สุขภาวะดิจิทัลดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่ชัยชนะ
สุขภาวะดิจิทัล คือสภาวะที่ผู้ใช้เทคโนโลยีมีความสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และทักษะใช้สื่อออนไลน์อย่างรับผิดชอบ สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้เต็มที่ โดยลดความเสี่ยงจากข้อมูลผิด ภัยหลอกลวง และการละเมิดสิทธิในโลกออนไลน์ พร้อมทั้งยังรักษาขอบเขตชีวิตส่วนตัวและเวลาพักผ่อนของตนเองอย่างเหมาะสม
ดัชนีสุขภาวะดิจิทัลไทยเพิ่มจาก 0.51 เป็น 0.724 ภายในสี่ปี เข้าสู่ระดับก้าวหน้าและเป็นคะแนนสูงสุดตั้งแต่มีการวัด ตัวเลขนี้บอกชัดว่าคนใช้เทคโนโลยีคล่องขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น และตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยมากกว่าเดิม แต่การตีความว่าภาพรวมปลอดภัยแล้วเป็นความเข้าใจที่อันตราย เพราะยังมีผู้ใช้ราว 17.3% หรือประมาณ 1 ใน 6 ที่อยู่ในกลุ่มต้องเร่งพัฒนาความรู้และทักษะดิจิทัลเพิ่มเติม นั่นหมายความว่าในทุกครอบครัวหรือที่ทำงาน ยังมีคนที่เสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อภัยออนไลน์ได้ง่าย ช่องว่างนี้เองที่ทำให้ตัวเลขสุขภาวะที่สวยงามกลายเป็นภาพลวงตาหากไม่รีบอุดรอยรั่วด้านทักษะดิจิทัล AI และการรู้เท่าทัน AI
เมื่อใช้เทคโนโลยีคล่อง แต่ยังหลงกลลิงก์ปลอมและข่าวลวง
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าคนส่วนใหญ่ใช้อุปกรณ์และแพลตฟอร์มออนไลน์ได้คล่อง คะแนนด้านการใช้งานดิจิทัลเฉลี่ย 0.720 สูงกว่าด้านการรู้เท่าทันดิจิทัลที่อยู่เพียง 0.653 ช่องว่างนี้คือปัญหาแกนกลางของสุขภาวะดิจิทัลไทย เพราะเรากำลังสร้างผู้ใช้ที่ขับรถเร็วมาก แต่ยังไม่เข้าใจกฎจราจรบนถนนข้อมูล การคลิก แชร์ และเชื่ออย่างรวดเร็วกลายเป็นพฤติกรรมเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
ผลสำรวจยังพบว่ามีผู้ใช้ 20.7% เคยมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับภัยหลอกลวงออนไลน์อย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นลิงก์ปลอม ข้อความหลอกลวง การปลอมเป็นหน่วยงาน หรือการชักชวนให้โอนเงิน ตัวเลขเกือบ 1 ใน 5 นี้สะท้อนว่าแค่รู้ว่ามีภัยไม่เพียงพอ สิ่งที่ขาดคือทักษะตั้งคำถาม วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ และตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลในจังหวะเสี้ยววินาทีก่อนคลิกหรือโอนเงิน นี่คือทักษะดิจิทัล AI แบบใหม่ที่ทุกคนต้องมี ไม่ใช่เฉพาะคนไอที

AI กลายเป็นภัยไซเบอร์อันดับหนึ่ง ในวันที่คนยังไม่เข้าใจมันดีพอ
ในระดับโครงสร้าง สัญญาณเตือนยิ่งดังขึ้นเมื่อรายงานการประเมินความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์แห่งชาติระบุว่า การใช้ AI สนับสนุนการโจมตีและการโจมตีระบบ AI ถูกจัดเป็นความเสี่ยงสำคัญอันดับหนึ่ง โดย 68.1% ของผู้ตอบเลือกให้ความสำคัญ และ 70.0% ประเมินว่าอยู่ในระดับความเสี่ยงสูง กล่าวอีกแบบคือ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือช่วยงาน แต่กลายเป็นอาวุธไซเบอร์เต็มตัว
ในเวลาเดียวกัน ด้านผู้ใช้ทั่วไป คะแนนการใช้และความเข้าใจ AI เฉลี่ยเพียง 3.30 จากเต็ม 5 แม้จะเพิ่มจาก 3.18 ในปีก่อนก็ตาม ช่องว่างนี้ชัดเจน เรากลัวภัยไซเบอร์ AI แต่ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า AI ทำงานอย่างไร มีข้อจำกัดอะไร หรือควรตรวจสอบผลลัพธ์แบบไหน เมื่อความกลัวสูงกว่าความเข้าใจ สังคมจะตอบสนองด้วยความตื่นตระหนกหรือหลีกเลี่ยงเทคโนโลยี แทนที่จะพัฒนาทักษะการรู้เท่าทัน AI ให้ใช้เป็น ปลอดภัย และไม่ตกเป็นเหยื่อ Deepfake หรือข้อความที่ AI สร้างเพื่อหลอกลวง

ช่องว่างทักษะข้ามวัย และความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในบ้าน
เมื่อมองลึกลงไปในแต่ละช่วงวัย ภาพยิ่งน่ากังวล เด็ก Gen Alpha อายุ 10–15 ปีมีคะแนนสุขภาวะดิจิทัลเฉลี่ยเพียง 0.61 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 0.724 อยู่ 0.114 คะแนน และเกือบ 3 ใน 10 ยังอยู่ในกลุ่มต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะด้านการรู้เท่าทันข้อมูล ความปลอดภัย และร่องรอยดิจิทัล ขณะที่ผู้สูงอายุมีคะแนนการใช้และเข้าใจ AI ต่ำที่สุดเพียง 2.53 เทียบกับกลุ่มอายุ 23–29 ปีที่สูงถึง 3.61 ช่องว่างนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่คือความเสี่ยงในทุกครอบครัว
เด็กที่ใช้โซเชียลตั้งแต่ประถม แต่ไม่เข้าใจผลของโพสต์ต่ออนาคต และผู้สูงอายุที่ใช้แชตและโอนเงินออนไลน์โดยไม่รู้เท่าทัน AI คือเป้าหมายทองของมิจฉาชีพออนไลน์ การปล่อยให้แต่ละวัยเรียนรู้ด้วยตัวเองคือการผลักภาระให้เหยื่อรายต่อไป สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการออกแบบการเรียนรู้ที่ต่างกันตามวัย ตั้งแต่การรับมือ Cyberbullying สำหรับเด็กและเยาวชน ไปจนถึงการเสริมความมั่นใจด้าน AI และความปลอดภัยให้ผู้สูงอายุ เพื่อให้ทั้งบ้านมีภูมิคุ้มกันดิจิทัลไปพร้อมกัน

ปิดช่องว่างทักษะดิจิทัล AI จากวันนี้ ไม่ใช่รอวันเกิดเหตุ
เมื่อภัยไซเบอร์ AI ถูกประเมินว่าเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่ง และเกือบครึ่งของรายการความเสี่ยงระดับประเทศอยู่ในระดับสูงถึง 49.8% การหวังพึ่งระบบป้องกันขององค์กรอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป ทุกคนต้องยกระดับทักษะดิจิทัล AI และการรู้เท่าทัน AI ของตัวเองอย่างตั้งใจ จุดเริ่มต้นไม่ใช่การเรียนเขียนโค้ด แต่คือการฝึกใช้ AI อย่างมีสติ เลือกเครื่องมือให้เหมาะกับงาน ตั้งคำถามให้ชัด ตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ และเข้าใจข้อจำกัดก่อนเชื่อหรือส่งต่อ
ด้านนโยบายและภาคเอกชนเริ่มขยับแล้ว ทั้งการเสนอแนวทางกำกับดูแล AI การเสริมความปลอดภัยด้านตัวตน และการออกหลักสูตรการรู้เท่าทัน AI สำหรับประชาชน แต่หากผู้ใช้ไม่ลงมือเรียนรู้ ช่องว่างระหว่างความตระหนักกับความสามารถจะยิ่งถ่างกว้าง บทสรุปจึงชัดเจน สุขภาวะดิจิทัลไทยกำลังดีขึ้น แต่จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเรายอมรับว่า AI ไม่ใช่แค่ความเสี่ยงภายนอก หากเป็นทักษะพื้นฐานใหม่ที่ทุกคนต้องเรียนให้ทันตั้งแต่วันนี้






