ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ชุมชนลุกขึ้นสู้มลพิษน้ำและดินด้วยวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง

ชุมชนลุกขึ้นสู้มลพิษน้ำและดินด้วยวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองคืออาวุธใหม่ของชุมชนแดนมลพิษ

วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง คือกระบวนการที่เปิดให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมทำวิจัยและตรวจวัดสิ่งแวดล้อมด้วยเครื่องมือที่เรียนรู้ได้ ใช้ได้เอง ตั้งแต่การเก็บตัวอย่างน้ำและดิน การอ่านผลเบื้องต้น ไปจนถึงการจัดระบบข้อมูลและสื่อสารหลักฐานให้สังคมรับรู้ กระบวนการนี้ไม่เพียงเติมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้ประชาชน แต่ยังยืนยันสิทธิในการอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย และสร้างพลังต่อรองกับอำนาจรัฐและทุนที่ก่อมลพิษ บนเวทีเสวนา “แดนมลพิษ” สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะร่วมกับองค์กรศิลปะจัดฉายสารคดีและวงพูดคุย “เสียงจากชุมชน สู้พิษปนเปื้อน... เฝ้าระวังสุขภาพอย่างเท่าเทียม” ณ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 เหตุการณ์นี้สะท้อนชัดว่ามลพิษไม่เคยจบลงได้ด้วยรายงานราชการ แต่ต้องมีชุมชนลุกขึ้นติดอาวุธด้วยวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง ลุกขึ้นมาตรวจวัดค่าน้ำและดินด้วยตัวเองเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมทางสุขภาพ

ชุมชนลุกขึ้นสู้มลพิษน้ำและดินด้วยวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง

จากหนองพะวาถึงปราจีนบุรี เมื่อข้อมูลอยู่ในมือชุมชน

สารคดี “แดนมลพิษ” ผลิตร่วมกันระหว่างสื่อสาธารณะกับผู้กำกับ นราธิป ทองถนอม จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ แสดงให้เห็นกว่าทศวรรษของมลพิษที่หนองพะวา ระยอง เรื่องราวไม่ได้จบแค่ภาพโรงงาน แต่ต่อเชื่อมไปถึงสุเมธ ชาวปราจีนบุรีที่กำลังเผชิญมลพิษจากโรงงานรีไซเคิลทุนจีน ภาพนี้บอกเราตรง ๆ ว่าเมื่อรัฐปล่อยให้พื้นที่หนึ่งกลายเป็นแดนมลพิษ ก็เท่ากับกำลังส่งบทเรียนอันขมขื่นต่อไปยังชุมชนอื่น เวทีเสวนาชี้ให้เห็นว่า แม่น้ำสายหลักหลายสายกลายเป็นแหล่งรับสารหนูเกินค่ามาตรฐาน กระทบทั้งการใช้ชีวิตและแหล่งทำมาหากิน หากรอเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ของรัฐที่มีจำนวนจำกัด การเก็บตัวอย่างก็ทำได้จำกัด การสร้างเครือข่ายชุมชนตรวจวัดด้วยเครื่องมือง่าย ๆ จึงไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความปลอดภัย เมื่อชาวบ้านเก็บข้อมูลเอง เห็นตัวเลขเอง คำบอกเล่าจึงเปลี่ยนเป็นหลักฐานที่โต้กลับคำอ้างว่า “ไม่มีปัญหา” ของโรงงานและหน่วยงานกำกับดูแล

ชุมชนลุกขึ้นสู้มลพิษน้ำและดินด้วยวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง

คลิตี้: ชุมชนตรวจวัดลำห้วยที่ถูกทำให้เป็นหมู่บ้านสารตะกั่ว

คลิตี้ถูกจดจำในฐานะหมู่บ้านสารตะกั่วที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแรมากเกือบ 50 ปี สำหรับคนในเมือง มลพิษอาจเป็นข่าวที่มาแล้วก็ไป แต่สำหรับคนคลิตี้ มลพิษคือสิ่งที่ไหลอยู่ในลำห้วยที่พึ่งพาอาศัยร้อยเปอร์เซ็นต์ในการดำรงชีวิต เมื่อสารปนเปื้อนเข้าไปในสิ่งแวดล้อม มันไม่ได้หยุดอยู่แค่ในน้ำหรือดิน แต่ลุกลามเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารและสุขภาพของทุกคนในหมู่บ้าน ชลาลัย นาสวนสุวรรณ ตัวแทนกลุ่มเยาวชน “คลิตี้นี้ดีจัง” เล่าว่าตนเป็น Gen 2 ที่กลับมาสานต่อการต่อสู้ของพ่อ เพื่อให้เจเนอเรชั่นของตนและลูกได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย เธอและเพื่อนเยาวชนเริ่มทำระบบข้อมูลตั้งแต่ปี 2559 ก่อนการฟื้นฟูลำห้วยในปี 2560 เพื่อให้ชุมชนมีองค์ความรู้ตรวจสอบคู่ขนานกับการฟื้นฟูของรัฐ ประโยคที่ควรถูกจดจำจากคลิตี้คือ “การฟื้นฟูไม่ควรหยุดที่ค่ามาตรฐานมลพิษ แต่ต้องไปให้ถึงความมั่นใจว่าชุมชนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย”

สาละวินและเยาวชนชาติพันธุ์: ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับเครื่องมือวิทยาศาสตร์

ลาหมึทอ ดั่งแดนวิมาน เยาวชนบ้านท่าตาฝั่ง ชนเผ่าปกาเกอะญอ เล่าว่าชุมชนของตนเติบโตมากับแม่น้ำสาละวิน สายน้ำแห่งชาติพันธุ์ที่ไหลผ่านชุมชนทั้งฝั่งเมียนมาและฝั่งไทย วิถีชีวิตและวัฒนธรรมทั้งหมดผูกกับสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นสายนี้ ในสายตาคนนอก สาละวินอาจเป็นภาพสายน้ำที่ไหลอิสระ แต่สำหรับคนท้องถิ่น สาละวินก็เต็มไปด้วยเสียงเตือนว่ามันอาจเดินตามรอยโขงที่ถูกเขื่อนและโครงการพัฒนา “บล็อก” จนความอิสระเลือนหาย ลาหมึทอกลับมาทำงานกับเครือข่ายเยาวชนสาละวินในฐานะ Gen 5 ที่มองว่าคนรุ่นใหม่มีพลังสร้างการเปลี่ยนแปลง เมื่อเยาวชนชาติพันธุ์นำภูมิปัญญาการสังเกตธรรมชาติ มาผสานกับเครื่องมือวัดน้ำและดินที่ผ่านการอบรม พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้เฝ้ามอง แต่กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองที่ติดตามมลพิษแบบกระจายตัวทั่วลุ่มน้ำ การอ่านค่าความเป็นกรดของน้ำหรือดินในมือคนท้องถิ่นจึงเป็นการท้าทายวาทกรรม “การพัฒนาที่ไร้ผลกระทบ” ด้วยข้อมูลที่เกิดจากคนอยู่หน้าด่านมลพิษจริง ๆ

เมื่อเครือข่ายชุมชนตรวจวัดท้าทายเรื่องเล่าทางการ

ใจกลางของการต่อสู้ในทุกพื้นที่คือการแย่งชิงความหมายของคำว่า “ปลอดภัย” สำหรับหน่วยงานกำกับดูแล เป้าหมายอาจหยุดอยู่ที่ค่ามาตรฐานมลพิษ แต่สำหรับคนคลิตี้ หนองพะวา หรือสาละวิน ความปลอดภัยหมายถึงการมั่นใจว่าตนและลูกหลานไม่กำลังดื่ม กิน และหายใจมลพิษอยู่ทุกวัน แนวคิดชุมชนตรวจวัดจึงเริ่มจากความเชื่อว่า คนที่อยู่ใกล้สิ่งแวดล้อมที่สุดคือคนที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ก่อน เมื่อเครื่องมือบางอย่างที่เคยอยู่แค่ในมือของนักวิทยาศาสตร์ถูกถ่ายโอนไปสู่มือชาวบ้านที่ผ่านการอบรม พวกเขาสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของน้ำและดิน ดูว่ามีความเป็นกรดหรือสารปนเปื้อนมากน้อยเพียงใด เครือข่ายข้อมูลกระจายทั่วประเทศทำให้ภาพมลพิษไม่ขึ้นกับรายงานที่ออกปีละครั้ง แต่มาจากการเฝ้าระวังรายวันของคนในพื้นที่ นี่คือการเมืองของข้อมูลที่ท้าทายเรื่องเล่าทางการซึ่งเคยมองว่ามลพิษเป็น “เหตุการณ์เฉพาะจุด” ให้กลายเป็นปัญหาโครงสร้างที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!