เวลเนสไทยจากสินค้าท้องถิ่นสู่แบรนด์พรีเมียมภูมิภาค
การเติบโตของแบรนด์ความงามและสินค้าเวลเนสไทยคือปรากฏการณ์ที่ผสมผสานสมุนไพรท้องถิ่น วัตถุดิบธรรมชาติ และงานวิจัยสมัยใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์บำรุงผิวไทยและสินค้าเวลเนสไทยที่มีภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม พร้อมขยายตลาดอาเซียนอย่างจริงจัง แบรนด์เหล่านี้ไม่ได้แข่งกันด้วยราคาถูก แต่แข่งกันด้วยคุณภาพ ส่วนผสมธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และการออกแบบประสบการณ์ ตั้งแต่ขั้นตอนการอาบน้ำ ไปจนถึงการพักผ่อนเชิงสุขภาพที่ครบวงจร ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าการดูแลตัวเองคือการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่แค่การซื้อสินค้าอีกชิ้นหนึ่งในตะกร้า ตัวเลขจาก Global Wellness Institute ระบุว่าเศรษฐกิจเวลเนสโลกจะโตเฉลี่ยปีละ 7.6% และตลาดเวลเนสของไทยเติบโตด้วยอัตราการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสูงถึง 36.4% ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการด้านสุขภาพเชิงป้องกันและการดูแลตัวเองกำลังพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โอกาสนี้ทำให้แบรนด์ไทยระดับพรีเมียมหันมาเน้นนวัตกรรมสินค้าธรรมชาติและการขยายตัวจากตลาดในประเทศ ไปสู่การจัดจำหน่ายในระดับภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นระบบ เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาทั้งคุณภาพและเรื่องราวเบื้องหลังสินค้าในเวลาเดียวกัน
De Leaf กับยุทธศาสตร์ T-Beauty และสกินแคร์พรีเมียมในอาเซียน
De Leaf เลือกเดินเกมในตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวไทยด้วยการวางตัวเองเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสินค้าธรรมชาติอย่างชัดเจน แบรนด์ประกาศยุทธศาสตร์ปักธง T-Beauty ใช้สมุนไพรท้องถิ่นอย่างทานาคา ผสานกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อยกระดับให้ทัดเทียมสกินแคร์เคาน์เตอร์แบรนด์ระดับสากล ทิศทางนี้สะท้อนความมั่นใจว่าเสน่ห์ของสมุนไพรไทยเมื่อนำมาปรับสูตรและวิจัยอย่างจริงจัง สามารถกลายเป็นข้อได้เปรียบด้านภาพลักษณ์พรีเมียมได้ ไม่ใช่แค่จุดขายพื้นบ้าน จุดพลิกเกมอยู่ที่การเปิดตัวสบู่ เดอ ลีฟ ทานาคา สูตรใหม่ Triple Bright Active ผ่านงาน De Leaf 9.9 Mega Bright Day โดยดึงส่วนผสมระดับเซรั่มเคาน์เตอร์แบรนด์ลงในก้อนสบู่ ทั้งทานาคา ส้ม และไนอาซินาไมด์เข้มข้นสูงถึง 30 เท่า เพื่อสร้างประสบการณ์อาบพร้อมบำรุง ผิวดูไบรท์ใส อ่อนโยน ปลอดภัย ไม่กัด ไม่แสบ ไม่ลอกผิว ตอบเทรนด์ Skin Longevity ที่เน้นผิวสวยและแข็งแรงระยะยาว ยุทธศาสตร์นี้เสริมด้วยการส่งออกกลุ่ม Personal Care และ Skincare ไปยังเมียนมา ลาว อินโดนีเซีย และล่าสุดเวียดนาม ทำให้ภาพของแบรนด์ไทยระดับพรีเมียมเริ่มยึดพื้นที่ในตลาด Personal Care & Skincare ทั่วอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
ไทยฮันนี่กับการจับเทรนด์สุขภาพผ่านน้ำผึ้งธรรมชาติ
ในด้านอาหารและเวลเนส ไทยฮันนี่แสดงให้เห็นว่าการเล่าเรื่องที่มาของวัตถุดิบสามารถผลักดันแบรนด์ให้กลายเป็นสินค้าเวลเนสไทยที่มีมูลค่าเชิงประสบการณ์สูงได้ ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ วัตถุดิบจากธรรมชาติ และแหล่งที่มาของอาหาร ทำให้แบรนด์เดินหน้าขยายธุรกิจด้วยน้ำผึ้งธรรมชาติสองสูตรหลัก คือ น้ำผึ้งดอกไม้ป่า และน้ำผึ้งดอกลำไย ซึ่งแต่ละสูตรสะท้อนความแตกต่างของพรรณไม้ แหล่งที่มา และฤดูกาลของประเทศ ผ่านรสชาติหวานหอมที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว ความฉลาดของไทยฮันนี่คือการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ไม่ใช่แค่น้ำผึ้งในชั้นวาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพ น้ำผึ้งทั้งสองชนิดนำไปใช้ได้หลากหลาย ตั้งแต่กินคู่กับขนมปัง โยเกิร์ต และผลไม้ เติมในชา กาแฟ ไปจนถึงใช้ทำอาหารและเบเกอรี่ ทำให้การบริโภคน้ำผึ้งขยับจากการใช้ครั้งคราวไปสู่การเป็นวัตถุดิบประจำวัน อีกด้านหนึ่ง แบรนด์เตรียมนำผลิตภัณฑ์ไปร่วมงาน Dailynews Food Fair 2026 ระหว่างวันที่ 10–15 กันยายน 2569 เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงและขยายโอกาสทางการตลาดต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการใช้เวทีอีเวนต์สร้างการรับรู้และประสบการณ์ชิมจริงให้คนเชื่อมโยงรสชาติและเรื่องราวของแบรนด์เข้าด้วยกัน

BDMS x Sri Panwa เมื่ออีเวนต์กลายเป็นเวทีสร้างแบรนด์เวลเนสระดับโลก
ในฝั่งบริการทางสุขภาพ BDMS Wellness Clinic และโรงแรม Sri Panwa เลือกใช้กลยุทธ์ที่ชัดเจนว่าเวลเนสยุคใหม่ต้องขายด้วยประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ข้อมูลทางการแพทย์ ทั้งสองแบรนด์จับมือกันเปิดตัวโปรแกรม The Holistic Wellness Retreat ผ่านงาน Longevity Conversation by the Sea ที่ YAYA Sri Panwa แทนการแถลงข่าวธรรมดา เพราะบริการที่ผสมผสานการตรวจวิเคราะห์ระดับเซลล์ โภชนาการเฉพาะบุคคล และการพักผ่อนในพูลวิลล่าริมทะเล ต้องให้คนสัมผัสบรรยากาศและความรู้สึกปลอดภัยจริงจึงจะเข้าใจคุณค่าที่แท้ของโปรแกรม งานดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นทั้งอีเวนต์และคอนเทนต์ มีการบรรยายเรื่องเวชศาสตร์ป้องกัน กิจกรรม Sound Healing และช่วง Networking ให้ผู้ร่วมงานแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องอนาคตสุขภาพ สถานที่ริมทะเลอันดามันจึงไม่ใช่แค่ฉากสวย แต่เป็นส่วนหนึ่งของสารที่สื่อว่าการดูแลสุขภาพเชิงลึกสามารถเกิดในบรรยากาศผ่อนคลายได้ สิ่งสำคัญคือจังหวะที่ภูเก็ตได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ทำให้งานเปิดตัวนี้กลายเป็นการปักหมุดแบรนด์และโปรแกรมในใจคนในวงการก่อนที่สปอตไลต์ระดับโลกจะสาดลงมาที่ภูมิภาคนี้อย่างเต็มที่
ภาพรวมการรุกตลาดอาเซียนของแบรนด์ไทยระดับพรีเมียม
เมื่อมองภาพรวม De Leaf ไทยฮันนี่ และ BDMS x Sri Panwa ต่างสะท้อนทิศทางเดียวกันคือการผลักดันแบรนด์ไทยระดับพรีเมียมสู่ตลาดอาเซียนผ่านนวัตกรรมสินค้าธรรมชาติและประสบการณ์ที่มีเรื่องราว เดอลีฟใช้สบู่ทานาคาและส่วนผสมระดับเซรั่มเพื่อปักธง T-Beauty และขยายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวไทยไปยังตลาดเมียนมา ลาว อินโดนีเซีย และเวียดนาม ทำให้ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายไทยเริ่มมีตัวตนชัดเจนในตลาดภูมิภาค ขณะเดียวกัน การเติบโตของตลาดเวลเนสในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสูงถึง 36.4% สะท้อนว่าฐานความต้องการภายในแข็งแรงพอจะเป็นจุดตั้งต้นให้แบรนด์ขยายออกไปได้ ด้านสินค้าอาหาร ไทยฮันนี่ใช้การเล่าเรื่องแหล่งที่มาของน้ำผึ้งและการใช้งานที่หลากหลาย เพื่อจับเทรนด์คนรักสุขภาพและสร้างโอกาสการบริโภคในชีวิตประจำวัน ส่วน BDMS และ Sri Panwa ใช้ Event Marketing เพื่อยกระดับบริการเวลเนสให้มีภาพของการลงทุนระยะยาวในสุขภาพและการเดินทาง ไม่ใช่แค่โปรแกรมรักษาในคลินิก หากแบรนด์ไทยรายอื่นเรียนรู้จากสามกรณีนี้ ทั้งในเรื่องการใช้สมุนไพรและวัตถุดิบธรรมชาติ การออกแบบประสบการณ์ และการเล่าเรื่องเชิงอารมณ์ ก็มีโอกาสที่จะขยายตลาดอาเซียนและยืนเคียงคู่กับผู้เล่นระดับโลกได้มากขึ้น บทสรุปคือ จุดแข็งของไทยไม่ใช่ราคาถูก แต่คือการผสมผสานธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นประสบการณ์เวลเนสที่มีความหมายต่อชีวิตผู้บริโภคจริงๆ








