ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

หมอกควันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมาอีกครั้ง ภูมิภาคพร้อมแค่ไหน

หมอกควันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมาอีกครั้ง ภูมิภาคพร้อมแค่ไหน
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หมอกควันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คืออะไร และทำไมจึงกลับมาหนักหน่วง

หมอกควันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือปรากฏการณ์มลพิษทางอากาศจากไฟป่าและการเผาพื้นที่พรุในบางประเทศที่ลอยข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ค่าฝุ่นละอองและดัชนีคุณภาพอากาศภูมิภาคสูงเกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ การศึกษา และการคมนาคมทางอากาศในหลายเมืองใหญ่ของภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้ง วิกฤตหมอกควันรอบล่าสุดไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แต่เป็นการวนกลับของปัญหาเดิมที่ยังแก้ไม่ขาด ไฟป่าอินโดนีเซียบนเกาะสุมาตรา กาลิมันตัน ปาปัว และพื้นที่พรุจำนวนมากปล่อยควันพิษกระจายไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และดินแดนใกล้เคียง สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซียรายงานว่าพื้นที่เกือบ 130,000 เฮกตาร์ถูกไฟไหม้ และยังมีไฟลุกไหม้อีกหลายร้อยเฮกตาร์ในหลายจังหวัด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสภาพอากาศ แต่เป็นโครงสร้างการใช้ที่ดินและการจัดการทรัพยากรที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากพอ

หมอกควันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมาอีกครั้ง ภูมิภาคพร้อมแค่ไหน

ภาพสะท้อนจากปี 2015 ทำไมบทเรียนเก่ายังไม่ถูกนำไปใช้เต็มที่

หากมองย้อนกลับไป วิกฤตหมอกควันปี 2015 เคยถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาค รัฐบาลและอาเซียนต่างประกาศว่าจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดนถูกยกขึ้นมาเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค แต่ข้อเท็จจริงในปีนี้ชี้ชัดว่าคำมั่นสัญญายังไม่แปรเป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ จากข้อมูลของธนาคารโลก ภัยพิบัติปี 2015 ทำให้พื้นที่ประมาณ 2.6 ล้านเฮกตาร์ในอินโดนีเซียถูกไฟไหม้ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก แม้จะมีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ดับไฟกว่า 60,000 คนในปัจจุบัน และมีการใช้เครื่องบินโปรยน้ำ แต่ไฟป่ากระจัดกระจายบนภูมิประเทศแบบพรุยังคงควบคุมได้ยาก สิ่งที่น่ากังวลคือการพึ่งพาการดับไฟเป็นหลัก โดยไม่เร่งฟื้นฟูระบบนิเวศพรุและปรับรูปแบบการใช้ที่ดินเพื่อป้องกันไฟตั้งแต่ต้นทาง ทำให้วิกฤตหมอกควันมีแนวโน้มเกิดซ้ำในวงจรเดิม

เอลนีโญ ดินแห้ง และไฟป่าที่ลุกลามข้ามพรมแดน

ปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของวิกฤตหมอกควัน แต่เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่นระบุว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในเขตเอลนีโญ 3 ในเดือนกันยายนสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 4 องศาเซลเซียส และประเมินว่าครั้งนี้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1949 ส่งผลให้คลื่นความร้อนและภัยแล้งในภูมิภาคยืดเยื้อ เมื่อดินและพรุแห้งลง ไฟป่าอินโดนีเซียจึงลุกลามง่ายและคุกรุ่นอยู่ใต้ดินเป็นเวลานาน หมอกควันหนาแน่นจากสุมาตราและกาลิมันตันทำให้ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะกิจอาเซียนต้องประกาศเตือนภัยระดับ 3 ขณะที่ดัชนีมลพิษทางอากาศในบางพื้นที่ของกาลิมันตันกลางพุ่งสูงเกิน 1,200 จุด สูงกว่าเกณฑ์อันตรายหลายเท่า หมอกควันไม่ได้หยุดอยู่แค่ชายแดน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และติมอร์-เลสเตต่างรายงานค่าฝุ่น PM2.5 และดัชนีคุณภาพอากาศภูมิภาคในระดับไม่ปลอดภัย กระทบต่อการเรียนการสอน การบิน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

หมอกควันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมาอีกครั้ง ภูมิภาคพร้อมแค่ไหน

ผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจที่ภูมิภาคยังประเมินต่ำไป

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดของวิกฤตหมอกควันไม่ใช่ภาพเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยควัน แต่คือผลกระทบต่อสุขภาพระยะสั้นและระยะยาวที่ประชาชนต้องแบกรับ จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซีย มีการบันทึกผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันกว่า 170,000 รายในพื้นที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงกลางกันยายน ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กกว่า 40,000 ราย ตัวเลขนี้สะท้อนว่าภาระที่แท้จริงตกอยู่กับครอบครัวและระบบสาธารณสุข ในมาเลเซีย IQAir จัดอันดับให้กรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นเมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกในช่วงหนึ่ง โดยมีดัชนีอยู่ที่ 214 ซึ่งจัดอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก รัฐบาลต้องสั่งปิดโรงเรียนหลายพันแห่ง กระทบเด็กนักเรียนราว 2 ล้านคน สิงคโปร์ก็เผชิญค่า PSI เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในช่วง 136 ถึง 192 ก่อนการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ แสดงให้เห็นว่าหมอกควันไม่ได้กระทบเฉพาะชุมชนชายขอบ แต่ส่งผลต่อเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจและกิจกรรมระดับโลกด้วย

ความร่วมมือระดับภูมิภาคต้องกล้าปรับเกม จากดับไฟไปสู่การป้องกันเชิงระบบ

เมื่อหมอกควันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมาหนักหน่วงอีกครั้ง คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าจะดับไฟอย่างไร แต่คือภูมิภาคจะเปลี่ยนวิธีคิดอย่างไร ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดนเป็นก้าวแรกที่ดี แต่เป้าหมายอาเซียนปลอดหมอกควันภายในปี 2030 ยังดูห่างไกล หากยังปล่อยให้การเผาพื้นที่เพื่อขยายสวนปาล์มน้ำมันและเยื่อกระดาษดำเนินต่อไปบนพรุที่ถูกระบายน้ำ ความร่วมมือระดับภูมิภาคจึงต้องขยับจากการประสานงานด้านการดับไฟและการทำฝนเทียม ไปสู่การจัดการที่ดินและพรุร่วมกัน การเปิดเผยข้อมูลจุดความร้อนและผู้ถือครองที่ดินอย่างโปร่งใส การสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้มีทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ไม่ต้องพึ่งการเผา และการวางแผนรับมือสุขภาพสาธารณะข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง หากรัฐบาลและชุมชนในภูมิภาคไม่ยกระดับการตอบสนองเชิงระบบ หมอกควันจะยังคงเป็นวิกฤตหมอกควันที่กลับมาเตือนเราทุกครั้งที่เอลนีโญรุนแรงขึ้น ว่าภูมิภาคยังไม่พร้อมเท่าที่ควร

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!