวลชน และเปิดพื้นที่ให้เมืองเล็กได้พัฒนาอย่างสมดุล
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มเรียกรถรายหนึ่งสะท้อนชัดว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน กลับมาเป็นกลุ่มใหญ่และเริ่มกระจายตัวไปยังจุดหมายใหม่ โดยช่วงเก้าเดือนแรกมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามากว่า 3.82 ล้านคน แต่ไม่ได้กระจุกอยู่แค่เมืองใหญ่ ย่านเก่าอย่างทรงวาดกลายเป็นจุดเช็กอินหลัก ยอดเรียกรถไปกลับพุ่งถึง 10 เท่า ขณะที่คลองบางหลวงซึ่งโดดเด่นเรื่องวิถีชุมชนริมน้ำ มียอดเรียกรถเพิ่มกว่า 12 เท่า เทรนด์นี้ชี้ว่าคนเที่ยวกำลังโหวตด้วยปลายนิ้ว เลือกประสบการณ์ท้องถิ่นแท้ๆ มากกว่าฉากหลังเมืองท่องเที่ยวกระแสหลัก

ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบไม่ปรุงแต่ง เสน่ห์ใหม่ที่ดึงดูดนักเดินทาง
หัวใจของท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยุคนี้ไม่ใช่โชว์แสงสี แต่คือการได้ใช้เวลาเดินในย่านเก่า นั่งในคาเฟ่ที่เล่าเรื่องเมือง ดูงานสตรีตอาร์ต และลองทำสิ่งเดียวกับคนพื้นที่ ย่านทรงวาดถูกผลักขึ้นมาเป็นจุดหมายฮิปเพราะรวมทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง และสตรีตอาร์ตในแทบทุกซอย สร้างคอนเทนต์ได้แทบทุกมุม ขณะที่คลองบางหลวงโดดเด่นเรื่องวิถีชุมชนริมน้ำที่ยังมีชีวิต ไม่ได้จัดฉากเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
เสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้เมืองรองท่องเที่ยวและชุมชนเล็กๆ ปัง คือวัฒนธรรมร่วมสมัยที่คนเที่ยวมีส่วนร่วม เทรนด์มาลัยรัดเกล้าที่ใช้พวงมาลัยดอกบัวประดับผม กลายเป็นไวรัลในหมู่วัยรุ่นและถูกตามรอยโดยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้การเดินทางไปตลาดดอกไม้คึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงกระแสสายมูเตลูที่แห่ไปขอพรที่ศาลพระพิฆเนศย่านห้วยขวางและศาลพระตรีมูรติหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ มียอดเรียกรถเติบโตมากกว่า 45 เปอร์เซ็นต์ นี่คือท่องเที่ยวท้องถิ่นในเวอร์ชันที่มีชีวิต ทั้งศรัทธา แฟชั่น และคอนเทนต์ผสมกันจนเกิดความต้องการเดินทางรูปแบบใหม่
เมืองรองท่องเที่ยวอย่างเชียงราย ลำพูน และชุมชนเล็ก กำลังกลายเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่
เมื่อคนเที่ยวหันไปหาเมืองรองท่องเที่ยว ผลที่ตามมาคือเมืองเล็กเริ่มมีโอกาสตั้งลมหายใจเศรษฐกิจของตัวเอง จังหวัดอย่างเชียงรายถูกมองเป็นทางเลือกยอดนิยม โดยเฉพาะวัดร่องขุ่นและวัดร่องเสือเต้นที่ดึงนักเดินทางจำนวนมาก ขณะที่ลำพูน กลายเป็นดาวรุ่งมียอดเรียกรถโตมากกว่า 4 เท่าในช่วงปีที่ผ่านมา เมืองที่เคยถูกมองว่าเป็นทางผ่านกำลังเปลี่ยนเป็นจุดหมายหลักบนแผนที่
แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการที่ภาครัฐลงพื้นที่ตรวจประเมินสถานประกอบการ หน่วยงาน และชุมชนด้านการท่องเที่ยวกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หนึ่งในคำพูดที่สะท้อนภาพรวมได้ดีคือคำอธิบายของรองอธิบดีกรมการท่องเที่ยวที่ระบุว่า การเติบโตของการท่องเที่ยวในวันนี้ต้องเดินคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แปลว่าการปั้นเมืองรองไม่ใช่แค่ดันยอดนักท่องเที่ยว แต่ต้องวางฐานให้คนในพื้นที่อยู่ได้ในระยะยาวด้วย

ท่องเที่ยวยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ จากนโยบายสู่การเดินทางจริงของคนธรรมดา
ถ้าในอดีตคำว่าท่องเที่ยวยั่งยืนฟังดูไกลตัว วันนี้มันเริ่มกลายเป็นคู่มือการวางทริปของคนรุ่นใหม่ ภาครัฐเดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โดยโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในปีงบประมาณ 2569 ได้ลงพื้นที่ประเมินกว่า 100 แห่ง และพบว่าผู้เข้าร่วมผ่านเกณฑ์มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จากองค์ความรู้เหล่านี้ถูกต่อยอดเป็นต้นแบบเส้นทางคาร์บอนต่ำ 5 เส้นทาง ครอบคลุม 10 จังหวัด ตั้งแต่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง สระบุรี นครราชสีมา น่าน แพร่ ตรัง และพัทลุง
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการอธิบายให้คนทั่วไปเห็นว่า “การเที่ยวอย่างรับผิดชอบไม่ใช่เรื่องไกลตัว” เพราะเริ่มได้ตั้งแต่การเลือกวิธีเดินทาง การใช้พลังงาน การจัดการน้ำและขยะ ไปจนถึงการเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น การล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยเรือไฟฟ้า ที่นำแนวคิดคาร์บอนต่ำมาสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ท่องเที่ยวยั่งยืนจึงไม่ได้แปลว่าต้องหยุดเที่ยว แต่คือการเปลี่ยนวิธีเที่ยวให้โลกยังไปต่อได้
เมื่อข้อมูลเรียกรถบอกอนาคต: ท่องเที่ยวท้องถิ่นและสโลว์ไลฟ์คือสมการที่ต้องรีบคว้า
อินไซต์จากข้อมูลเรียกรถกำลังเป็นสัญญาณเตือนว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปแบบถอนราก เมื่อยอดเรียกรถไปคลองบางหลวงพุ่งกว่า 12 เท่า และลำพูนโตมากกว่า 4 เท่า แปลว่าคนกำลังตามหาพื้นที่ที่เดินช้าได้ นั่งยาวได้ กินอาหารท้องถิ่นได้เต็มที่ ซึ่งสอดรับแนวคิดสโลว์ไลฟ์ท่องเที่ยวอย่างชัดเจน การที่หน่วยงานท่องเที่ยวเตรียมนำผลประเมินและองค์ความรู้จากกว่า 100 แห่ง มาต่อยอดเป็นต้นแบบเส้นทางคาร์บอนต่ำให้ผู้ประกอบการและชุมชนใช้ตามบริบทของตัวเอง จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ต้องไม่ปล่อยหลุดมือ
ในสนามเดียวกัน แพลตฟอร์มเรียกรถยังจับมือกับหน่วยงานท่องเที่ยว เปิดแคมเปญรองรับนักเดินทางช่วง Golden Week ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดเรียกรถเติบโตสูงกว่าปกติราว 90 เปอร์เซ็นต์ พร้อมฟีเจอร์ความปลอดภัย คนขับที่สื่อสารภาษาจีนได้ และป้ายจุดรับส่งภาษาจีนในแหล่งเที่ยวยอดนิยม นี่คือการทำให้ท่องเที่ยวท้องถิ่นเข้าถึงง่ายและรู้สึกปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สุดท้ายแล้ว เมืองที่อ่านเทรนด์นี้ออกและลงทุนกับระบบนิเวศท่องเที่ยวยั่งยืนก่อน จะเป็นผู้ชนะตัวจริงในยุคที่คนเที่ยวโฟกัสทั้งประสบการณ์และผลกระทบที่ตัวเองทิ้งไว้






