เที่ยวบินตรงไม่ใช่แค่เส้นทางบิน แต่คือยุทธศาสตร์การจัดระเบียบการเดินทางใหม่
เที่ยวบินตรงในบริบทการเชื่อมเมืองใหญ่และเมืองรองในเอเชีย หมายถึงการออกแบบเส้นทางบินที่ตัดตอนการต่อเครื่องในเมืองศูนย์กลางเดิม ลดชั้นการเดินทางของผู้โดยสาร และเปิดประตูใหม่ให้ภูมิภาคต่าง ๆ เชื่อมถึงกันได้โดยตรง พร้อมรองรับความร่วมมือท่องเที่ยวระหว่างภาครัฐและสายการบินเพื่อกระจายตัวนักเดินทางสู่เมืองรองและภูมิภาคที่เคยเข้าถึงยากมาก่อน
ประเด็นสำคัญตอนนี้คือ เส้นทางบินไม่ใช่เรื่องของสายการบินลำพัง แต่กลายเป็นนโยบายร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรี หน่วยงานท่องเที่ยว และเมืองปลายทาง ฝั่งหนึ่ง ททท.สำนักงานโตเกียวลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรในเมืองเซนไดและภูมิภาคโทโฮคุเพื่อผลักดันการเดินทางและการฟื้นตัวของเที่ยวบินระหว่างสองประเทศ อีกฝั่งหนึ่ง รองนายกรัฐมนตรีซึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศชัดว่าต้องการยกระดับศักยภาพให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค ผ่านการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมทุกโหมดอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อภาพใหญ่ขยับพร้อมกัน เที่ยวบินตรงจึงกลายเป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ทางเลือกบนหน้าเว็บจองตั๋ว
จากโล่งฟ้าเหนือเซนได สู่สมการใหม่ ญี่ปุ่น-ไทย ที่ไม่ผูกติดแค่เมืองหลวง
หัวใจของความร่วมมือท่องเที่ยว ญี่ปุ่น-ไทย รอบนี้คือการเลิกคิดแบบกรุงเทพ-โตเกียวเท่านั้น แล้วหันมามองทางเลือกอย่างกรุงเทพ-เซนได หรือโทโฮคุ-เมืองรองในไทยแทน ททท.และพันธมิตรในเซนไดเตรียมผลักดันให้เที่ยวบินตรงกลับมาทำการบิน พร้อมทำแคมเปญกระตุ้นการเดินทางแบบเข้มข้น ตัวเลขชี้ชัดว่าเมื่อมีเที่ยวบินตรงกรุงเทพ-เซนได นักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเยือนภูมิภาคโทโฮคุเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า และมีคนไทยพักแรมในนครเซนไดประมาณ 25,000 คนในปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่าความสะดวกของเส้นทางบินตรงสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางได้จริง
อีกด้านหนึ่ง เมืองเซนไดและองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวโทโฮคุเลือกเดินเกมแบบ Two-Way Tourism ไม่ใช่หวังแต่นักท่องเที่ยวขาเข้า แต่ต้องการให้คนในภูมิภาคโทโฮคุเดินทางมาพักผ่อนที่ไทยด้วยเพื่อสร้างอุปสงค์สองทางให้เส้นทางบินตรงเซนได-กรุงเทพมีเสถียรภาพในระยะยาว แนวคิดนี้ตอบโจทย์ทั้งสายการบินที่ต้องการความมั่นคงของผู้โดยสาร และนักเดินทางที่อยากมีทางเลือกหลีกหนีสนามบินเมืองหลวงที่แออัด

กระทรวงคมนาคมและททท. ต่อจิ๊กซอว์ ฮับการเดินทางกับเมืองรองสองฝั่ง
บทบาทของภาครัฐในเกมเที่ยวบินตรงรอบนี้มีความเป็นเชิงรุกกว่าที่เคย รองนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศเป้าหมายชัดว่าต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมโยงการเดินทางทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการเดินทางและการเชื่อมโยงของภูมิภาค คำประกาศนี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อแปลออกมาเป็นเส้นทางบินจริง สนามบินที่รองรับการต่อเครื่อง และตารางเวลาเชื่อมต่อที่เป็นมิตรกับผู้โดยสาร
ในเชิงปฏิบัติ ททท.กำลังเดินคู่ขนานด้วยยุทธศาสตร์ New Destinations ผลักดันเมืองรองในไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งถูกเปรียบเทียบว่าเป็นโทโฮคุเวอร์ชันไทย พร้อมกันนั้นก็ขยายตลาดจากโตเกียว โอซาก้า ฟุกุโอกะ ไปยัง 6 จังหวัดโทโฮคุที่มีเซนไดเป็นศูนย์กลาง แนวทางนี้ชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการแค่ปริมาณ แต่ต้องการกระจายคนไปยังพื้นที่ใหม่ ลดความแออัดในเมืองหลัก และกระจายรายได้สู่ภูมิภาคสองฝั่งให้สมดุลมากขึ้น
ผู้โดยสารได้อะไรจากดีลรัฐ-สายการบิน นอกจากรูปถ่ายสนามบินใหม่
เมื่ออ่านข่าวความร่วมมือท่องเที่ยว หลายคนอาจสงสัยว่าชีวิตนักเดินทางธรรมดาจะเปลี่ยนไปแค่ไหน คำตอบคือมากทีเดียว ทั้งในมิติความสะดวก เวลา และประสบการณ์ ททท.สำนักงานโตเกียวร่วมมือกับสายการบิน JAL และ ANA เสนอสิทธิพิเศษต่อรถไฟชินคันเซ็นหรือเที่ยวบินภายในประเทศจากเซนไดและโทโฮคุเข้าสู่โตเกียวในราคาพิเศษก่อนต่อเครื่องมายังไทย สำหรับคนญี่ปุ่น นั่นคือการลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายการเดินทางจากภูมิภาคเข้าสู่เที่ยวบินระหว่างประเทศ
ฝั่งนักเดินทางจากไทย การเชื่อมโยงการเดินทางภายในประเทศผ่านสายการบินอย่างการบินไทยและไทยแอร์เอเชียช่วยให้ต่อเครื่องจากกรุงเทพไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ภาคอีสานได้ลื่นไหลขึ้น เมื่อรวมกับเป้าหมายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมต่อทุกโหมดคมนาคมของกระทรวงคมนาคม ภาพที่ควรเกิดขึ้นคือการเดินทางแบบไร้รอยต่อ จากสนามบินภูมิภาคหนึ่งในญี่ปุ่น เข้าสู่เมืองรองอีกแห่งในไทย โดยไม่ต้องวนกลับเข้าสู่เมืองหลวงทุกครั้งเหมือนในอดีต
ทางแยกระหว่างจำนวนกับคุณภาพ เมื่อตลาดญี่ปุ่นไม่ใช่แค่ตัวเลขบนสถิติ
ตลาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นคือหนึ่งในกลุ่มที่มีมูลค่าสูงที่สุดในภูมิภาค ก่อนโควิดมีชาวญี่ปุ่นเดินทางมาไทยสูงถึง 1.8 ล้านคนต่อปี และโดยเฉลี่ยพักนานกว่า 7 วัน ใช้จ่ายในระดับประมาณ 4.5 ต่อสัปดาห์ หลังวิกฤตโควิด การเดินทางยังไม่กลับสู่ระดับเดิม แต่มีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง ททท.จึงตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้ได้ 1.05 ล้านคนในปี 2569 พร้อมประกาศชัดว่าปี 2570 จะเน้นยกระดับคุณภาพตลาดมากกว่าตัวเลขผู้เดินทาง
แนวทางนี้สอดคล้องกับคอนเซปต์ Healing is the New Luxury ที่นำเสนอประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางเพื่อการพักกาย เติมพลังใจ และใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ธรรมชาติ อาหาร ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิต เมื่อจับคู่กับนโยบายศูนย์กลางการเดินทางของกระทรวงคมนาคม และกลยุทธ์เชื่อมเมืองรองทั้งสองฝั่ง ภาพอนาคตที่เป็นไปได้คือโครงข่ายเที่ยวบินตรงที่ไม่เน้นปริมาณเที่ยวเดียวแล้วจบ แต่รองรับการเดินทางที่ยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และประสบการณ์ของคนเดินทางเอง






