อาหารริมถนนไทยจากฟุตพาทสู่กลยุทธ์ชาติ
อาหารริมถนนไทยคือรูปแบบการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่เน้นความสะดวก รสชาติจัดจ้าน ราคาเข้าถึงได้ และสะท้อนวัฒนธรรมการกินของผู้คนผ่านร้านเข็น แผงลอย หรือร้านเล็กริมทาง อาหารริมถนนไทยยังเชื่อมโยงวิถีชีวิตเมืองและชุมชนท้องถิ่น กลายเป็นเสน่ห์ที่หลายคนยกให้เป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวสำคัญที่ขาดไม่ได้เมื่อมาเยือน
วันนี้อาหารริมถนนไทยไม่ใช่แค่ของอร่อยใกล้บ้าน แต่ถูกยกขึ้นเวทีเทศกาลระดับประเทศ กลายเป็นเครื่องมือเชื่อมการท่องเที่ยว การค้า และการสร้างแบรนด์ชาติ งาน “The Best Thai Street Food By Worldgas” ที่บริษัทพลังงานรายใหญ่ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 พฤษภาคม 2568 ที่ลานพาร์ค พารากอน รวบรวม 30 ร้านอาหารยอดเยี่ยมจากทั่วประเทศเพื่อผลักดันเมืองหลวงสู่ภาพ “เมืองหลวงแห่งสตรีทฟู้ดโลก” ขณะที่ระดับจังหวัดอย่างระยองก็เปิดเวที ‘Best of Rayong’ ดึงร้านอาหารและผู้ประกอบการกว่า 200 ร้านเข้าร่วมเพื่อเปิดช่องทางตลาดใหม่ให้ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่

จากลานหอการค้าระยองสู่ห้างกลางเมือง: งานแฟร์ที่กระจายรายได้
โครงการ ‘Best of Rayong : กินดี ช้อปดี สนับสนุน SMEs ระยอง’ ที่จัดที่ลานหน้าหอการค้าจังหวัดระยอง เพลินใจ 5 อำเภอเมือง ระยอง ระหว่างวันที่ 4-6 กันยายน มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเปิดงาน และรวบรวมร้านอาหารและผู้ประกอบการกว่า 200 ร้าน พร้อมร้านที่ได้รับรองมาตรฐาน “ของดีระยอง” 78 ร้านมาร่วมออกร้าน นี่ไม่ใช่แค่งานเทศกาลอาหาร แต่คือแพลตฟอร์มให้ SME อาหารท้องถิ่นได้ทดลองตลาด สร้างฐานลูกค้า และเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ
การออกแบบงานให้สอดคล้องกับโครงการไทยช่วยไทย 60/40 มีเป้าหมายชัดเจนในการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่และเสริมศักยภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน งานลักษณะนี้จึงทำหน้าที่มากกว่างานชิมฟรี แต่เป็น “สนามซ้อม” ให้ผู้ค้ารายเล็กเรียนรู้การนำเสนอสินค้า การตั้งราคาที่คุ้มค่า และการสื่อสารแบรนด์ของตัวเอง หากมองในมิติการท่องเที่ยว งานแบบนี้คือการย่อจังหวัดทั้งจังหวัดมาไว้ในลานเดียว เพื่อให้ทั้งคนในพื้นที่และผู้มาเยือนเห็นภาพรวมของอาหารริมถนนไทยในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

สตรีทฟู้ดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ เมื่อเวิลด์แก๊สจับมือททท.
ในฝ่ายเมืองหลวง บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ ผู้จัดจำหน่ายก๊าซ LPG ภายใต้แบรนด์เวิลด์แก๊ส ผนึกกำลังกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดเทศกาล “สุดยอดอาหารริมทาง The Best Thai Street Food By Worldgas” รวบรวม 30 ร้านอาหารยอดเยี่ยมของไทยขึ้นห้างกลางเมือง ระหว่างวันที่ 16-18 พฤษภาคม 2568 งานนี้ถูกวางให้เป็นเวทีแสดงศักยภาพอาหารริมถนนไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างชื่อเสียงในตลาดอาหารนานาชาติ
จุดยืนถูกประกาศชัดว่าเป้าหมายคือการผลักดันให้ประเทศเป็น “เมืองหลวงแห่งสตรีทฟู้ดโลก” และสอดคล้องกับนโยบาย Ignite Tourism Thailand ที่เน้นใช้อาหารเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยว ที่น่าสนใจคือบริษัทพลังงานเลือกทำบทบาท “เพื่อนแท้อุตสาหกรรมอาหาร” ผ่านการสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารริมทาง ทั้งด้านพลังงานสะอาดมาตรฐาน ESG และการยกระดับคุณภาพการบริการ งานนี้ยังมีการมอบรางวัลให้ 30 ร้านในหมวดข้าว เส้น ของหวาน และเมนูยอดฮิต เพื่อสร้างแรงจูงใจและมาตรฐานใหม่ให้วงการสตรีทฟู้ดไทย

เทศกาลอาหารคือเวทีสร้างแบรนด์และทดลองตลาดอาหารนานาชาติ
เมื่อดูทั้งงานระดับจังหวัดและระดับชาติ จะเห็นชัดว่า “งานส่งเสริมสตรีทฟู้ด” กลายเป็นกลยุทธ์การตลาดที่เชื่อมสามแกนหลักเข้าด้วยกัน หนึ่งคือการท่องเที่ยว ที่ใช้ประสบการณ์กินเป็นจุดขาย สองคือการค้า ที่เปิดช่องทางจำหน่ายใหม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กและ SME อาหารท้องถิ่น และสามคือการสร้างแบรนด์ประเทศผ่านภาพลักษณ์เมืองแห่งอาหารริมถนนไทย
งาน The Best Thai Street Food ถูกออกแบบให้เป็นต้นแบบการจัดงานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ก๊าซ LPG และการคัดแยกขยะอย่างมีระบบ พร้อมสื่อสารแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าผ่านคาแรกเตอร์อาร์ตทอยภายในงาน สิ่งเหล่านี้ส่งสัญญาณว่า สตรีทฟู้ดไทยกำลังถูกเล่าใหม่ในภาพที่สะอาด ปลอดภัย ทันสมัย และพร้อมต่อรองในตลาดอาหารนานาชาติ เทศกาลอาหารจึงทำหน้าที่ทั้งพื้นที่ทดลองมาตรฐานใหม่ และเวทีเล่าเรื่องแบรนด์อาหารริมถนนไทยให้ผู้ชมจากทั่วโลกเห็น
ข้อดี ข้อเสี่ยง และบทสรุปสำหรับอนาคตสตรีทฟู้ด
โอกาสจากงานส่งเสริมสตรีทฟู้ด
- เปิดช่องทางใหม่ให้ผู้ประกอบการอาหารริมถนนเข้าถึงลูกค้าต่างถิ่นและนักท่องเที่ยว
- ยกระดับภาพลักษณ์สตรีทฟู้ดไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและประเด็นสิ่งแวดล้อม
- สร้างแรงบันดาลใจและมาตรฐานผ่านการมอบรางวัล เช่น 30 ร้านที่ได้รับรางวัลในงาน The Best Thai Street Food By Worldgas
- ช่วย SME อาหารท้องถิ่นมีช่องทางจำหน่ายและเชื่อมเครือข่ายธุรกิจ เช่น กรณีระยองที่รวมผู้ประกอบการกว่า 200 ร้าน
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
- เสี่ยงที่งานจะกลายเป็นพื้นที่ของแบรนด์ใหญ่และผู้เล่นทุนหนา หากไม่มีโควตาให้รายเล็กอย่างสมดุล
- การเน้นภาพลักษณ์อาจทำให้รากวัฒนธรรมบางส่วนถูกปรับจนเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิม
- หากไม่มีนโยบายต่อเนื่อง ผู้ประกอบการอาจได้ประโยชน์แค่ช่วงงาน แต่ไม่เกิดการพัฒนายั่งยืน
บทสรุปสำคัญคือ งานส่งเสริมอาหารริมถนนไทยกำลังพิสูจน์ว่าซอฟต์พาวเวอร์อาหารไม่เกิดขึ้นเอง แต่ต้องมีเวที มีผู้สนับสนุน และมีการออกแบบประสบการณ์ที่เชื่อมระหว่างฟุตพาทกับเวทีโลก เมื่อจังหวัดอย่างระยองเลือกใช้เทศกาลเป็นเครื่องมือดัน SME อาหารท้องถิ่น และภาคเอกชนอย่างเวิลด์แก๊สเลือกลงทุนกับงานสตรีทฟู้ดระดับประเทศ ภาพที่เห็นชัดคืออาหารริมถนนไทยกำลังเดินออกจากซอยเล็กเข้าสู่ตลาดอาหารนานาชาติ คำถามต่อไปคือ ใครจะได้ขึ้นเวที และใครจะถูกทิ้งอยู่ข้างทาง การออกแบบนโยบายที่เป็นธรรมจึงจะกำหนดอนาคตของสตรีทฟู้ดไทยในเวทีโลก






