ดีลใหม่เชื่อมสตาร์ทอัพไทย สิงคโปร์ กับทุนเสี่ยงภูมิภาค
ความร่วมมือสตาร์ทอัพไทย สิงคโปร์ คือกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและมูลนิธิด้านการลงทุนที่เชื่อมผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยเข้ากับเครือข่ายทุนเสี่ยงภูมิภาคและตลาดต่างประเทศ ผ่านรูปแบบร่วมทุน การเร่งการเติบโต และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีสองทาง เพื่อเร่งการขยายตลาดของนวัตกรรมไทย ขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้หารือกับนายอึง บุน เฮียง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิเทมาเส็ก เพื่อหาแนวทางความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ในการเชื่อมโยงและพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพของทั้งสองประเทศ ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล สาระสำคัญคือการสร้างความร่วมมือเทมาเส็ก และ NIA ในรูปแบบ Two way Collaboration ที่ไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมทางการทูต แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างใหม่ให้สตาร์ทอัพไทยเดินเข้าสู่ระบบทุนเสี่ยงภูมิภาคที่สิงคโปร์สะสมประสบการณ์มานาน

โมเดลร่วมทุนใหม่ เชื่อม VC สิงคโปร์ กับผู้ประกอบการไทย
หัวใจของดีลนี้คือการออกแบบโมเดลร่วมทุนที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ลงนามความร่วมมือแล้วปล่อยให้สตาร์ทอัพวิ่งหาทุนเอง ความร่วมมือเทมาเส็ก กับ NIA วางแนวทางสนับสนุนทุนร่วม Co funding โดยมูลนิธิเทมาเส็กจะให้ทุนแบบให้เปล่า Grant ควบคู่กับการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจเงินร่วมลงทุน Venture Capital และกองทุนไพรเวทอิควิตี้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้สตาร์ทอัพเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างต่อเนื่อง ในเชิงโครงสร้าง นี่คือการเปิดประตูให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปใช้โครงสร้างทุนเสี่ยงภูมิภาคที่สิงคโปร์มีความพร้อมอยู่แล้ว ทั้งด้านกฎเกณฑ์ เครื่องมือทางการเงิน และเครือข่ายนักลงทุนระดับนานาชาติ ความร่วมมือนี้ยังเชื่อมโปรแกรม Accelerator ของทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน ทำให้สตาร์ทอัพไม่เพียงได้ทุน แต่ยังได้ที่ปรึกษา เครือข่ายลูกค้า และโอกาสทดลองตลาดในหลายประเทศพร้อมกัน กล่าวได้ว่า โมเดลนี้คือการย่นระยะเวลาที่สตาร์ทอัพไทยต้องใช้ในการไต่บันไดทุนจากระดับเมล็ดพันธุ์ไปสู่ระดับภูมิภาค
สามอุตสาหกรรมอนาคต จุดแข็งที่ควรบุกก่อน
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้กระจายทรัพยากรแบบไร้ทิศทาง แต่เลือกปักหมุดชัดเจนในสามอุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่ สุขภาพและการแพทย์ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอาหารแห่งอนาคต การเลือกเช่นนี้สะท้อนมุมมองว่าการขยายตลาดของนวัตกรรมไทย ขยายตลาดอย่างยั่งยืนต้องยึดฐานจากจุดแข็งที่มีอยู่แล้ว ในด้านสุขภาพ ศาสตราจารย์ ดร ยศชนัน ระบุว่า ประเทศไทยมีบุคลากรทางการแพทย์เชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ทำให้เหมาะสำหรับสตาร์ทอัพด้านสุขภาพที่ต้องการทำวิจัยทางคลินิกและต่อยอดธุรกิจในประเทศ นี่คือการใช้ข้อได้เปรียบที่มีอยู่ให้กลายเป็นสนามทดลองระดับภูมิภาค ด้าน Future Food ความร่วมมือจะขับเคลื่อนผ่านโครงการ SPACE F ซึ่งเชื่อม NIA ภาคเอกชนรายใหญ่ และมหาวิทยาลัยวิจัย เข้าด้วยกัน ขณะที่ด้าน Climate Change เปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนเข้ามาทดลองในบริบทใหม่
Global Innovation Challenge บนแผ่นดินไทย จุดดึงดูดทุนและไอเดียจากทั่วโลก
อีกหมุดหมายสำคัญคือการเชิญมูลนิธิเทมาเส็ก ในฐานะผู้จัด The Liveability Challenge ให้เข้ามาจัดการแข่งขันนวัตกรรมระดับโลก Global Innovation Challenge ในประเทศไทยภายในปี 2570 นี่ไม่ใช่เพียงงานประกวด แต่คือเวทีเชื่อมสตาร์ทอัพไทยกับนักลงทุนและคู่ค้าจากทั่วโลกในครั้งเดียว การมีเวทีระดับโลกบนแผ่นดินไทยทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องบินไปไล่ตามทุนเสี่ยงภูมิภาค แต่สามารถดึงทุนและเทคโนโลยีให้เข้ามาเห็นศักยภาพในประเทศโดยตรง ความร่วมมือนี้จะช่วยเชื่อมระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยเข้ากับเครือข่ายนักลงทุนระดับภูมิภาค และทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างไทยและสิงคโปร์เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น หากบริหารเวทีนี้ได้ดี Global Innovation Challenge อาจกลายเป็นจุดนัดพบประจำปีของทุนเสี่ยงภูมิภาค และเป็นเครื่องเร่งให้สตาร์ทอัพไทย สิงคโปร์ และผู้เล่นจากประเทศอื่นร่วมกันสร้างโครงการข้ามพรมแดน
จากดีลความร่วมมือสู่ยุทธศาสตร์ขยายตลาดนวัตกรรมไทย
เมื่อมองภาพรวม ความร่วมมือเทมาเส็ก กับ NIA ไม่ควรถูกมองแค่เป็นข่าวดีระยะสั้น แต่คือโครงสร้างใหม่ของการเติบโต สตาร์ทอัพไทย สิงคโปร์ จะเดินบนเส้นทางเดียวกันมากขึ้น ใช้ทุนเสี่ยงภูมิภาคชุดเดียวกัน และทดลองตลาดในเครือข่ายเดียวกัน จุดแข็งของดีลนี้คือการเชื่อมทุกชั้นเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ทุนให้เปล่า Accelerator VC และกองทุนไพรเวทอิควิตี้ ไปจนถึงเวทีระดับโลกอย่าง Global Innovation Challenge ทำให้ผู้ประกอบการมีเส้นทางชัดเจนจากไอเดียสู่การขยายตลาดในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะไม่เกิดขึ้นเอง หากผู้กำหนดนโยบายไม่เร่งปรับกฎเกณฑ์ให้รองรับทุนต่างชาติ และหากสตาร์ทอัพไม่ยกระดับมาตรฐานธุรกิจของตนเอง ดีลนี้อาจกลายเป็นเพียงโอกาสที่หลุดมือ บทสรุปคือ นวัตกรรมไทย ขยายตลาดได้ไกลกว่าที่เคย หากกล้าปรับตัวให้เข้ากับเกมทุนเสี่ยงภูมิภาค และใช้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นสะพาน ไม่ใช่แค่ป้ายโฆษณา






