นิยามใหม่ของการท่องเที่ยวคุณภาพสูง และเกม 60:40
การท่องเที่ยวคุณภาพสูง คือแนวทางพัฒนาการเดินทางที่เน้นคุณค่าต่อคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม มากกว่าตัวเลขจำนวนนักเดินทาง มุ่งเพิ่มระยะเวลาพำนัก การใช้จ่ายต่อคน และสัดส่วนเงินที่ตกถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น ลดผลกระทบด้านทรัพยากรและวัฒนธรรม พร้อมออกแบบประสบการณ์ที่มีความหมายให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่าทริปหนึ่งทริปสร้างทั้งความสุขและประโยชน์ร่วมกับเจ้าบ้าน หัวใจของการเปลี่ยนเกมตอนนี้คือแผนกระจายการเดินทางและรายได้จากเมืองหลักที่เคยรับภาระมากถึงร้อยละ 70-80 ไปสู่เมืองรองในสัดส่วนใหม่ 60:40 นี่ไม่ใช่แค่การกระจายนักท่องเที่ยว แต่คือการประกาศชัดว่า โมเดลเดิมที่วัดความสำเร็จด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงๆ กำลังหมดเวลา การท่องเที่ยวต้องตอบคำถามว่าใครได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่ว่ามีคนมาเที่ยวกี่คน

จาก High Volume สู่ High Value เปลี่ยนตัวชี้วัด เปลี่ยนพฤติกรรมตลาด
เมื่อโลกท่องเที่ยวแข่งขันกันดึงนักเดินทางที่มีกำลังซื้อ แนวคิด High Value กลายเป็นสนามบังคับ ไม่ใช่ทางเลือกเสริมอีกต่อไป ความสำเร็จจึงต้องถูกวัดด้วยระยะเวลาพำนักเฉลี่ยและค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริป มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวม การท่องเที่ยวคุณภาพสูงจึงคือการตั้งคำถามใหม่ว่า นักท่องเที่ยวหนึ่งคนสร้างคุณค่าอะไรบ้าง ทั้งด้านเศรษฐกิจและผลกระทบที่ทิ้งไว้ หน่วยงานด้านการตลาดเริ่มขยับ KPI ตามแนวนี้ เช่น เป้าหมายเป็นปลายทางการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและมูลค่าสูงอันดับหนึ่งของภูมิภาค พร้อมตั้งเป้าเติบโตเชิงรายได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 การเพิ่มวันพัก การสร้างประสบการณ์เชิงความหมาย และการออกแบบสินค้าเชื่อมโยงอาหาร สุขภาพ วัฒนธรรม กลายเป็นทางรอด มากกว่าการลดราคาเพื่อเร่งปริมาณนักท่องเที่ยวแบบเดิม

เมืองท่องเที่ยวรอง 19 พื้นที่ จากเมืองทางผ่านสู่จุดหมายเศรษฐกิจฐานราก
การกระจายรายได้ท่องเที่ยวไม่เกิดขึ้นเอง หากไม่ออกแบบเส้นทางและเนื้อเรื่องให้เมืองท่องเที่ยวรองกลายเป็นจุดหมายจริงจัง ไม่ใช่แค่เมืองพักรถแล้วไปต่อ แผน Rebalance Market Portfolio ผ่านโครงการ The Link Plus จึงอาศัยยุทธศาสตร์คลัสเตอร์และการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว นำจุดแข็งของเมืองหลักมาเชื่อมกับเมืองรองที่มีธรรมชาติและอัตลักษณ์ใกล้เคียงกัน เพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้พักค้างคืนและใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น 19 เมืองท่องเที่ยวรองถูกยกสถานะเป็น “เมืองท่องเที่ยวใหม่” ตั้งแต่เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ สุโขทัย ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด นครราชสีมา อุบลราชธานี พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี ไปจนถึงสตูล เป้าหมายคือกระจายนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เข้าสู่เมืองเหล่านี้ และเพิ่มรายได้ฐานรากไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ผ่านการเพิ่มวันพักและค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน
กลยุทธ์ท่องเที่ยวยั่งยืน เงินต้องถึงชุมชน ต้นทุนสิ่งแวดล้อมต้องถูกนับ
การท่องเที่ยวคุณภาพสูงจะเป็นแค่คำสวยหากเงินยังไปจบอยู่กับผู้เล่นรายใหญ่ ตัวชี้วัดจึงต้องถามตรงๆ ว่าเงินไปอยู่ที่ใคร สัดส่วนการใช้จ่ายต้องถูกแยกให้เห็นว่าโรงแรม ร้านอาหาร SMEs เกษตรกร ช่างฝีมือ มัคคุเทศก์ และชุมชนได้รับส่วนแบ่งเท่าไร รวมถึงรายได้ที่เกิดขึ้นนอกเมืองหลักมีมากแค่ไหน นี่คือแกนแท้ของการกระจายรายได้ท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดรวมของประเทศ ในเวลาเดียวกัน ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมต้องถูกนับคู่กับรายได้ ตั้งแต่ขยะ น้ำเสีย การใช้น้ำและพลังงาน ไปจนถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสภาพทรัพยากรธรรมชาติ แผนยกระดับเมืองรองจึงพ่วงการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ มาตรฐานที่พักและโรงแรมแบบ Carbon Footprint Hotels รวมถึงกิจกรรมท่องเที่ยวยั่งยืนตามกรอบ SDG ที่ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล และสังคมชุมชน การเติบโตจึงต้องไม่แลกกับการทำลายบ้านของคนท้องถิ่น

จากเมืองหลักสู่ชุมชนเล็ก การเดินทางที่มีความหมายมากกว่าการเช็กอิน
หากดูให้ลึก เทรนด์ใหม่ของนักเดินทางกำลังเข้าข้างเมืองรองและชุมชนเล็ก ผู้คนเริ่มมองหาความเงียบ ความเป็นส่วนตัว และธรรมชาติ มากกว่ากิจกรรมล้นเมือง ทฤษฎีว่าความไม่มีอะไรก็มีราคาจึงเข้ามาเปลี่ยนบทบาทหมู่บ้านบนภูเขา ชุมชนริมแม่น้ำ และเมืองเล็กที่ยังไม่ถูกนักท่องเที่ยวล้น ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่เมืองใหญ่สร้างขึ้นใหม่ไม่ได้ง่ายๆ เมื่อแนวโน้มอย่าง Whycations PastPorts Set-Jetting และ Goods Getaways ขยายตัว เมืองรองไม่จำเป็นต้องแข่งด้วยแลนด์มาร์ก แต่แข่งด้วยประสบการณ์ที่มีความหมาย เช่น เรียนทำอาหารล้านนา เรียนรู้สมุนไพรกับชุมชน นวดตอกเส้น พักในที่พักที่มีอัตลักษณ์ และกินอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น การท่องเที่ยวจึงเคลื่อนจากการพาไปดูสถานที่ ไปสู่การเปิดโอกาสให้คนเที่ยวเข้าไปมีส่วนร่วมกับวิถีชีวิตของเจ้าบ้านอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการกระจายรายได้ท่องเที่ยวให้ยั่งยืน






