AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และเอเชียคือเวทีหลัก
การนำ AI มาใช้งานหมายถึงการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยตัดสินใจ ทำงานซ้ำๆ วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างเนื้อหาหรือบริการใหม่ในระดับบุคคล องค์กร และภาครัฐ โดย AI กำลังเปลี่ยนจากเครื่องมือเสริมเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับการทำงานของแรงงานความรู้และธุรกิจทุกขนาดในหลายภูมิภาคทั่วโลก การขยายตัวนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่กำลังนิยามใหม่ว่าประเทศใดจะมีศักยภาพแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลยุคหน้า ภาพใหญ่ที่ต้องยอมรับคือ เอเชียกำลังกลายเป็นฐานผู้ใช้ AI ที่ใหญ่ที่สุดของโลกตามคำยืนยันจากผู้บริหารระดับภูมิภาคของบริษัทผู้พัฒนา AI รายสำคัญ ซึ่งระบุว่าอินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่นอยู่ในกลุ่มสิบตลาดที่ใช้งานมากที่สุด นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยงาม แต่สะท้อนว่าตลาด AI เอเชียกำลังกลายเป็นจุดชี้ขาดทิศทางนวัตกรรมของโลก หากใครมองข้ามภูมิภาคนี้ ก็เท่ากับมองข้ามครึ่งหนึ่งของอนาคตดิจิทัล
ภาษาแม่ เสียง และอัตราการใช้งาน AI ที่พุ่งขึ้นในเอเชีย
จุดแข็งที่ทำให้ตลาด AI เอเชียพุ่งแรงไม่ใช่แค่จำนวนประชากร แต่คือการออกแบบให้เข้าถึงได้ด้วยภาษาแม่และเสียง ผู้บริหารจากบริษัท AI รายใหญ่ชี้ว่า การลดกำแพงภาษาโดยเปิดให้ผู้ใช้สื่อสารด้วยภาษาแม่และภาษาถิ่นคือกุญแจสำคัญในการขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี AI อินเดียเป็นตัวอย่างชัดเจน มีภาษาท้องถิ่นมากกว่า 20 ภาษา และผู้ใช้เลือกพูดคุยกับ AI มากกว่าพิมพ์ สอดคล้องกับวิธีสื่อสารในชีวิตจริง ผลคือการนำ AI มาใช้งานแทรกซึมเข้าไปในชีวิตคนทุกวัย ตั้งแต่ 18 ถึง 80 ปี ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ใช้ AI ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ส่วนอินเดียใช้ช่วยทำงานและประกอบอาชีพ ขณะเดียวกัน รายงานระดับโลกชี้ว่าอัตราการใช้งาน AI ในประชากรวัยทำงานทั่วโลกแตะ 18.8 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสสอง และเพิ่มขึ้นราวหนึ่งจุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน แสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นของคนไอทีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานความรู้ในทุกสาขา

สิงคโปร์ ยูเออี และยุโรป: ผู้นำอัตราการใช้งาน AI กับช่องว่างดิจิทัลที่ขยายตัว
หากดูตัวเลขอัตราการใช้งาน AI จะเห็นภาพความเหลื่อมล้ำชัดเจน รายงานล่าสุดระบุว่าแรงงานวัยทำงานในยูเออีใช้ AI สูงถึง 70.1 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 64.3 เปอร์เซ็นต์ นี่คือคำพูดที่ควรจดจำ เพราะมันบอกเราว่า AI ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการทำงานในประเทศที่ผลักดันนโยบายดิจิทัลอย่างจริงจัง ยุโรปเองก็เดินหน้าอย่างมั่นคง หลายประเทศมีอัตราการใช้งาน AI ใกล้ 50 เปอร์เซ็นต์ และรายงานชี้ว่า AI ไม่ได้จำกัดอยู่ในแผนกเทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานประจำวันของพนักงานออฟฟิศและแรงงานความรู้ แต่ด้านมืดของความสำเร็จนี้คือช่องว่างดิจิทัล รายงานเดียวกันเผยว่าเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วมีอัตราการใช้งานเฉลี่ย 28.8 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ภูมิภาคกำลังพัฒนามีเพียง 16.2 เปอร์เซ็นต์ และช่องว่างนี้กำลังขยายตัว เมื่อ AI กลายเป็นฐานรากของความสามารถแข่งขัน ประเทศที่ตามไม่ทันจะถูกทิ้งห่างแบบทวีคูณ
จีนแซงหน้าบริษัทยักษ์ใหญ่ และการแข่งขันตลาด AI เอเชียที่ดุเดือด
อีกด้านหนึ่งของตลาด AI เอเชียคือการแข่งขันเชิงเทคโนโลยีที่ร้อนแรง โมเดล AI สัญชาติจีนกำลังแย่งส่วนแบ่งการใช้งานบนแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาอย่างชัดเจน โดยมีสัดส่วนการใช้งานสูงถึง 48 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล ซึ่งมากกว่าสัดส่วนรวมของโมเดลจากบริษัทสหรัฐสามรายที่อยู่ที่ 40.3 เปอร์เซ็นต์ ปัจจัยสำคัญคือการตั้งราคาที่ถูกแต่ให้ประสิทธิภาพสูง จนบีบให้ผู้เล่นสหรัฐต้องทยอยเปิดตัวโมเดลราคาประหยัดลงมาแข่งด้านราคาเอง เมื่อแยกตามบริษัท โมเดลจากจีนรายหนึ่งครอง 24.5 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยโมเดลจากสหรัฐที่ 18.6 เปอร์เซ็นต์ และอีกค่ายใหญ่ 17.8 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้พัฒนาจีนรายอื่นเพิ่มการใช้งานมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ในสัปดาห์เดียว สิ่งนี้สะท้อนว่าตลาด AI เอเชียไม่ได้เป็นเพียงฐานผู้ใช้ แต่กำลังกลายเป็นฐานนักพัฒนาที่เลือกเครื่องมืออย่างจริงจัง ใครไม่เข้าใจความต้องการของนักพัฒนาในภูมิภาคนี้จะเสียโอกาสเชื่อมต่อกับนวัตกรรมรุ่นต่อไป
เติบโตเร็วแต่ต้องปลอดภัย: ความร่วมมือรัฐ–เอกชนคือเงื่อนไขไม่อาจเลี่ยง
การที่ตลาด AI เอเชียเติบโตเร็วไม่ได้แปลว่าควรปล่อยให้วิ่งแบบไร้เบรก ผู้บริหารจากบริษัท AI รายใหญ่ย้ำชัดว่าการเติบโตของ AI ต้องเดินควบคู่กับความปลอดภัย ความโปร่งใส และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน โลกอินเทอร์เน็ตสะสมช่องโหว่มานาน และเมื่อ AI Agents เริ่มเปิดเผยช่องโหว่เหล่านั้นในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงเป็นช่วงเวลาแห่งหน้าต่างของฝ่ายป้องกันที่ต้องเร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัยให้ทัน บริษัทรายนี้นำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มมารวมเป็นชุดเครื่องมือภายใต้โครงการหนึ่งเพื่อช่วยองค์กรและรัฐบาลยกระดับความปลอดภัยอย่างรวดเร็ว พร้อมยอมรับอย่างเปิดเผยเมื่อโมเดลมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และเน้นว่าความโปร่งใสคือขั้นตอนแรกในการสร้างความเชื่อมั่น สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย นี่คือประเด็นชี้เป็นชี้ตาย หากไม่มีกรอบความปลอดภัยและความร่วมมือรัฐ–เอกชนที่จริงจัง การเร่งอัตราการใช้งาน AI อาจยิ่งขยายช่องว่างดิจิทัลและเพิ่มความเสี่ยงต่อประชาชนมากกว่าจะสร้างโอกาส






