ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

Dark Matter ซีซั่น 2 เมื่อมัลติเวิร์สของ Apple TV sci-fi โตเกินกรอบเรื่องเล่า

Dark Matter ซีซั่น 2 เมื่อมัลติเวิร์สของ Apple TV sci-fi โตเกินกรอบเรื่องเล่า
ความสนใจ|ดูซีรีส์

บทสรุปแบบตรงไปตรงมา Dark Matter ซีซั่น 2 ควรดูไหม

Dark Matter ซีซั่น 2 คือซีรีส์มัลติเวิร์สดราม่าบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแนว Apple TV sci-fi ที่เล่าเรื่องครอบครัวหนึ่งและเวอร์ชันหลากมิติของตัวเองผ่านอุปกรณ์เดินทางข้ามมิติ โดยเน้นทั้งการผจญภัยในจักรวาลคู่ขนานและผลกระทบทางอารมณ์จากการเลือกทางชีวิตในแต่ละมิติ เนื้อหาผสมความตื่นเต้นแบบทริลเลอร์เข้ากับดราม่าด้านความสัมพันธ์และคำถามเชิงจริยธรรมของวิทยาศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนหน้าตาโลกไปตลอดกาล ในภาพรวม Dark Matter ซีซั่น 2 เป็นการกลับมาที่ทะเยอทะยานขึ้น ทั้งด้านสเกลของมัลติเวิร์สและจำนวนเส้นเรื่องที่แตกแขนงออกไป ซีซั่นใหม่เริ่มสตรีมบน Apple TV พร้อมปล่อยตอนใหม่ทุกวันศุกร์ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม โดยวางโครงเป็นซีซั่น 10 ตอนที่ต่อเนื่องจากตอนจบของซีซั่นแรกทันที จุดแข็งคือแนวคิดมัลติเวิร์สที่เดินหน้าไปอีกขั้นและอารมณ์ดราม่าที่บางช่วงยังทรงพลัง แต่จุดอ่อนคือการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนและโครงสร้างซีซั่นที่ชวนสับสนจนทำให้เสน่ห์หลายส่วนลดทอนลง หากคุณชอบ multiverse drama แบบเน้นความสัมพันธ์ครอบครัวมากกว่าฉากฟอร์มยักษ์ Dark Matter ซีซั่น 2 ยังมีช่วงเวลาที่น่าติดตาม แต่คนดูที่หวังการผจญภัยสุดเหวี่ยงหรือโครงเรื่องที่เก็บครบทุกเส้นจะพบว่าซีซั่นนี้มีรอยรั่วชัดเจนและอาจไม่คุ้มเวลาเท่าไหร่

Dark Matter ซีซั่น 2 เมื่อมัลติเวิร์สของ Apple TV sci-fi โตเกินกรอบเรื่องเล่า

มัลติเวิร์สที่ใหญ่ขึ้น กับเรื่องเล่าที่รู้สึกเล็กไป Dark Matter ยังติดกรอบตัวเอง

สิ่งที่เห็นชัดที่สุดใน Dark Matter ซีซั่น 2 คือความทะเยอทะยานในการขยายโลกมัลติเวิร์ส ซีซั่นนี้เดินทางไกลกว่าครั้งก่อนอย่างชัดเจน ทั้งจำนวนมิติที่ตัวละครแวะเวียนไปและสถานการณ์ปลายทางที่หลากหลายมากขึ้น เดสเซนแฟมิลี่ต้องหนีภัยอีกครั้งหลังจากเหมือนจะตั้งหลักในโลกที่ดูปลอดภัยได้แล้ว ขณะที่กลุ่มตัวละครอื่นอย่างอแมนดาและไรอันก็พยายามหาทางกลับบ้านของตัวเองท่ามกลางมิติจำนวนมหาศาล แนวคิดเรื่องกล่อง Box ที่ใช้เดินทางข้ามมิติเข้าสู่ระดับปรัชญา ซีรีส์ตั้งคำถามชัดเจนว่าถ้าสิ่งใดทำได้ เราควรทำหรือไม่ และการเปิดทางเดินนี้สู่มนุษยชาติคือความรับผิดชอบแบบไหน นี่เป็นจุดที่ Dark Matter ซีซั่น 2 น่าสนใจมาก เพราะไม่ใช่เพียงโชว์ของเทคโนโลยีสมมติ แต่เป็นการถกว่าความอยากรู้อยากเห็นและอีโก้ของมนุษย์จะพาเราไปสู่ทั้งสิ่งสวยงามและหายนะพร้อมกัน ปัญหาคือ ซีซั่นนี้เกิดในโลกที่ "ทุกสิ่งเป็นไปได้" แต่การเล่าเรื่องกลับยังจำกัดความเป็นไปได้ให้วนอยู่กับปมเดิมจำนวนมาก รีไซเคิลดราม่าและความรู้สึกผิดของเจสันเกี่ยวกับครอบครัวซ้ำไปมา บทจึงดูแคบเมื่อเทียบกับศักยภาพของมัลติเวิร์ส และเส้นเรื่องใหม่หลายเส้นถูกปูไว้แต่ไม่พาไปไหน ทำให้สองสามตอนแรกของซีซั่นรู้สึกเป็นแค่การจัดโต๊ะที่ยืดเยื้อและเปลืองเวลา

Dark Matter ซีซั่น 2 เมื่อมัลติเวิร์สของ Apple TV sci-fi โตเกินกรอบเรื่องเล่า

Joel Edgerton และทีมนักแสดง เมื่อการแสดงพยายามดันโครงเรื่องที่ยุ่งเหยิง

หัวใจของ Dark Matter ซีซั่น 2 ยังเป็นเจสัน เดสเซน นักฟิสิกส์สายครุ่นคิด ที่ Joel Edgerton รับบทเป็นหลายเวอร์ชันของตัวเองในแต่ละมิติ การต้องเล่นชายคนหนึ่งทั้งในฐานะสามี พ่อ นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างหายนะ และตัวตนในโลกที่ทางเลือกชีวิตต่างกันไป ทำให้เขามีพื้นที่โชว์ชั้นเชิงการแสดงที่ซับซ้อนขึ้นกว่าซีซั่นแรก หน้าตาเคร่งเครียดและน้ำเสียงที่แบกความรู้สึกผิดกลายเป็นจุดจำของตัวละคร แต่ก็เสี่ยงทำให้หลายฉากหม่นแบบเดิมซ้ำมากเกินไป จุดเด่นอีกด้านคือซีรีส์ไม่ทิ้งสายสัมพันธ์ระหว่างเจสัน ดาเนียลา และชาร์ลี แม้จักรวาลจะสับสนแค่ไหน ความสัมพันธ์ครอบครัวยังเป็นแรงขับหลักให้เนื้อเรื่องเดินต่อ และซีซั่นนี้ย้ำชัดว่าซีรีส์สนใจผลกระทบทางอารมณ์ของการเดินทางข้ามมิติ มากกว่าการโชว์กิมมิกทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีตัวละครใหม่ที่ถูกพูดถึงว่าเป็น "ไฮไลต์ของซีซั่น" อย่างคุณยายอดีตพยาบาลที่บ้านกลายเป็นจุดพักของคนเดินทางข้ามมิติ ทำให้ซีนมนุษย์ธรรมดาในโลกที่วิทยาศาสตร์ล้ำหน้าดูมีน้ำหนักมากขึ้น ปัญหาคือ แม้นักแสดงจะช่วยเติมอารมณ์ แต่โครงเรื่องที่สลับเวอร์ชันของตัวละครไปมาอย่างต่อเนื่องทำให้การตามอารมณ์ของแต่ละเวอร์ชันไม่ต่อเนื่อง คนดูต้องจำให้ได้ว่ากำลังดูเจสันคนไหน อยู่โลกไหน และมีแบ็กกราวด์แบบใด เป็นภาระทางสมองที่สูงสำหรับซีรีส์ที่อยากเป็นดราม่าซึ่งควรให้คนดูได้อินกับความรู้สึกมากกว่ามาไขปริศนาแผนผังตัวละครตลอดเวลา

Dark Matter ซีซั่น 2 เมื่อมัลติเวิร์สของ Apple TV sci-fi โตเกินกรอบเรื่องเล่า

เมื่อ Dark Matter กลายเป็นตัวอย่างทั้งโอกาสและความเสี่ยงของยุทธศาสตร์ Apple TV sci-fi

ในระดับแพลตฟอร์ม Dark Matter ซีซั่น 2 เป็นหลักฐานชัดว่า Apple ยังคงทุ่มกับ Apple TV sci-fi ที่มีแนวคิดสูง ซีรีส์นี้กลับมาแม้หนังสือต้นฉบับจะถูกเล่าไปหมดในซีซั่นแรก แปลว่าแพลตฟอร์มยอมเดินต่อกับโลกที่สร้างขึ้นเองโดยผู้เขียนและทีมซีรีส์ ไม่ต่างจากการผลักดันผลงานไซไฟฟอร์มใหญ่เรื่องอื่นที่เราเห็นบนบริการเดียวกัน ด้านหนึ่ง การลงทุนแบบนี้คือโอกาส สร้างซีรีส์ที่กล้าตั้งคำถามใหญ่เรื่องจริยธรรมของเทคโนโลยีและทางเลือกชีวิต ทำให้ Dark Matter ซีซั่น 2 มีฉากปรัชญาหนักที่น่าจดจำ เช่น การโต้วาทีว่าเครื่องมือที่ "ทำได้" ควร "ทำ" หรือไม่ และผลลัพธ์จะสะท้อนตัวตนมนุษย์อย่างไร อีกด้านหนึ่ง ซีซั่นนี้ก็เป็นตัวอย่างความเสี่ยงของยุทธศาสตร์บล็อกบัสเตอร์ทีวี เพราะเมื่อโฟกัสที่ขนาดและความซับซ้อนมากไป โครงสร้างซีซั่นกลับหลวม มีตอนเปิดที่เหมือนปูโต๊ะแต่ไม่ค่อยตอบแทนคนดู และเส้นเรื่องหลากหลายจนทำให้ซีซั่นถูกเรียกว่า "quite the mess" ในสายตานักวิจารณ์รายหนึ่ง สำหรับคนดูทั่วไป นี่สะท้อนความจริงของทีวีไซไฟยุคใหม่ นั่นคือแนวคิดใหญ่และงบประมาณภาพสวยไม่เพียงพอ ถ้าการตัดต่อและโครงสร้างเล่าเรื่องไม่ช่วยให้โลกที่ซับซ้อนเข้าถึงได้ งบระดับบล็อกบัสเตอร์ก็อาจกลายเป็นเพียงฉากหลังให้ความงุนงงที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ภาพรวมข้อดีข้อเสีย Dark Matter ซีซั่น 2 ในฐานะ multiverse drama

ข้อดี

  • ขยายแนวคิดมัลติเวิร์สให้กว้างขึ้น มีการเดินทางข้ามมิติที่หวือหวาและสถานการณ์ในโลกคู่ขนานที่หลากหลายกว่าเดิม สร้างความตื่นเต้นได้หลายช่วง
  • ยังรักษาน้ำหนักของดราม่าความสัมพันธ์ครอบครัวเดสเซนไว้ได้ดี แม้จะข้ามจักรวาลไปมา ซีรีส์ก็ไม่หลุดโฟกัสจากสายสัมพันธ์หลักและผลของการเลือกแต่ละทาง
  • มีตัวละครใหม่ที่โดดเด่น เช่นคุณยายอดีตพยาบาลที่บ้านกลายเป็นที่พักของนักเดินทางข้ามมิติ โดยตอนที่โฟกัสเธอถูกยกให้เป็นไฮไลต์ของทั้งซีซั่น

ข้อเสีย

  • โครงเรื่องมีความซับซ้อนสูง ตัวละครหลายเวอร์ชันในหลายมิติทำให้การตามเนื้อเรื่องเป็นภาระ คนดูอาจรู้สึกว่าซีรีส์ไม่ให้เวลาในการตั้งหลักเลย
  • โครงสร้างซีซั่นถูกวิจารณ์ว่ากระจัดกระจาย มีการปูเส้นเรื่องจำนวนมากที่ไม่ค่อยได้ผลลัพธ์ ทำให้ภาพรวมถูกมองว่าเป็น "quite the mess" แม้สำหรับคนที่ตามดูอย่างใกล้ชิด
  • ศักยภาพของแนวคิดมัลติเวิร์สกลับถูกขังอยู่ในดราม่าปมเดิมที่ลากยาว ซีรีส์จึงดูจำกัดตัวเองทั้งที่โลกของเรื่องเปิดกว้างให้ทดลองโทนและไอเดียได้มากกว่านี้

คะแนนโดยรวมที่ถูกให้ราว 3 จาก 5 ดาว สะท้อนความจริงว่า Dark Matter ซีซั่น 2 ไม่ใช่หายนะ แต่น่าจะผิดหวังสำหรับคนที่หวังให้มัลติเวิร์สไปได้ไกลกว่าซีซั่นแรก มันคือซีรีส์ที่มีตอนเด่น ๆ แทรกอยู่ในป่าของตอนที่โครงสร้างหลวมและเส้นเรื่องซ้ำ ทำให้ประสบการณ์ดูเต็มซีซั่นเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างความคิดดี ๆ กับความยุ่งเหยิงของการเล่าเรื่อง ถ้าคุณพร้อมรับความซับซ้อนเพื่อแลกกับคำถามปรัชญาและดราม่าครอบครัวที่เข้มข้น ซีซั่นนี้ยังพอมีคุณค่า แต่ถ้าเวลาการดูของคุณจำกัดและต้องเลือกซีรีส์ที่เล่าเรื่องเนียนกว่านี้ มีโอกาสสูงที่ Dark Matter ซีซั่น 2 จะทำให้รู้สึกว่าโลกของมันน่าสนใจกว่าเล่าออกมา

  • Buy the Dark Matter ซีซั่น 2 if คุณชอบ multiverse drama ที่เน้นถามคำถามด้านจริยธรรมของเทคโนโลยีและผลของการเลือกในชีวิตมากกว่าฉากแอ็กชันใหญ่
  • Skip the Dark Matter ซีซั่น 2 if คุณไม่ชอบโครงเรื่องที่ซับซ้อน มีตัวละครหลายเวอร์ชันจนต้องจดจำเยอะและรู้สึกว่าการดูซีรีส์ควรผ่อนคลายมากกว่าทำการบ้าน
  • Buy the Dark Matter ซีซั่น 2 if คุณอินกับการแสดงแบบหนักอารมณ์ของ Joel Edgerton และสนใจเห็นตัวละครเดียวกันแตกแขนงออกเป็นชีวิตหลากแบบในแต่ละมิติ
  • Skip the Dark Matter ซีซั่น 2 if คุณหวังการผจญภัยมัลติเวิร์สที่มีสีสัน สนุก และเคลียร์เหมือนซีรีส์แนวเดินทางข้ามมิติแบบเบาสมอง เพราะซีซั่นนี้เลือกโทนจริงจังและหม่นกว่า
  • Buy the Dark Matter ซีซั่น 2 if คุณติดตาม Apple TV sci-fi อยู่แล้วและอยากดูตัวอย่างทั้งโอกาสและความเสี่ยงของการทุ่มกับซีรีส์ไซไฟแนวคิดสูงบนแพลตฟอร์มนี้
  • Skip the Dark Matter ซีซั่น 2 if คุณต้องการซีรีส์ที่มีโครงสร้างซีซั่นแน่น ชัด และตอบโจทย์ทุกเส้นเรื่อง เพราะซีซั่นนี้มีตอนที่รู้สึกเป็นการปูโต๊ะที่ไม่ค่อยคุ้มค่าเวลา
Dark Matter ซีซั่น 2 เมื่อมัลติเวิร์สของ Apple TV sci-fi โตเกินกรอบเรื่องเล่า

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!