ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ร้อยไหมจมูกปัญหาบาน คลินิกตอบโต้มาตรฐานการแพทย์และความปลอดภัยคนไข้

ร้อยไหมจมูกปัญหาบาน คลินิกตอบโต้มาตรฐานการแพทย์และความปลอดภัยคนไข้
ความสนใจ|หัตถการความงาม

ร้อยไหมยกหน้าเมื่อเคลมว่าเป็นไหมทางการแพทย์ แต่คนไข้บาดเจ็บ

ไหมยกหน้าทางการแพทย์คือวัสดุเส้นไหมที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในหัตถการเสริมความงามโดยแพทย์ โดยสอดเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อช่วยยกและจัดรูปทรงใบหน้าให้กระชับ และมักถูกโฆษณาว่าสามารถละลายได้เองภายในระยะเวลาหนึ่งโดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หากใช้ถูกวิธีและทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาต วัสดุควรผ่านการรับรองเป็นเครื่องมือแพทย์และไม่ใช่วัสดุอย่างเส้นเอ็นหรือเส้นตกปลา ซึ่งไม่ได้ออกแบบมาเพื่ออยู่ในร่างกายมนุษย์อย่างปลอดภัย กรณีล่าสุดที่มีการร้องเรียนผู้เสียหายจากการร้อยไหมจมูกในคลินิกเสริมความงามที่จังหวัดพัทลุง จึงกลายเป็นจุดตั้งคำถามสำคัญต่อความปลอดภัยการเสริมความงามและมาตรฐานการใช้ไหมยกหน้าทางการแพทย์ ผู้เสียหายอ้างว่าเกิดอาการจมูกอักเสบหลังทำหัตถการและสงสัยว่าวัสดุที่ใช้อาจเป็น “เส้นเอ็น” ไม่ใช่ไหมทางการแพทย์ตามที่คลินิกโฆษณา ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่าต่อให้คลินิกยืนยันใช้วัสดุทางการแพทย์ แต่เมื่อผลข้างเคียงการยกหน้าปรากฏ คนไข้ย่อมตั้งคำถามต่อทั้งระบบตั้งแต่ตัวหมอจนถึงหน่วยงานกำกับดูแล

คำชี้แจงจากคลินิก ไหมละลาย 2–4 ปี และข้ออ้างเรื่องความเป็นหมอถูกกฎหมาย

เจ้าของคลินิกที่ถูกกล่าวหาซึ่งถูกเรียกในข่าวว่า “หมอแชมป์” ออกมาปกป้องตนเองอย่างชัดเจน โดยนำเอกสารใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภา ตั้งแต่ปี 2559 มายืนยันว่าตนไม่ใช่หมอเถื่อน ท่าทีนี้สะท้อนภาพรวมของหลายคลินิกเสริมความงามถูกกฎหมายที่ใช้กลยุทธ์คล้ายกัน คือรีบโชว์สถานะการเป็นแพทย์และเอกสารทางราชการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นท่ามกลางการร้องเรียนผู้เสียหาย ในส่วนวัสดุที่ใช้ หมอแชมป์ย้ำว่าเส้นที่ใช้ร้อยไหมจมูกเป็นไหมยกหน้าทางการแพทย์ จัดซื้อจากบริษัทที่มีการจดทะเบียนนำเข้าเครื่องมือแพทย์ถูกต้อง โดยมีไหมสองชนิดคือสีม่วงซึ่งเริ่มละลายในเวลาประมาณ 1 ปี และไหมสีขาวที่เป็นประเด็นในข่าวซึ่งจะเริ่มละลายในระยะเวลาประมาณ 2–4 ปี คำพูดที่ถูกหยิบยกเป็นประโยคชัดเจนคือ “วัสดุที่ใช้เป็นไหมที่มาจากบริษัทที่นำเข้าอย่างถูกต้อง และสามารถตรวจสอบข้อมูลกับบริษัทได้” ซึ่งเป็นการผลักภาระความน่าเชื่อถือไปที่ระบบรับรองเครื่องมือแพทย์มากกว่าตัวหัตถการเอง

รายละเอียดเคสผู้เสียหาย กับคำถามเรื่องการติดตามดูแลและผลข้างเคียง

จากคำชี้แจงของแพทย์เจ้าของคลินิก รายแรกเป็นหญิงที่กลับมาพบแพทย์ด้วยอาการจมูกอักเสบหลังการร้อยไหม เธอแจ้งว่ามีเส้นไหมโผล่ออกมาและตัดออกเองด้วยกรรไกรตัดเล็บ เมื่อมาตรวจที่คลินิกไม่พบเส้นไหมจึงได้รับยาเพื่อลดการอักเสบ ต่อมาเมื่อผู้ป่วยต้องการให้เอาไหมออก แพทย์ยังยืนยันว่าไม่พบไหมและเข้าใจว่าไหมอาจละลายไปแล้ว ก่อนจะแนะนำให้ไปพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดและรับผิดชอบค่ารักษาตามบิลที่ส่งมา 3 ครั้งรวมเป็นเงินหลายหมื่นบาท รายที่สองเข้ามาพบแพทย์โดยไม่มีอาการอักเสบแต่ร้องขอให้เอาไหมออก แพทย์ไม่ได้ดำเนินการให้และผู้ป่วยไม่ได้กลับมาอีกจนกระทั่งเรื่องปรากฏเป็นข่าว ทั้งสองเคสสะท้อนว่าผลข้างเคียงการยกหน้าและการร้อยไหมไม่ได้จบลงทันทีหลังทำหัตถการ แต่ต้องอาศัยการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง ปัญหาคือเมื่อคนไข้รู้สึกว่าตนไม่ได้รับคำอธิบายชัดเจนหรือทางออกที่มั่นใจ การร้องเรียนผู้เสียหายจึงกลายเป็นช่องทางเดียวที่จะเรียกให้ระบบกลับมาทบทวน

ใบอนุญาตคลินิกและความไม่เสมอภาคของการกำกับดูแล

อีกจุดที่น่าตั้งข้อสังเกตคือใบอนุญาตของคลินิก หมอแชมป์ยอมรับว่าคลินิกเพิ่งได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังยื่นขอมาหลายครั้งแต่ไม่ผ่านจากการต้องแก้ไขเรื่องโฆษณา พื้นที่ตั้ง และเสียงรบกวน ระหว่างนั้นคลินิกประกาศปิดปรับปรุงก่อนเตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเวลาไม่นานหลังได้รับใบอนุญาต ภาพนี้สะท้อนความจริงว่ามีคลินิกจำนวนไม่น้อยที่ทำหัตถการเสริมความงามก่อนจะมีสถานะทางเอกสารครบถ้วน แม้เจ้าของคลินิกจะยืนยันว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและพร้อมรับผิดชอบผู้รับบริการหากตรวจสอบพบความเสียหาย แต่ความไม่เสมอภาคของการบังคับใช้กฎกับคลินิกเสริมความงามถูกกฎหมายในแต่ละพื้นที่ยังเป็นคำถามสำคัญ เมื่อบางคลินิกผ่านเกณฑ์อย่างเข้มงวด ขณะที่บางแห่งดูเหมือนมีช่องให้ดำเนินการไปก่อนแล้วค่อยตามใบอนุญาตทีหลัง ส่งผลให้คนไข้ต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงในช่วงรอยต่อของระบบกำกับดูแล

บทเรียนจากกรณีร้อยไหมจมูก: ยืนยันวัสดุไม่พอ ต้องยกระดับมาตรฐานทั้งระบบ

ในเชิงภาพรวม กรณีร้อยไหมจมูกที่จังหวัดพัทลุงเป็นตัวอย่างชัดเจนของการปะทะกันระหว่างคำเคลมด้านความปลอดภัยการเสริมความงามของคลินิก กับประสบการณ์จริงของผู้รับบริการ เมื่อคลินิกยืนยันว่าใช้ไหมทางการแพทย์ละลายใน 2–4 ปี ไม่ใช่เส้นเอ็นหรือเส้นตกปลา ขณะที่ฝั่งผู้เสียหายกลับเผชิญอาการอักเสบและต้องผ่านกระบวนการรักษาเพิ่มเติม ข้อเท็จจริงที่สังคมเห็นจึงไม่ใช่แค่ “ไหมชนิดใด” แต่เป็น “ระบบดูแลคนไข้แบบใด” ตั้งแต่ก่อนทำ หลังทำ ไปจนถึงการรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา คำตอบในมุมหนึ่งคือ ผู้บริโภคต้องเข้มงวดมากขึ้นในการตรวจสอบคลินิกเสริมความงามถูกกฎหมาย ใบประกอบวิชาชีพแพทย์ และข้อมูลวัสดุที่ใช้ ขณะเดียวกันหน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องวางมาตรฐานชัดเจนทั้งเรื่องการโฆษณา การใช้ไหมยกหน้าทางการแพทย์ และช่องทางการร้องเรียนผู้เสียหายให้มีประสิทธิภาพ เมื่อความงามถูกทำให้เป็นหัตถการทางการแพทย์ ความปลอดภัยต้องเป็นเงื่อนไขแรกไม่ใช่คำอธิบายทีหลัง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!