ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ทำไมการนำ AI มาใช้ช้ากว่าที่ผู้นำเทคโนโลยีคาด และเราควรอ่านอนาคตตัวเองอย่างไร

ทำไมการนำ AI มาใช้ช้ากว่าที่ผู้นำเทคโนโลยีคาด และเราควรอ่านอนาคตตัวเองอย่างไร
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

AI เก่งขึ้นเร็ว แต่การนำ AI มาใช้ในชีวิตคนกลับช้ากว่าที่คิด

การนำ AI มาใช้ คือกระบวนการที่องค์กรและผู้ใช้รายบุคคลนำระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่หรือต่อยอดงานเดิม ตั้งแต่การเขียนซอฟต์แวร์ การสื่อสาร จนถึงการตัดสินใจทางธุรกิจ โดยไม่ใช่แค่การทดลองเล่น แต่หมายถึงการเปลี่ยนขั้นตอนทำงานจริง การวัดผล และการปรับวัฒนธรรมใหม่นานพอจนกลายเป็นนิสัยและโครงสร้างพื้นฐานชุดใหม่ในชีวิตประจำวัน

Sam Altman ซีอีโอ OpenAI ยอมรับเองว่าการนำ AI มาใช้กำลังเดินช้ากว่าที่เขาประเมินไว้มาก ทั้งที่โมเดลก้าวกระโดดจาก GPT รุ่นแรกสู่ GPT-4 และ ChatGPT มีผู้ใช้ราวหนึ่งพันล้านคนต่อสัปดาห์แล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้โทษเทคโนโลยี แต่ชี้ไปที่นิสัยมนุษย์และแรงเฉื่อยของเศรษฐกิจว่าเป็นตัวถ่วง การยอมรับเช่นนี้ตบหน้า narrative เดิมของวงการที่ชอบเล่าว่า AI จะ “เปลี่ยนทุกอย่างในทันที” และบังคับให้เราต้องถามใหม่ว่าแท้จริงแล้วอะไรคือความท้าทายในการนำเทคโนโลยี มากกว่าการแค่สร้างโมเดลให้ฉลาดขึ้น

ทำไมการนำ AI มาใช้ช้ากว่าที่ผู้นำเทคโนโลยีคาด และเราควรอ่านอนาคตตัวเองอย่างไร

จากอพาร์ตเมนต์เล็กสู่ผู้ใช้พันล้าน ทำไมโลกยังไม่พลิกดังที่ฝัน

หากมองในเชิงเส้นเวลา OpenAI เริ่มจากวันทำการแรกต้นปี 2016 เมื่อมีเพียงคนราว 11 ถึง 12 คนเดินเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ของ Greg Brockman เพื่อเริ่มภารกิจสร้าง AGI โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าก้าวแรกคืออะไร จากไวท์บอร์ดแผ่นเดียวและสี่ปีครึ่งที่ไม่มีผลิตภัณฑ์เลย ทีมต้องอยู่กับความว่างเปล่าและความไม่แน่ใจ ซึ่งขัดกับสูตรสตาร์ตอัปที่สอนให้ปล่อยเวอร์ชันแรกให้เร็วเข้าไว้

สิบปีต่อมา ChatGPT กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผู้ใช้ระดับพันล้านคนต่อสัปดาห์ และถูกยกเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการนำ AI มาใช้ในกระแสหลัก แต่หากฟัง Altman เขากลับบอกว่าเศรษฐกิจไม่ได้ถูก AI พลิกโฉมเร็วอย่างที่คิด นี่คือความย้อนแย้งสำคัญ ด้านหนึ่งโมเดลเติบโตตามกฎยกกำลัง อีกด้านหนึ่งโลกธุรกิจยังเดินด้วยจังหวะของโครงสร้างเก่า ความล้าหลังของ AI ในเชิงผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เพราะโมเดลด้อย แต่เพราะเรายังไม่ยอมเปลี่ยนวิธีใช้มันให้ถึงแก่น

แรงเฉื่อยของคนและองค์กร: ทำไมแม้แต่ Sam Altman ยังใช้ AI ไม่เต็มที่

จุดที่น่าคิดที่สุดคือ Altman ยอมรับตรง ๆ ว่าแม้ตัวเขาเองยังไม่ใช้ AI เท่าที่ควร เขาบอกว่าควรใช้เครื่องมืออย่าง Codex ให้มากขึ้น แทนที่จะยึดติดกับเทคนิคการคอมพิวต์แบบเดิม ในอีกบทสัมภาษณ์หนึ่งยังบอกด้วยว่า ตอนนี้เขามีเครื่องมือระดับ Codex อยู่ในมือ ซึ่งควรทำให้เลิกคลิกไปคลิกมา เลิกคัดลอกข้อความไปมาระหว่างแอป เลิกไล่อ่านอีเมลทั้งกองเพื่อหาฉบับที่เจ็บน้อยที่สุด และเลิกทำงานจำเจซ้ำเดิม

คำสารภาพนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้ เศรษฐกิจและองค์กรมีแรงเฉื่อยมหาศาล คนยังทำสิ่งเดิม ซื้อจากบริษัทเดิม และอยากใช้เครื่องมือแบบเดิม แม้ GPT-4 จะออกตั้งแต่ปี 2023 Altman ก็คิดว่าธุรกิจซอฟต์แวร์จะถูกพลิกโฉมเร็วกว่าความจริงมาก เขายอมรับว่าประเมินแรงเฉื่อยนี้ต่ำไป ซึ่งตรงกับสิ่งที่เขาพูดอีกครั้งว่า AI tools กำลังก้าวหน้าเร็ว แต่ธุรกิจไม่เปลี่ยนข้ามคืน และคนส่วนใหญ่ก็ติดนิสัยเดิม ความท้าทายในการนำเทคโนโลยีจึงอยู่ที่จิตวิทยา ไม่ใช่แค่เทคนิค

เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าเร็วกว่าการใช้งาน ช่องว่างใหม่กำลังเปิด

ด้านเทคโนโลยี OpenAI หมกมุ่นอยู่กับการวิจัยและการขยายกำลังประมวลผลมากกว่าการขัดเกลาผลิตภัณฑ์ ตามคำของ Altman ว่าเวลาส่วนใหญ่ของเขาถูกใช้ไปกับโมเดลและ compute เพราะเชื่อว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดคือทำให้โมเดลฉลาดและรันได้ในปริมาณมหาศาล นี่คือการเดิมพันแบบสวนกระแสที่ยอมทุ่มให้โครงสร้างพื้นฐาน แม้ต้องแลกด้วยการหยุดหรือจบโปรเจกต์อย่าง Sora และ Atlas เพื่อจัดลำดับความสำคัญใหม่

ผลลัพธ์คือเกิดช่องว่างระหว่างความสามารถของ AI กับการนำไปใช้จริง Altman บอกเองว่าเขาคิดว่าพอถึง GPT-4 ธุรกิจซอฟต์แวร์จะโดนกระทบหนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “เศรษฐกิจมีแรงเฉื่อยมหาศาล” คนยังไม่เปลี่ยนเครื่องมือหรือซัพพลายเออร์อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันเขาก็เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันของ AI กับยุคก่อน iPhone ที่ชิ้นส่วนเทคโนโลยีแทบครบแล้ว แต่ยังไม่มีไอเดียผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนพฤติกรรมทั้งชุด ช่องว่างนี้คือทั้งปัญหาและโอกาส ใครออกแบบ “โมเมนต์แบบ iPhone” สำหรับ AI ได้ก่อน ก็อาจเป็นผู้ชนะตัวจริงในเศรษฐกิจ AI ที่ยังมาไม่ถึง

อนาคตของคุณในเศรษฐกิจ AI ที่ยังไม่เกิดเต็มตัว

สิ่งที่ Altman กำลังเดิมพันระยะยาวคือภาพที่มีธุรกิจใหม่ 100 ล้านรายและคน 8 พันล้านคนได้ใช้แพลตฟอร์ม AI ของเขา โดยไม่ต้องลงไปแข่งกับลูกค้าตัวเองในทุกหมวด เขายังมองว่าการที่การนำ AI มาใช้เดินช้ากว่าคาด ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะทำให้การเปลี่ยนผ่านนุ่มนวลขึ้น และให้เวลาสังคม ปรับตัวกับเป้าหมายระดับ AGI ได้ดีขึ้น

สำหรับคนทั่วไป นี่คือสัญญาณชัดว่าคุณยังมีเวลา แต่ไม่มีข้ออ้าง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้จะเป็นตัวแบ่งเส้นระหว่างคนที่ใช้ AI แค่ทดลอง กับคนที่ออกแบบวิธีทำงานใหม่ทั้งชุด สิ่งที่ Tobi Lütke ซีอีโอ Shopify ทำให้เห็นคือการโน้มตัวเข้าหา AI ทุกจุด ตั้งแต่เขียนซอฟต์แวร์ ทดลองโมเดล และส่งความเห็นผลิตภัณฑ์กลับไปอย่างละเอียด จน Altman ยกให้เป็นตัวอย่างของผู้นำที่กล้าตัดแรงเฉื่อยของตัวเอง ถ้าคุณต้องการไม่ตกขบวนเศรษฐกิจ AI ที่กำลังค่อย ๆ ก่อตัว คำถามไม่ใช่ว่า AI จะมาเมื่อไร แต่อยู่ที่วันนี้คุณเริ่มเปลี่ยนนิสัยงานประจำวันตัวเองแล้วหรือยัง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!