Dark Matter season 2 คืออะไร และทำไมการกลับมาครั้งนี้ถึงสำคัญต่อ Apple TV sci-fi
Dark Matter season 2 คือภาคต่อของซีรีส์ sci-fi ใหม่แนวมัลติเวิร์สที่เล่าเรื่องนักฟิสิกส์ในชิคาโกซึ่งถูกลักพาตัวและตื่นขึ้นมาในอีกเวอร์ชันหนึ่งของชีวิตตนเอง ซีซันนี้สานต่อชะตากรรมครอบครัว Dessen เมื่อพวกเขาพยายามสร้างชีวิตสงบในโลกที่ดูเหมือนปลอดภัย ก่อนจะถูกเหตุการณ์ไม่คาดคิดบีบให้ต้องหลบหนีและกระโดดข้ามมิติต่อไป การกลับมาหลังหายไปกว่าสองปีพร้อมตอนใหม่ 10 ตอนทำให้มันเป็นหมากสำคัญของไลน์ Apple TV sci-fi ที่ต้องการพิสูจน์ว่าแพลตฟอร์มนี้ยังกล้าลองคอนเซ็ปต์ไซไฟเชิงความคิดหนักและใช้มัลติเวิร์สเป็นมากกว่าของเล่นด้านภาพ แต่เป็นสนามทดลองเรื่องความสัมพันธ์และตัวตนของมนุษย์
ในแง่ธุรกิจ Dark Matter season 2 กลายเป็นบททดสอบว่าผู้ชมพร้อมแค่ไหนกับเรื่องเล่าที่ “อะไรก็เกิดได้” แต่ไม่ยอมลดความซับซ้อนของโครงเรื่องลง ซีรีส์เปิดฉากด้วยตอนแรกที่ปล่อยให้สมาชิก Apple TV รับชมแล้ว และจะทยอยปล่อยตอนใหม่ทุกสัปดาห์ ทำให้มันกลายเป็นเสาหลักอีกเรื่องต่อจากซีรีส์ไซไฟชื่อดังเรื่องอื่นของแพลตฟอร์ม คำถามคือ การเดิมพันกับมัลติเวิร์สที่ทั้งทะเยอทะยานและรกสายตาจะยกระดับแบรนด์ Apple TV sci-fi หรือทำให้ผู้ชมรู้สึกเหนื่อยและถอยห่าง

มัลติเวิร์สที่ทะเยอทะยานแต่ซับซ้อนเกินไป การขยายสCOPEในซีซันสอง
หัวใจของ Dark Matter season 2 คือการขยายจักรวาลหรือพูดให้ถูกคือ“มัลติเวิร์ส”ของครอบครัว Dessen และผู้เกี่ยวข้องให้กว้างกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ซีซันนี้แทบทั้งฤดูกาลคือการออกนอกเส้นทาง โลกที่แตกต่างกันโผล่มาไม่หยุด และแต่ละโลกมีผลทางอารมณ์และศีลธรรมกับตัวละครมากกว่าผลด้านภาพลักษณ์ ในทางหนึ่งนี่คือชัยชนะของซีรีส์ที่กล้าพา sci-fi หลุดจากท่ายิงเลเซอร์ ไปสู่การถามว่าทุกการตัดสินใจเล็กๆ ทำให้ชีวิตแตกแขนงไปอย่างไร
แต่ความทะเยอทะยานมีราคาของมัน ผู้สร้างเลือกเล่าเรื่องแบบไม่ให้คนดูได้พักทบทวน โครงเรื่องกระโจนไปมาระหว่างเส้นเรื่องหลากหลายและ“Jason”หลายเวอร์ชันจนกลายเป็นภาระสำหรับผู้ชมที่ต้องคอยตามให้ทัน นี่คือมัลติเวิร์สที่ไม่ได้สนุกแบบซีรีส์ผจญภัยข้ามมิติ แต่เป็นละครสะท้อนชีวิตที่ซ้อนทับกันไปมา ถ้าคุณชอบการต่อจิ๊กซอว์ทางอารมณ์ คุณจะรู้สึกว่าซีซันนี้ขยายศักยภาพของนิยายต้นฉบับได้คุ้มค่า แต่ถ้าคุณหวังความลื่นไหล ซีซันสองอาจเหมือนบททดลองที่ยังจัดระเบียบไม่สำเร็จ
Joel Edgerton ในบทพ่อที่เศร้าที่สุดแห่งมัลติเวิร์ส
สิ่งที่ฉุด Dark Matter season 2 ไม่ให้หลุดลอยไปกับความซับซ้อนคือการแสดงของ Joel Edgerton ในบท Jason Dessen นักฟิสิกส์ผู้ซึมลึกที่ต้องรับมือกับความผิดพลาดของตัวเองในหลายมิติ เขาไม่ใช่ฮีโร่แบบดั้งเดิม แต่คือ“พ่อผู้เศร้า”ที่แบกตราบาป การสูญเสีย และความหวังจะรักษาครอบครัวไว้ในทุกเวอร์ชันของโลกเดียวกัน ข้อดีคือซีรีส์ไม่ทำให้ Jason เวอร์ชันต่างๆ แตกต่างกันจนกลายเป็นโชว์สับร่าง แต่เลือกให้ความต่างอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ของการตัดสินใจและบาดแผลในใจ
แน่นอนว่าการมี Jason หลายเวอร์ชันสร้างทั้งโอกาสและปัญหา ฝั่งหนึ่งมันเปิดให้ตั้งคำถามเรื่องตัวตนว่า“เรายังเป็นคนเดิมอยู่ไหมถ้าประวัติเล็กๆ น้อยๆ เปลี่ยนไป” อีกฝั่งหนึ่ง การที่ตัวละครแต่ละเวอร์ชันไม่ได้แตกต่างเกินไปทำให้บางช่วงผู้ชมสับสนว่ากำลังผูกพันกับ Jason คนไหนอยู่ อย่างไรก็ดี เมื่อโฟกัสกลับมาที่ความสัมพันธ์ระหว่าง Jason กับ Daniela และลูกชาย Charlie ซีรีส์ยังคงอบอวลไปด้วยน้ำหนักอารมณ์ที่จับต้องได้ และทำให้ทริปข้ามมิติของ Joel Edgerton กลายเป็นการเดินทางของพ่อคนหนึ่งมากกว่าการเที่ยวชมโลกคู่ขนาน
Apple TV sci-fi กำลังเสี่ยงเกินไปหรือเปล่ากับความซับซ้อนแบบ Dark Matter
ในภาพใหญ่ Dark Matter season 2 คือบทพิสูจน์ว่ากลยุทธ์ Apple TV sci-fi พร้อมเดินหน้ากับซีรีส์แนว high-concept ขนาดไหน แพลตฟอร์มนี้มีรายการไซไฟหลายเรื่องที่เน้นบรรยากาศและไอเดียมากกว่าการระเบิดภูเขาเผากระท่อม การเลือกลงทุนต่อทั้งที่นิยายต้นฉบับถูกดัดแปลงหมดไปแล้วในซีซันแรก แปลว่าผู้สร้างเชื่อว่ามัลติเวิร์สของ Blake Crouch ยังมีพื้นที่ให้ขยายโลกได้อีก และการกลับมาหลังเว้นช่วงสองปีก็บอกพร้อมกันว่าพวกเขายอมให้เวลาสำหรับการเขียนเรื่องราวใหม่มากกว่าการผลิตอย่างรีบเร่ง
อย่างไรก็ตาม โครงเรื่องที่สลับไปมาระหว่างตัวละครและมิติอย่างซับซ้อนทำให้บางช่วงรู้สึกว่าซีรีส์กำลังทดสอบขีดจำกัดของความอดทนผู้ชมมากกว่าศักยภาพของแพลตฟอร์ม รีวิวหนึ่งสรุปอย่างชัดเจนว่าแม้จะมีพัฒนาการที่น่าตื่นเต้นและกินใจ แต่พล็อตที่สลับโลกและตัวละครหลายเวอร์ชันทำให้การตามเรื่องกลายเป็นงานหนัก ถ้ามองในมุมแบรนด์ Dark Matter season 2 คือเด็กรุ่นทดลองที่บอกว่า Apple TV พร้อมให้เวลาและพื้นที่กับซีรีส์ sci-fi ใหม่ที่คิดใหญ่ แต่คำถามต่อไปคือ ซีซันสามหากมี จะต้องคิดใหญ่และ“แปลก”กว่านี้หรือหันกลับมาเกลาพล็อตให้ย่อยง่ายขึ้น






