C PROJECT คืออะไร และทำไมถึงสำคัญต่อดีไซเนอร์ไทยตอนนี้
C PROJECT คือแพลตฟอร์มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่พัฒนาภายใต้ IC LAB ในเครือ ICC ทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่ทดลองโมเดลธุรกิจใหม่และ ส่วนกลาง สำหรับรวบรวมแบรนด์แฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์มากกว่า 50 แบรนด์ที่ผ่านการคัดเลือกโดยคิวเรเตอร์แฟชั่นและบิวตี้ เพื่อเร่งศักยภาพแบรนด์ไทยให้เติบโตเชิงโครงสร้างและพร้อมแข่งขันในตลาดกว้างขึ้นทั้งในและต่างประเทศ.
แก่นของ C PROJECT คือการยอมรับว่าแบรนด์เล็กที่มีสไตล์ชัดเจนกำลังติดเพดานด้านทุน เครือข่าย และความรู้ธุรกิจ การเปิดตัวภายใต้ IC LAB จึงไม่ใช่แค่โปรเจกต์สีสัน แต่เป็นการประกาศทิศทางใหม่ของ ICC ที่หันมาทำงานกับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ในฐานะ “คู่ค้า” มากกว่าจะเป็นเพียงช่องทางขาย. ในยุคที่ผู้บริโภคเลือกซื้อจากคาแรกเตอร์และเรื่องราวแบรนด์มากกว่าป้ายโลโก้ การสร้าง แบรนด์ไทย ส่วนกลาง ที่มองเกมทั้งสไตล์และระบบหลังบ้านพร้อมกัน คือหมุดหมายสำคัญถ้าเราไม่อยากเห็นแบรนด์เก่งๆ ติดอยู่แค่ในอินสตาแกรม.

Curator-led Model: เมื่อ “สไตล์” กลายเป็นกลยุทธ์ธุรกิจ
C PROJECT เลือกใช้โมเดล Curator-led อย่างชัดเจน โดยมอบบทบาทคิวเรเตอร์แฟชั่นให้จิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์ และฝั่งบิวตี้ให้กานดา สายทุ้ม สองคนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “เลือกของสวย” แต่ใช้มุมมองด้านสไตล์ อัตลักษณ์ และศักยภาพการเติบโตเป็นตัวกรองแบรนด์. ผลคือแพลตฟอร์มไม่ได้เต็มไปด้วยของตามเทรนด์ระยะสั้น แต่เต็มไปด้วยแบรนด์ที่มีจุดยืนชัด เช่น PONY STONE, Dry Clean Only, Calm Outdoors, Morph8ne และอีกหลายชื่อที่มีดีเกินกว่าจะเป็นแบรนด์นิชในวงจำกัด.
คำประกาศของจิรัฏฐ์ที่ว่าแบรนด์ต้อง “มีตัวตน มีความเชื่อ และมีสิ่งที่อยากสื่อสารกับผู้คน” ไม่ได้เป็นประโยคสวยหรู แต่สะท้อนเกณฑ์การคัดสรรที่ยืนข้างดีไซเนอร์ที่กล้าคิด กล้าเล่าเรื่องในแบบของตัวเอง. ด้านกานดาเองก็ย้ำว่าแม้แรงบันดาลใจจะมาจากเกาหลีหรือนิวยอร์ก แต่แบรนด์บิวตี้ต้องกลั่นออกมาเป็นภาษาของตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นสำเนาในตลาดที่ล้นอยู่แล้ว. โมเดลนี้ทำให้แพลตฟอร์มแฟชั่นบิวตี้ไม่ใช่ห้างออนไลน์ แต่เป็นพื้นที่รสนิยมที่มีทิศทาง.

จากแพลตฟอร์มสู่ระบบนิเวศธุรกิจ: ICC ใช้อะไรหนุนหลัง C PROJECT
สิ่งที่ทำให้ C PROJECT น่าสนใจกว่ามัลติแบรนด์สโตร์ทั่วไป คือการที่มันถูกสร้างบน Ecosystem ครบวงจรของ ICC ตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์ การสื่อสารและวางภาพลักษณ์ การผลิต ระบบหลังบ้าน ไปจนถึงการกระจายสินค้า. นี่คือระดับการสนับสนุนที่ดีไซเนอร์อินดี้ส่วนใหญ่ไม่เคยได้สัมผัส เมื่อรวมกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์ที่ช่วยปรับกลยุทธ์คอนเทนต์ ภาพลักษณ์ และการนำเสนอสินค้าในแต่ละช่องทาง แบรนด์เล็กจึงเริ่มคิดเป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่แค่ปล่อยคอลเลกชั่นตามจังหวะอารมณ์.
ในมุมของ ICC นี่คือการต่อยอดทุนเดิมอย่างฉลาด แทนที่จะรอให้ตลาดเปลี่ยนแล้วค่อยตาม ธรรมรัตน์ โชควัฒนา เลือกจะยอมรับว่าการแข่งขันทุกวันนี้ไม่ได้อยู่ที่สินค้าอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ความสามารถในการเข้าใจผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับผู้คน”. การตั้งเป้าดันอย่างน้อย 15 แบรนด์ในแพลตฟอร์มสู่ตลาดต่างประเทศภายในปี 2569 คือคำรับรองว่าพวกเขาจริงจังกับการเปลี่ยนสนามจากท้องถิ่นไปสู่ระดับนานาชาติ ไม่ใช่แค่แคมเปญสวยงามระยะสั้น.

Multi-brand Destination: เมื่อออนไลน์เจอออฟไลน์ แล้วผู้บริโภคได้อะไร
พฤติกรรมผู้บริโภคแฟชั่นและบิวตี้วันนี้ไม่ได้เกิดแค่ในหน้าร้านหรือเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งอีกต่อไป แต่เกิดพร้อมกันบนโซเชียล คอมมูนิตี้ และแพลตฟอร์มซื้อขายหลากหลาย. C PROJECT จึงเลือกเป็น Multi-brand Destination ที่ผสานจุดสัมผัสทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกัน ให้คนเจอแบรนด์ผ่านเว็บไซต์ cproject.store รวมถึง Instagram, Facebook และ TikTok ของแพลตฟอร์ม ก่อนจะขยับไปสั่งซื้อหรือไปสัมผัสสินค้าจริงในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง.
สำหรับผู้บริโภค นี่คือประตูสู่คอมมูนิตี้สไตล์ที่คัดมาแล้ว ไม่ต้องไถฟีดหาแบรนด์ทีละเจ้าแบบไร้ทิศทาง ส่วนสำหรับแบรนด์ นี่คือโอกาสเข้าถึงฐานลูกค้าและช่องทางขายรูปแบบใหม่ พร้อมโอกาสต่อยอดคอลแลบและโปรเจกต์ร่วมกับแบรนด์อื่นในแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างเนื้อเรื่องที่ใหญ่กว่าใครคนใดคนหนึ่ง. หากเดินตามแผนที่วางไว้ การพัฒนาไปสู่ Ecosystem ทางธุรกิจเต็มรูปแบบจะทำให้ แบรนด์ไทย ส่วนกลาง แห่งนี้กลายเป็นจุดนัดพบสำคัญของดีไซเนอร์ไทย นานาชาติ ที่มองหากันและกัน.

อนาคต: จาก 50 แบรนด์สู่การยึดพื้นที่ตลาดนานาชาติ
ปัจจุบัน C PROJECT รวบรวมแบรนด์แฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์ที่ผ่านการคัดสรรแล้วมากกว่า 50 แบรนด์ และไม่หยุดอยู่แค่นั้น. แพลตฟอร์มตั้งเป้าผลักดันแบรนด์ในระบบอย่างน้อย 15 แบรนด์ให้ก้าวออกไปสู่ตลาดต่างประเทศภายในปี 2569 โดยมองญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นตลาดสำคัญในระยะเริ่มต้น พร้อมวางแผนเปิดโอกาสให้แบรนด์ภายในต่อยอดความร่วมมือ ทั้งการพัฒนาสินค้า คอลเลกชั่น และโปรเจกต์ร่วม เพื่อขยายบทบาทจาก “แพลตฟอร์มคัดสรรแบรนด์” ไปสู่ Ecosystem ที่สร้างการเติบโตในระยะยาว.
ในมุมมองของผู้เขียน C PROJECT คือตัวอย่างชัดเจนของการที่องค์กรใหญ่ตัดสินใจลงมาเป็น แบรนด์ไทย ส่วนกลาง ที่ให้โครงสร้างและการเข้าถึงตลาด ขณะที่เปิดพื้นที่ให้ครีเอทีฟคุมเรื่องสไตล์และอัตลักษณ์ ถ้าทำสำเร็จ เราจะได้เห็นดีไซเนอร์ไทย นานาชาติ เชื่อมกันบนพื้นฐานของคุณภาพและตัวตน มากกว่าคอนเน็กชันส่วนตัวหรือทุนโฆษณา สรุปคือ นี่ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มแฟชั่นบิวตี้ แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่าอุตสาหกรรมสร้างระบบที่ “ปั้นคนเก่งให้ไปไกลกว่าเดิม” ได้จริงแค่ไหน.







