ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ยกเครื่องค้าปลีกระดับบน ศูนย์การค้าแบรนด์หรูแข่งสร้างแลนด์มาร์กมิกซ์ยูส

ยกเครื่องค้าปลีกระดับบน ศูนย์การค้าแบรนด์หรูแข่งสร้างแลนด์มาร์กมิกซ์ยูส
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คลื่นใหม่ค้าปลีกพรีเมียม: จากศูนย์การค้าสู่เดสติเนชั่นไลฟ์สไตล์

คลื่นใหม่ของค้าปลีกระดับพรีเมียมในเอเชียคือการลงทุนในโครงการมิกซ์ยูสเอเชียและศูนย์การค้าแบรนด์หรูที่ออกแบบเป็นเดสติเนชั่นใช้ชีวิตครบวงจร เพื่อดึงดูดผู้บริโภคกำลังซื้อสูงและนักท่องเที่ยวชั้นสูงที่แสวงหาประสบการณ์มากกว่าการจับจ่าย โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ใช้การรีแบรนด์ ขยายพอร์ตธุรกิจ และสร้างแลนด์มาร์กใหม่ใจกลางเมือง เพื่อยกระดับภาพลักษณ์จากห้างแบบเดิมไปสู่พื้นที่ที่ผสมผสานรีเทล ออฟฟิศ โรงแรม และพื้นที่สร้างสรรค์เข้าด้วยกัน พร้อมเชื่อมต่อกับวิสัยทัศน์ระยะยาวด้านการขยายค้าปลีกภูมิภาคและการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในเชิงรายได้และแบรนด์.

มุมมองสำคัญคือศูนย์การค้าแบบเดิมที่เน้นพื้นที่ขายอย่างเดียวกำลังหมดมนต์เสน่ห์สำหรับลูกค้ากระเป๋าหนัก การแข่งขันใหม่จึงเกิดขึ้นบนฐานประสบการณ์ ตั้งแต่การคัดสรรแบรนด์หรู ไปจนถึงการออกแบบสเปซที่ตอบโจทย์การใช้เวลานาน ๆ ในพื้นที่เดียว ทั้งกิน เที่ยว ทำงาน และสร้างคอนเทนต์ นี่คือการขยับจาก “shopping center” ไปสู่ “experience hub” และใครที่ขยับก่อน มีแนวโน้มจะครองใจกลุ่มบนและนักท่องเที่ยวชั้นสูงได้มากกว่า.

BJC Big C ทวงคืนเวียดนาม วางหมาก Vision 2030 และยุทธศาสตร์สองขา

การกางแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของ BJC Big C พร้อมเป้าหมาย Vision 2030 สะท้อนว่าแบรนด์ไม่ได้คิดแค่ปกป้องส่วนแบ่งตลาดเดิม แต่กำลังมองเวทีภูมิภาคในฐานะโอกาสโตใหม่ จุดเปลี่ยนคือการทวงคืนชื่อ Big C ในเวียดนาม เมื่อสัญญาใช้แบรนด์กับผู้ซื้อเดิมจะสิ้นสุดลงช่วงปี 2026–2027 ทำให้ BJC เตรียมนำ Big C กลับมาทำตลาดเองเต็มกำลัง ทั้งในแผนค้าปลีก B2C และการรักษาเกมค้าส่งผ่าน MM Mega Market ที่เพิ่งปิดดีลมูลค่า 22,500 ล้านบาทและเริ่มรับรู้รายได้แล้ว.

ยุทธศาสตร์สองขานี้บอกชัดว่า BJC มองห่วงโซ่ค้าปลีกแบบครบวงจร ตั้งแต่ห้างสำหรับผู้บริโภคทั่วไปไปจนถึงแพลตฟอร์ม B2B ที่รองรับธุรกิจรายใหญ่ ขณะเดียวกัน บริษัทยังเตรียมเม็ดเงินลงทุนกว่า 1,800 ล้านบาทในช่วง 5 ปีจากปี 2026 เพื่อทำ Digital Transformation ยกเครื่องระบบหลังบ้าน Big C ใหม่ทั้งระบบในรอบ 29 ปี การยกระบบดิจิทัลไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างประสบการณ์รีเทลที่ต่อเนื่อง กระชับ และตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มบนที่จะไม่อดทนกับความขรุขระของระบบอีกต่อไป.

ในฝั่งไทย BJC ยังยกระดับ Mini Big C สู่คอนเซปต์ “Super Convenience” เพิ่มจำนวนสินค้าในร้านจาก 6,000 เป็น 8,060 รายการ และตั้งเป้าแตะ 10,000 รายการในอนาคต พร้อมจัดโซนคาเฟ่ โซนสุขภาพและความงาม และโซน Joy Story เพื่อจับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใช้ร้านสะดวกซื้อเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตมากขึ้น ข้อมูลจากผู้บริหารชี้ว่าแม้งบลงทุนต่อสาขาจะเพิ่มจาก 6.5 ล้านบาทเป็น 8.5 ล้านบาท แต่สามารถดันยอดขายให้กระโดดขึ้นได้ถึง 40–50% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าการลงทุนเพื่อประสบการณ์ลูกค้ามีผลตอบแทนที่จับต้องได้.

CenTRal cENtrAL: มิกซ์ยูสหัวหาดพรีเมียมและยุทธศาสตร์ดึงนักท่องเที่ยวชั้นสูง

อีกด้านหนึ่งของสนามค้าปลีกระดับบนคือการร่วมทุนระหว่างเซ็นทรัลพัฒนาและ Mitsubishi Estate สร้างโครงการ ‘CenTRal cENtrAL’ มูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท บนที่ดิน 7 ไร่ใจกลางสยามสแควร์ นี่ไม่ใช่แค่ศูนย์การค้าหรูแต่เป็น Next-Gen Mixed-Use ที่ออกแบบให้เป็นศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์และพื้นที่ใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่เชื่อมต่อย่านเศรษฐกิจสำคัญอย่างราชประสงค์และเซ็นทรัลเวิลด์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเครือข่ายเดสติเนชั่นที่แข็งแรงสำหรับกลุ่มลูกค้าศักยภาพสูงทั่วโลก.

ความน่าสนใจคือการตั้งเป้าเจาะ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ คนรุ่นใหม่สายสร้างสรรค์ บุคลากรระดับแถวหน้าจากธุรกิจสตาร์ทอัพและเทคโนโลยี และนักท่องเที่ยวต่างชาติผู้มั่งคั่งที่เป็นนักท่องเที่ยวชั้นสูง โครงการนี้จัดสรรพื้นที่กว่า 141,000 ตารางเมตรรองรับแบรนด์ดังกว่า 300 แบรนด์ พร้อมพื้นที่สาธารณะเพื่อกิจกรรมสร้างสรรค์กว่า 3,400 ตารางเมตร เปิดให้ใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมของนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ นี่คือศูนย์การค้าแบรนด์หรูที่ไม่ได้ขายสินค้าหรูอย่างเดียว แต่ขายเวทีให้คนสร้างคอนเทนต์และวัฒนธรรมร่วมกัน ซึ่งเป็นแม่เหล็กดึงทั้งคนและแบรนด์ระดับโลก.

ตามแผน ศูนย์การค้าจะเปิดช่วงไตรมาส 2 ปี 2027 อาคารสำนักงานในไตรมาส 4 ปีเดียวกัน และโรงแรมลักชัวรี 25hours Hotel จะตามมาในไตรมาส 1 ปี 2029 การไล่เปิดทีละเฟสสะท้อนการคิดแบบระบบนิเวศ ที่ปล่อยให้แต่ละองค์ประกอบค่อย ๆ เติมชีวิตให้พื้นที่ตั้งแต่คนทำงาน นักศึกษายันนักท่องเที่ยวชั้นสูง ผลคือโครงการกลายเป็นเมืองย่อยที่มีลูกค้ากำลังซื้อสูงหมุนเวียนทั้งวัน ไม่ใช่แค่ปลายสัปดาห์เหมือนห้างยุคเดิม.

ยกเครื่องค้าปลีกระดับบน ศูนย์การค้าแบรนด์หรูแข่งสร้างแลนด์มาร์กมิกซ์ยูส

เดอะมอลล์ M Life store: รีแบรนด์ย่านใหญ่ให้เป็นมหานครศูนย์การค้าแบรนด์หรู

ฝั่งเดอะมอลล์ กรุ๊ปเลือกกลยุทธ์รีแบรนด์ศูนย์การค้าเก่าที่คนแน่นอยู่แล้วให้กลายเป็นมหานครไลฟ์สไตล์ระดับบน ผ่านการเปลี่ยนเดอะมอลล์บางกะปิและบางแคสู่ชื่อใหม่ ‘M Life store’ พร้อมคำจำกัดความ A Happy Place To Live life ทั้งสองสาขาซึ่งเป็นขนาดใหญ่ที่สุดของเครือข่าย ตั้งอยู่ในย่านฝั่งตะวันตก–ตะวันออกที่มีการแข่งขันสูงและประชากรหนาแน่น จึงถูกยกระดับให้เป็น “Capital of Life Wonders มหานครแห่งใหม่” เพื่อขยายฐานลูกค้าจากขาประจำไปสู่กลุ่มขาจรที่เดินทางมาจากรัศมีที่กว้างขึ้นตามการเติบโตของเมืองและรถไฟฟ้าหลายสาย.

ก่อนรีโนเวต แทรฟฟิกทั้งสองสาขารวมอยู่ที่ 40 ล้านคนต่อปี แต่หลังเปิดโฉมใหม่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 50 ล้านคนต่อปี โดยบางกะปิแตะ 28–30 ล้านคนต่อปี และมีผู้ใช้บริการวันละ 70,000–100,000 คน ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าฐานลูกค้าขนาดใหญ่พร้อมตอบรับการยกระดับแบรนด์ เมื่อเติมเมกะแบรนด์ต่างประเทศเข้ามา เช่น โซน JAPAN JOY ที่ดึง Don Don Donki สาขาใหญ่ที่สุดในไทยมาตั้งบางกะปิ และโซนอาหารแบบยะไตสไตล์ญี่ปุ่น ศูนย์การค้าจึงกลายเป็น Hub of Japan ที่มีคอนเซปต์ชัดเจน ดึงดูดทั้งคนรุ่นใหม่และลูกค้ากำลังซื้อสูงที่ชอบประสบการณ์เฉพาะทาง.

การวาง Positioning ใหม่ของ M Life store ชี้ให้เห็นว่าห้างยุคนี้ต้องคิดเหมือนผู้จัดเมืองขนาดย่อม ไม่ใช่แค่ผู้จัดร้านค้า การทุ่มงบประมาณเพื่อ Grand Opening และอีเวนต์กว่า 600 งานในปีเดียวเพื่อสร้างการรับรู้ทุกช่องทาง แสดงถึงความเชื่อว่าประสบการณ์และคอนเทนต์คือหัวใจของการจับลูกค้าระดับบน ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชั้นสูงหรือชาวเมืองที่มองหาที่ใช้เวลาแทนบ้านและที่ทำงาน หากเมืองขยาย ศูนย์การค้าก็ต้องขยายตัวตนและความหมายของตัวเองไปพร้อมกัน.

ยกเครื่องค้าปลีกระดับบน ศูนย์การค้าแบรนด์หรูแข่งสร้างแลนด์มาร์กมิกซ์ยูส

สมรภูมิเดสติเนชั่นรีเทล: ใครเข้าใจลูกค้ากลุ่มบนมากกว่าก็ชนะ

เมื่อพิจารณาภาพรวม BJC Big C, CenTRal cENtrAL และ M Life store ล้วนกำลังเดินเกมเดียวกัน คือพยายามขยับตัวเองจากผู้ขายสินค้าไปเป็นผู้สร้างประสบการณ์และเมืองย่อยสำหรับคนมีกำลังซื้อสูงและนักท่องเที่ยวชั้นสูง โครงการมิกซ์ยูสเอเชียรูปแบบใหม่จึงไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้างราคาแพง แต่เป็นยุทธศาสตร์การแบ่งเค้กกำลังซื้อระดับบนที่กำลังเติบโตตามการขยายตัวของชนชั้นกลางและเศรษฐกิจเมือง.

สัญญาณสำคัญคือทุกกลุ่มทุนหันไปลงทุนกับระบบนิเวศ ไม่ใช่เฉพาะร้านค้า BJC ใช้ Vision 2030 และ Digital Transformation เพื่อเสริมฐานข้อมูลและประสบการณ์ทั้งหน้าร้านและหลังบ้าน โครงการ CenTRal cENtrAL ออกแบบพื้นที่สาธารณะและเลือกแบรนด์ให้สอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ขณะที่ M Life store ใช้การรีแบรนด์และคอนเซปต์มหานครไลฟ์สไตล์เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มแทรฟฟิก บทสรุปคือ ยุคนี้ใครเข้าใจว่าลูกค้ากลุ่มบนต้องการพื้นที่แบบไหน จะมีโอกาสเปลี่ยนศูนย์การค้าแบรนด์หรูให้กลายเป็นเดสติเนชั่นที่คนยอมเดินทางมาหา ไม่ใช่แค่ที่แวะเข้าเมื่อสะดวก.

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!